ผนึกสามความเชื่อ บวชป่า – ต้านเขื่อน ค้านเมกะโปรเจคผันน้ำยวมฯ

0
222

ชาวบ้านกว่า ๓๐๐ คน ประกอบพิธีสามความเชื่อ พุทธ คริสต์ และดั้งเดิม บวชป่าริมน้ำยวม เพื่อคัดค้านโครงการแสนล้าน สร้างเขื่อนและขุดอุโมงค์ผันน้ำยวม ลงสู่เขื่อนภูมิพล จ. ตาก เล่นของแรง สาปแช่งคนทำลายป่าแห่งนี้ให้มีอันเป็นไป ด้านกรมชลฯ ในฐานะเจ้าภาพชี้ กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้นพร้อมรับฟังทุกความเห็นของชาวบ้าน

ช่วงเช้าของวันนี้ (๑๔ มีนาคม ๒๕๖๓) ณ ริมแม่น้ำยวม บ้านสบเงา ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีชาวบ้านกว่า ๓๐๐ คน มาร่วมงานบวชป่าเพื่อประกาศเจตนารมย์คัดค้านโครงการของกรมชลประทานที่วางแผนสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม และขุดอุโมงค์ยักษ์ส่งน้ำลงสู่เขื่อนภูมิพลเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ขณะที่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบชี้ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หลายชุมชนไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อน จึงร่วมกันแสดงออกผ่านการประกอบพิธีกรรมบวชป่า ๓ ความเชื่อ ประกอบด้วยการเจริญพระพุทธมนต์  การอธิษฐานโดยคริสตชน และการบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามจารีตประเพณีและความเชื่อดั้งเดิม  เพื่อประกาศให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่าชุมชนไม่ต้องการแลกทรัพยากรธรรมชาติกับโครงการที่จะสร้างผลกระทบให้กับตนเอง ระหว่างการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อดั้งเดิม มีการสาปแช่งคนที่ไม่ประสงค์ดีเข้ามาทำลายผืนป่าแห่งนี้ ให้พบเจอความวิบัติและมีอันเป็นไป แต่หากผู้ใดมาด้วยเจตนาที่ดีให้พบเจอแต่ความสุข เจริญรุ่งเรืองในชีวิต

นายศักดิ์ชัย แยมู ชาวบ้านจากบ้านแม่งูด หมู่ ๖ ตำบลนาคอเรือ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ที่เดินทางมาร่วมงานครั้งนี้ให้สัมภาษณ์ต่อทีมข่าว IMN ว่า บ้านแม่งูด ถูกกำหนดให้เป็นท้ายอุโมงค์ส่งออกน้ำลงสู่เขื่อนภูมิพล ซึ่งจะมีกองดินจากการขุดเจาะมากองเป็นภูเขาที่กินพื้นที่กว่า ๗๗ ไร่ นอกจากนี้ชุมชนจะถูกน้ำท่วมขังทั้งตำบลนาคอเรือ และตำบลใกล้เคียงด้วย ดังนั้นจะมีประชาชนได้รับผลกระทบเฉียดพันครัวเรือน ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลของกรมชลประทานที่ได้ฟังมาว่ามีผลได้รับผลกระทบเพียงไม่กี่ครัวเรือน

ศักดิ์ชัย ยังกังวลว่าหากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง ชาวบ้านอาจได้รับผลกระทบมากกว่าที่ระบุไว้ในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น สูญเสียพื้นที่เลี้ยงสัตว์เนื่องจากถูกน้ำเอ่อท่วม ประกอบกับชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน จึงไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับการชดเชยค่าเสียหายอย่างเป็นธรรม

หลังจากประกอบพิธีบวชป่าเสร็จแล้ว มีการอ่านแถลงการณ์ในนาม “เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย และ สาละวิน” โดยมีใจความสำคัญว่า

