บทความพิเศษ: ฟังเสียงเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองโลก เขาคิดอย่างไรกับอนาคตของตนเอง?

0
244

ฟังเสียงสะท้อนของเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองจากต่างประเทศ ว่าเขาคิดอย่างไรกับอนาคตตนเอง ที่ต้องรับไม้ต่อจากผู้ใหญ่ในการต่อสู้เพื่อสิทธิตนเอง ท่ามกลางปัญหา ความท้าทายและโอกาสทางสังคม เยาวชนเหล่านี้เขาจะรับมืออย่างไร

หลากหลายปัญหาที่พบเจอในชุมชนท้องถิ่นของชนเผ่าพื้นเมืองแต่ละประเทศ ถูกนำมาแลกเปลี่ยนผ่านการประชุม “เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองนานาชาติ ครั้งที่3” ระหว่างัวนที่ 4 – 9 กันยายน 2559 ที่บ้านพักทัศนาจร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแบ่งปันแนวคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน และสร้างพื้นที่ความร่วมมือตลอดจนกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนชนเผ่าฯ จากประเทศต่างๆด้วย

IMG_8578
เวโดรา เจสสิกา ปีเตอร์ – ประเทศมาเลเซีย

นางสาวเวโดรา เจสสิกา  ชนเผ่าซินูลีฮัน-ดาซัน จากประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า “สำหรับปัญหาที่พบเจอและน่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับเธอ คือ คนรุ่นใหม่ขาดความตระหนักในคุณค่าขององค์ความรู้และภูมิปัญญาดั้งเดิม  เยาวชนส่วนใหญ่ต้องเข้ารับการศึกษาในเมือง เข้าสู่ระบบวัฒนธรรมแบบสากล และห่างเหินจากชุมชน ทำให้เกิดช่องว่างในการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างผู้อาวุโส กับเยาวชนคนรุ่นหลัง” เจสิกา กล่าวต่อว่า ”  การหลงลืมวัฒนธรรมและรากเหง้าของตนเองในบรรดาเยาวชนชนเผ่าฯ ค่อนข้างวิกฤติมาก ตอนนี้เธอและเพื่อนๆพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการหาพื้นที่ให้ผู้อาวุโสและคนรุ่นใหม่ได้สื่อสารกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้  และถ่ายทอดภูมิปัญกาดั้งเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่มีคุณค่าเหล่านี้สูญหายไปได้”  เจสสิกากล่าวเสริมว่า “อีกแนวทางหนึ่ง คือการสร้างพื้นที่การสื่อสารระหว่างเยาวชนด้วยกันเอง อาทิ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ด้านการสื่อสารผ่านเฟสบุ๊คเพจ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนหันมาสนใจและให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของชนเผ่าตนเอง”  ในส่วนของการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายในระดับภูมิภาค เจสสิกามองว่า เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากเช่นกัน เพราะช่วยให้เธอได้เรียนรุ้ประสบการณ์ วัฒนธรรมจากเพื่อน รวทั้งเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกันด้วย

IMG_8585
ซู ฉี – ประเทศไต้หวัน

ทางด้านนางสาวซู ฉี ชนเผ่าจากประเทศไต้หวัน เธอออกค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง เพื่อมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้  เพราะเห็นว่าโอกาสสำคัญที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และบอกลเล่าเรื่องราวจากประเทศของตนเองให้เพื่อนๆ จากประเทศอื่นได้รับรู้  เป็นที่ทราบกันว่าเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ผู้นำไต้หวัน กล่าวขอโทษชนเผ่าพื้นเมือง และประกาศเริ่มมาตรการเยียวยา และยกระดับสิทธิของชนพื้นเมืองที่ถูกลิดรอนมายาวนานกว่า 400 ปี ซึ่งเป็นคำขอโทษครั้งแรกจากผู้นำไต้หวัน

ซู ฉี แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า “ถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นข่าวดีสหรับชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายอีกหลายประการ เพราะรัฐบาลให้การยอมรับและชดเชยสิทธิให้เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น จำนวนชนเผ่าพื้นเมืองที่รัฐให้การยอมรับนั้น มีประมาณ 560,000 คน จาก 16 กลุ่มชาติพันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าบนพื้นที่สูง ขณะเดียวกันคาดการณ์ว่ามีชนเผ่าอีกประมาณ 20, 000 คน จาก 12 กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนพื้นราบ ที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ จึงทำให้ไม่สามารถรับการชดเชยหรือมาตรการเยียวยาตามนโยบายของรัฐบาลได้ กลุ่มที่ยังขาดการยอมรับจากรัฐบาลเหล่านี้ ต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน และข้อจำกัดต่างๆมากมาย เพราะในขณะที่ชนเผ่าพื้นเมืองส่วนใหญ่ทำงานร่วมกับรัฐบาลผ่านกลไก สภาชนเผ่าพื้นเมือง (Council of Indigenous Peoples) เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆของตนเอง แต่กับกลุ่มชนพื้นราบแล้วนอกจากจะไม่สามารถใช้ช่องทางดังกล่างนี้ได้แล้ว ก็ยังไม่สมารถพึ่งพากลไกสหประชาติได้ เนื่องจากรัฐบาลไต้หวัน ภายใต้การปกครองของจีน ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ”

ในตอนท้ายซู ฉี กล่าวกว่า “ถึงจะเหนื่อย หรือลำบากแค่ไหน แต่เธอก็ยังคงมีความหวัง และมีความตั้งใจที่จะรณรงค์ สร้างความเข้าใจกับภาครัฐและสาธารณะต่อไป จนกว่าชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศทุกคนจะได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน”

ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไต้หวันเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของตนเองยายนานกว่า 400 ปี จึงจะได้รับการยอมรับจากรัฐบาล การต่อสู้เรียกร้องสิทธิในด้านต่างๆ ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น  วันนี้เยาวชนหลายประเทศรับไม้ต่อจากผู้ใหญ่ เพื่อก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนกิจกรรมแทนผู้อาวุโสที่อ่อนแรงลง และคงต้องส่งไม้ต่อให้รุ่นต่อๆไป ตราบเท่าที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถาวร

 

IMG_8414

IMG_8523

 

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here