คำประกาศเจตนารมณ์ เรื่อง

การแก้ไขปัญหาที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย

๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙


ความมั่นคงในที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร เป็นต้นทุนและปัจจัยที่สำคัญยิ่งสำหรับการดำรงอยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ช่วยขจัดความยากจน ปกป้องสิ่งแวดล้อม ต่อสู้และปรับตัวให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)  ตามที่ผู้นำจากรัฐภาคีทั่วโลกให้คำมั่นสัญญาว่า จะร่วมกันผลักดันเพื่อนำไปสู่ “การหยุดยั้งความหิวโหย การมีความมั่นคงทางด้านอาหาร  มีอาหารที่ดีไว้บริโภค และมีการทำการเกษตรที่ยั่งยืน” ภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ (ค.ศ.๒๐๓๐)

ความไม่มั่นคงในที่ดินและขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร จึงเป็นปัญหาวิกฤติในระดับโลก มีประชากรอย่างน้อย ๑.๕ พันล้านคน ที่พึ่งพาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีพ ในจำนวนนี้เป็นประชากรชนเผ่าพื้นเมืองกว่า ๓๗๐ ล้านคน สำหรับประเทศไทยก็ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่กำลังเผชิญกับวิกฤติปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินและทรัพยากร  เพราะ“ที่ดิน” ถูกนำมาเป็นสินค้าในระบบทุนนิยมเสรี ทำให้เกิดการกว้านซื้อที่ดิน มีการถือครองที่ดินแบบกระจุกตัว มีการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไร ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในลักษณะ “รวยกระจุก-จนกระจาย” โดยคนรวยที่สุดในประเทศไทยมีที่ดิน 6แสนไร่ และกลุ่มคนรวยมีเพียง ๑๐% ของประชากรทั้งประเทศ ที่ถือครองที่ดินเฉลี่ย ๑๐๐ไร่/คน ในขณะที่คนจนที่เป็นเกษตรกร ประมาณ ๒ ล้านครอบครัว ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีก็ไม่พอทำกิน นอกจากนั้นมีเกษตรกรในเขตพื้นที่สูงที่ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง ประมาณ ๑ ล้านครอบครัว ที่อาศัยอยู่ในป่ามายาวนาน  รวมทั้งกลุ่มชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองชาวเลในภาคใต้ ที่มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาทรัพยากรชายฝั่งและทะเล แต่ถูกประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ของรัฐซ้อนทับในภายหลัง และทำให้สิทธิชุมชนท้องถิ่นและสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในที่ดินทำกิน ชายฝั่ง และทะเล รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชนเผ่าพื้นเมืองถูกลิดรอนและถูกควบคุมการบริหารจัดการโดยรัฐ  ซึ่งมีสาเหตุสำคัญที่เกิดจากการไม่ยอมรับสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ขณะเดียวกันนโยบายรัฐและกฎหมายบางอย่างที่มีอยู่ มีการบังคับใช้อย่างไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและส่งผลกระทบต่อชนเผ่าพื้นเมือง มีการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เช่น กรณีบ้านเลาวู อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ได้รับผลกระทบจากการประกาศและบังคับใช้คำสั่ง คสช.ที่ ๖๔/๒๕๕๗ (นโยบายทวงคืนผืนป่า) กรณีบ้านบางกลอยบน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้รับผลกระทบจากนโยบายการอพยพคนออกจากป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กรณีบ้านแพะใต้ อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน ได้รับผลกระทบจากการออกเอกสารสิทธิที่ดินของนายทุนทับที่ดินสาธารณะของชุมชน กรณีชุมชนชาวเลหาดราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และ กรณีเกาะหลีเป๊ะ อ.เมือง จ.สตูล ที่หน่วยงานรัฐออกโฉนดที่ดินให้เอกชนซ้อนทับพื้นที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และพื้นที่ประกอบพิธีกรรม  ซึ่งได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้นโยบายเศรษฐกิจเสรีของรัฐที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมหภาคให้กับประเทศ แต่กลับทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นมีการสูญเสียที่ดินและยากจนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของการกำหนดทิศทางการพัฒนาและวางยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบเชิงเดี่ยว ที่ขาดการมีส่วนร่วม และความเข้าใจสังคมไทยที่เป็นพหุวัฒนธรรมของรัฐ

