ค้านถอด ร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ พ้นแผนปฏิรูปประเทศ

ภาพถ่ายโดย วิทวัส เทพสง

เช้าวันนี้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร  ผู้แทนเครือข่ายกะเหรี่ยง ชาวเล และสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย นำโดยนายวิทวัส เทพสง และนายเกรียงไกร ชีช่วง เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เพื่อคัดค้านการถอนแผนยกร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ออกจากแผนปฏิรูปประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีที่มาอย่างไร

                ก่อนจะเข้าใจกระบวนการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 2553 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่รัฐเริ่มให้การยอมรับสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองมากขึ้น โดยมีนโยบายรองรับ 2 ฉบับคือ มติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล และมติคณะรัฐมนตรี ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ที่ให้การยอมรับรูปแบบการทำกินตามระบบไร่หมุนเวียน มีข้อเสนอให้ประกาศเขตพื้นที่พิเศษทางวัฒนธรรม ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดิน การศึกษา และปัญหาด้านสถานะบุคคลด้วย  ดังนั้น หากไม่รับรวมแผนแม่บทพัฒนาชาวเขา โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  มติ ครม. ทั้ง 2 ฉบับนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมากสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เพราะนับเป็นครั้งแรกที่รัฐให้การยอมรับวิถีชีวิตในระดับนโยบาย

                อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติแล้ว มติ ครม. ทั้ง 2 ฉบับนี้ก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย จนผ่านไปแล้ว 10 ปีก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นมติ ครม. ที่ถูกเสนอโดยกระทรวงวัฒนธรรม ทำให้กระทรวงสายแข็ง อย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่อยากทำตาม และที่สำคัญตามศักดิ์ของกฎหมายแล้ว มติ ครม. มีสถานะเป็นเพียงแนวนโยบายที่หน่วยงานจะเลือกนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ไม่ต้องรับผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

                เมื่อเห็นข้อจำกัดดังกล่าว หลายภาคส่วนจึงช่วยกันผลักดันให้มีการยกระดับ มติ ครม. ทั้ง 2 ฉบับ สู่การเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้มีอำนาจบังคับใช้กับทุกภาคส่วนและเสนอให้แก้ไขเนื้อหาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย จากเดิมที่ส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและชาวเล

                จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2561 รัฐบาล คสช. ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้แผนนี้พูดเรื่องแผนการปฎิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ รวมถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติเร่งด่วน 16 ฉบับ แนบท้ายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งหนึ่งในนั้นมี ร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์รวมอยู่ด้วย โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานเจ้าภาพในการศึกษาข้อมูล ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม  และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันยกร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยมีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2564

ข่าวการถอด พรบ. ออกจากแผนปฏิรูปประเทศมีที่มาอย่างไร

            ข่าวเรื่องการถอด พรบ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ออกจากแผนปฏิรูปประเทศ มาจากโพสต์ของ นายอำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา และประธานอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดการปฏิรูปด้านสังคม ได้โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ค ว่าจากที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา เพื่อพิจารณาการปฏิรูปประเทศ พบว่าหลายเรื่องมีความคืบหน้าไปแล้ว และมีบางเรื่องที่ไม่มีความคืบหน้า และอาจมีการพิจารณาถอดออกจากแผนปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงใหม่

“การจัดทำพรบ.ส่งเสริมอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามรัฐธรรมนูญฯ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเต็มๆ เรื่องนี้ก็ไม่คืบหน้า ทั้งๆที่ระบุว่าเป็นพรบ.ปฏิรูปแนบท้ายคำแถลงนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันเช่นเดียวกัน และได้ข่าวว่าอาจถูกถอดทิ้งออกจากแผนปฏิรูปฉบับที่รัฐบาลกำลังทบทวนปรับปรุงเช่นกัน!?!”

ขณะที่ฝั่งของเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย โดยนายวิทวัส เทพสง รองประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ ที่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ได้ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความกังวลว่าหาก พรบ. ฉบับนี้ถูกตัดออกจากแผนปฏิรูปประเทศจริง ก็จะทำให้สิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไม่ได้รับการส่งเสริมและคุ้มครอง แต่หากมีการเดินหน้าต่อ จะทำให้ปัญหาหลาย ๆ ด้านที่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองประสบอยู่ ได้รับการคลี่คลาย

“ถ้ามี พรบ.คุ้มครอง จะเป็นความสมบูรณ์​ของกฎหมาย มี รธน.มาตรา 70 ให้คุ้มครองเรา หากมีกฎหมายลูกที่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีผลกระทบกับชาวเลและกลุ่ม​ชาติพันธุ์​ การแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการพัฒนา​ที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม​ของกลุ่ม​ชาติพันธุ์​ให้มีศักยภาพที่สามารถสร้างคุณค่า​ให้กับประเทศนี้ก็เกิดขึ้น

ถ้ามี พรบ.ชาติพันธุ์​ฯ เราจะมีที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกิน แหล่งหากิน พื้นที่ศักสิทธิ์และศาสนสถาน สุสานฝังศพตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิม ในพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ​ ในพื้นที่ประกาศใช้กฎหมายเป็นของรัฐ

หากมี พรบ.ชาติพันธุ์ฯ​ จะทำให้พี่น้องชาติพันธุ์​แก้ไขปัญหาบัตรประชาชนเสร็จสิ้น

หากมี พรบ.ชาติพันธุ์ฯ​ จะมีการส่งเสริมการพัฒนา​คุณภาพ​ชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์​ให้ดีและมั่นคงขึ้น

หากมี พรบ.ชาติพันธุ์ฯ​ จะเป็นทางออกด้านกฎหมายในการให้กลุ่มชาติพันธุ์​มีส่วนร่วมในการร่วมรักษาทรัพยากรและพัฒนา ทั้งการประกาศเขตมรดกโลก เขตเศรษฐกิจพิเศษ

หากมี พรบ.ชาติพันธุ์ฯ​ ข้าวไร่หมุนเวียนจะถูกยกเป็นภูมิปัญญาของชาติที่ต้องอนุรักษ์