23 องค์กรสิทธิ์ เตรียมร้องคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNHRC) ในเวที UPR กรณีแต่งตั้งหัวหน้าชุด “พญาเสือ”

0
386

เผยแพร่วันที่ 3 พฤษภาคม  2559

แถลงการณ์ร่วมเครือข่ายสิทธิฯ เตรียมร้องคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์กรสหประชาชาติ (UNHRC) ในเวที UPR กรณีตั้งผู้ละเมิดสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองเป็นหัวหน้าชุด “พญาเสือ” คุมอุทยานทั่วประเทศ ยุติแนวโน้มการใช้ความรุนแรงในการรักษาพื้นที่ป่า

จากการที่วันนี้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายธัญญา เนติธรรมกุล ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวชุดเฉพาะกิจพญาเสือ แก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าและลักลอบตัดไม้ เน้นทำงานเชิงรุก และขึ้นตรงกับอธิบดีกรมอุทยานฯ โดยกำหนดให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ “พญาเสือ” ที่ทำหน้าที่ปราบปราม จับกุมผู้กระทำผิดในพื้นที่อุทยานฯได้ทั่วประเทศ โดยรับคำสั่งและขึ้นตรงกับอธิบดีกรมอุทยานฯ และไม่ต้องขึ้นตรงกับผู้อำนวยการส่วนพื้นที่เหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งยังอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวสนองนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลปัจจุบันเพื่อให้ได้พื้นที่ป่าเพิ่ม

เครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคมตามรายนามด้านล่างนี้ขอประท้วงและเตรียมร้องคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์กรสหประชาชาติ ในเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย Universal Periodical Review (UPR) ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อให้รัฐบาลและกรมอุทยานฯ ทบทวนคำสั่งและแนวนโยบายที่ยอมให้บุคคลกรที่มีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะต่อกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองรับหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ป่า  ซึ่งมีแนวโน้มว่าเป็นการใช้ความรุนแรงในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่คำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนดังที่เคยปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงในพื้นที่ป่าแก่งกระจานจนเป็นสาเหตุให้มีการฟ้องร้องคดีปกครองเรียกร้องค่าเสียหาย

การตัดสินใจให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรได้รับการแต่งตั้งที่มีหน้าที่ปราบปรามการลักลอบทำลายป่าอุทยานทั่วประเทศในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและทำให้มีแนวโน้มว่าภารกิจปกป้องผืนป่าที่เข้มข้นขึ้นของกรมอุทยานฯนั้นอาจมีการใช้ความรุนแรงถึงขั้น ขับไล่ เผ่าทำลาย การคุมคามนักต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชน หรือการบังคับให้บุคคลสูญหาย เป็นต้น  อีกทั้งการที่นายชัยวัฒน์ฯอ้างว่าคดีความทั้งทางปกครองและอาญาต่างๆ ได้พิสูจน์ความบริสุทธ์ทั้งหมดแล้วนั้นไม่เป็นความจริง

เครือข่ายองค์กรตามรายนามด้านล่างนี้เห็นว่างานด้านการอนุรักษ์ป่าและการปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามีหลายมิติและมีความอ่อนไหว  แม้ว่าจะอ้างถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพลแต่ในสถานการณ์จริงมีกลุ่มประชากรที่เป็นชนเผ่าชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากอยู่อาศัยในพื้นที่ป่าและพื้นที่อุทยานทั่วประเทศ

เครือข่ายฯ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและอธิบดีกรมอุทยานฯ พิจารณายกเลิกคำสั่งที่มอบให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรรับหน้าที่สำคัญนี้และขอให้คัดเลือกบุคคลกรที่มีแนวทางการทำงานบนพื้นฐานของการเคารพต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและในการพิทักษ์รักษาป่า   รวมทั้งมีแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีเป็นกรอบการทำงานที่ชัดเจน มีการอำนวยความเป็นธรรม ต่อประชาชนและเอื้อประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติที่ยั่งยืน

การที่เครือข่ายองค์กรฯจะร้องเรียนต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์กรสหประชาชาติ (UNHRC) เนื่องจากที่ผ่านมาเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคมได้ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 แต่ไม่มีการตอบรับและกลับมีการแต่งตั้งนายชัยวัฒน์ฯ ในวันนี้     ข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ มีดังนี้คือขอเรียกร้องให้ทางอุทยานแห่งชาติโดยอธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ดำเนินตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่ให้อำนาจผู้บังคับบัญชาในการสั่งพักราชการ หรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการ สอบสวน หรือพิจารณาหรือผลแห่งคดีในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญ นายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร  เนื่องจากถูกฟ้องคดีอาญาร้ายแรงต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาและถูกสอบสวน  ซึ่งเป็นคดีความอยู่ระหว่าง  การพิจารณาของศาลปกครองกลาง จำนวน 2 คดี ศาลจังหวัดเพชรบุรี 1 คดี รวม 3 คดี  มีการแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน  3 เรื่อง  ซึ่งอยู่ระหว่างถูกสอบสวนคดีอาญาโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)  2 เรื่อง  และการยื่นหนังสือฉบับเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 ต่ออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช 1 ฉบับ ในห้วงเวลาที่ครบรอบสองปีการหายตัวไปของนายบิลลี่ หรือพอละจี รักจงเจริญ ภายหลังการจับกุมของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรเมื่อวันที่ 17   เมษายน 2557   ซึ่งรวมทั้งสิ้น 7 เรื่องในขณะนี้  ดังนี้การที่นายชัยวัฒน์ฯอ้างว่าคดีความต่างๆ ได้พิสูจน์ความบริสุทธ์ทั้งหมดแล้วนั้นไม่เป็นความจริง

ในหนังสือฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2559 ดังกล่าวที่ยื่นต่ออธิบดีกรมอุทยานฯนั้นอ้างถึงเหตุผลทั้งความจำเป็นที่จะคงไว้ซึ่งหลักการด้านการอำนวยความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อนโยบายและการบริหารจัดการบุคคลกรของรัฐโดยเฉพาะต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติให้เป็นสมบัติของชาติและของโลก  และในขณะเดียวกันเป็นต้องเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อยู่อาศัยเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้หลักการสากลด้านสิทธิมนุษยชน  ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกำลังถูกเสนอชื่อเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติภายใต้กรอบของยูเนสโกเป็นอันเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยอย่างสมภาคภูมิ

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 086-7093000

นายพนม  ทะโน  เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย 094 836 2299

 

องค์กรร่วมลงนาม
เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

เครือข่ายการจัดการสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง

เครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง

เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง

เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเขตงานตะนาวศรี

ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา

สมาคมนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

มูลนิธิไทยเพื่อคนมีปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล

มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

มูลินิธิรักษ์ไทย(ภาคเหนือ)

มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์

มูลนิธิภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมืองบนพื้นที่สูง

มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา

ศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลเชียงใหม่

สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หน่วยงานพัฒนาและบริการสังคม สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย

สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

โรงน้ำชา (TEA-togetherness for Equality and Action)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here