เพื่อปกป้องวิถีชีวิตและสิทธิในการกำหนดตนเอง ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และภายใต้หลัก “สิทธิชุมชน”ใน ๔ มิติคือ (๑) เคารพและอยู่ร่วมกับสังคมพหุวัฒนธรรม (๒) จัดการอย่างมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน-รัฐ-ประชาสังคม (๓) ปกป้องวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรม และ (๔) รู้เท่าทันทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและทัดทานกับระบบทุนนิยมเสรีโลกาภิวัฒน์

พวกเราจะร่วมกันสถาปนา “พื้นที่ทางจิตวิญญาณ” (การจัดการที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน แหล่งเรียนรู้และสืบทอดตามวิถีการปฏิบัติที่ยั่งยืน และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย) ในเขตพื้นที่ของพวกเรา  สู่การบรรลุเป้าหมายร่วมของภาคีแนวร่วมที่ดินระหว่างประเทศ (International Land Coalition: ILC) โดยให้มีการยอมรับที่ดินที่ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นถือครองอยู่ ให้ถูกต้องตามกฎหมายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ (ค.ศ ๒๐๒๐)

พวกเราจะเดินหน้าร่วมกันสื่อสารและรณรงค์ทางสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและได้รับความร่วมมือสู่ปฎิบัติการ ขยายผลการสร้างพื้นที่รูปธรรมในการจัดการที่ดินและทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมในรูปแบบของโฉนดชุมชนและระบบการผลิตที่สร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน ดังที่ปรากฎให้เห็นแล้วในหลายชุมชน สู่พี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ประชาชนคนไทยอย่างกว้างต่อไป และหวังให้เกิดการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคีหุ้นส่วนต่าง ๆ ในการผลักดันให้รัฐไทยมีกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิชุมชนและสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ในการพัฒนาประเทศไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อจะนำพาให้ชุมชนของชนเผ่าพื้นเมืองอยู่รอด และธำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ภายใต้กระแสเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและของประเทศที่มีความผันผวนและไม่แน่นอน และเป็นการคืนความสุขให้คนภายในประเทศด้วย

พวกเราจะประสานงานและสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกลไกแก้ไขปัญหาของภาครัฐ (เช่น คณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเลและกะเหรี่ยง) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคีองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และเครือข่ายประชาชนเพื่อการปฏิรูปที่ดินที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดกระบวนการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงในที่ดินและการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน ให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังนี้

  • ร่วมปฏิบัติการ และสนับสนุนการขยายผลพื้นที่รูปธรรมในการจัดการที่ดินและทรัพยากรอย่างมีคุณค่าทางวัฒนธรรม (ที่ไม่ใช่มุ่งเน้นมูลค่า) และมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมืองที่มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีความหลากหลาย เช่น การทำเกษตรที่ยั่งยืน การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม และการประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ เป็นต้น
  • ร่วมผลักดันให้มีกฎหมายรับรองสิทธิชุมชนและสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ได้แก่

๒.๑) (ร่าง) พ.ร.บ สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ…

๒.๒) (ร่าง) พ.ร.บ. สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร พ.ศ….

๒.๓) (ร่าง) พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน พ.ศ….

๒.๔) (ร่าง) พ.ร.บ. ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า พ.ศ…..

๓) ให้ชะลอ ยุติ และยกเลิกการดำเนินการตามนโยบายหรือกฎหมายใดๆที่มีผลกระทบและไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง และขัดต่อหลักปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองในการพิสูจน์ ทบทวน และแก้ไขนโยบายหรือกฎหมายดังกล่าว

 

ด้วยจิตสมานฉันท์และเชื่อมั่นพลังเสียงชนเผ่าพื้นเมือง

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)

ร่วมกับ ภาคีองค์กรและเครือข่ายกัลยาณมิตร

๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ จ.เชียงใหม่

 

ทิ้งคำตอบไว้