  1. เรื่องน้ำท่วมที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน พื้นที่ที่พวกเราอาศัยและที่ทำกิน ส่วนใหญ่อยู่ใกล้แม่น้ำเงา และแม่น้ำยวม ซึ่งรวมไปถึงลำห้วยสาขาของทั้งสองแม่น้ำด้วย ที่ผ่านมาพวกเราแสดงข้อกังวลนี้มาโดยตลอด ทุกเวที แต่ไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าจะมีมาตรการป้องกัน เยียวยาอย่างไร ได้เพียงตอบพวกเราว่ามีมาตรการแล้วและจะบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบกับชุมชน
  2. น้ำอุปโภค-บริโภคของชุมชนใช้ระบบประปาภูเขา ดังนั้นหากดูจากโครงการก่อสร้างนี้แล้วย่อมกระทบถึงต้นน้ำอันเป็นแหล่งอุปโภค-บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่เคยมีการชี้แจงให้ชุมชนแต่อย่างใด
  3. หากเกิดความเสียหายต่อที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะชุมชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์และคนที่ยังไม่มีสัญชาติไทย ก็ไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าจะช่วยเหลือเยียวยากรณีนี้อย่างไร
  4. เรื่องจุดกองวัสดุหลังจากมีการขุดเจาะอุงโมงค์ ชุมชนยังไม่ทราบแน่ชัดว่ากองดินเหล่านั้นจะใช้พื้นที่กว้างแค่ไหน สูงแค่ไหน และโดยเฉพาะในฤดูฝนจะมีมาตรการในการป้องกันการชะล้างของกองดินเหล่านี้อย่างไร หากเกิดการสไลด์ของดิน และจุดกองดินเหล่านั้นหากกองในพื้นที่ป่า ก็จะทำให้ชุมชนสูญเสียพื้นที่ป่าไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และหากจุดกองดินไปทับกับที่ทำกินชาวบ้านซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็ไม่มีการยืนยันว่าจะมีการชดเชยค่าเสียหายอย่างไร
  5. เรื่องการก่อสร้างเขื่อน ไม่มีการพูดถึงเส้นทางที่จะเข้าไปยังจุดสร้างเขื่อนว่าใช้เส้นทางไหน ระหว่างการขนส่งจะก่อให้เกิดผลกระทบอะไรบ้าง และชุมชนระหว่างทางเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ไม่เคยรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและไม่ได้เข้าร่วมเวทีประชุม
  6. เรื่องการทำแบบประเมินที่ผ่านมามีผู้นำที่เห็นด้วยกับโครงการเป็นผู้ดำเนินการแทนโดยวิธีการที่ใช้คือให้คนประเมินเก็บบัตรประจำตัวประชาชนของสมาชิกชุมชน แล้วเอาไปกรอกเอง และคำตอบในในแบบสำรวจก็ปรากฏว่าเจ้าของบัตรเห็นชอบกับโครงการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะไม่มีการอธิบายให้ชาวบ้านฟังว่าเนื้อหาในแบบสอบถามแต่ละคำถามนั้นถามว่าอย่างไร อีกทั้งยังไม่รู้ว่าข้อมูลที่กรอกลงในแบบสอบถามนั้นตรงตามเจตนารมณ์หรือไม่
  7. เรื่องจำนวนชุมชนที่ปรากฏในรายงานโครงการนั้นก็มีแต่ชุมชนหลัก ๆ ที่ปรากฏบนแผนที่ แต่ในบริเวณรอบ ๆ โครงการยังมีอีกหลายชุมชนที่ไม่ปรากฏในรายงาน เพราะชุมชนเหล่านั้นเป็นหย่อมบ้านของบ้านหลักที่ปรากฏในรายงาน
  8. เรื่องการใช้ภาษาในที่ประชุม รายชื่อชุมชนที่ปรากฏในรายงานของกรมชล 36 ชุมชน ล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาท้องถิ่น คือภาษากะเหรี่ยง ซึ่งมีทั้งกะเหรี่ยงโปว์และกะเหรี่ยงสกอร์ แต่ในการดำเนินการประชุมผู้จัดประชุมใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก ผู้นำชุมชนที่ถูกเชิญเข้าร่วมประชุมอาจสื่อสารภาษาไทยได้ แต่ก็ไม่มีความเข้าใจเนื้อหาเพียงพอที่จะนำมาถ่ายทอดแก่สมาชิกชุมชนต่อได้  และในเวทีปัจฉิมนิเทศโครงการ ผู้เข้าร่วมก็ได้สะท้อนในที่ประชุมแล้วว่าสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องนำเสนอในเวทีนั้นผู้เข้าร่วมไม่เข้าใจ อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีการเขียนประเด็นนี้ลงในสรุปรายงาน ทั้ง ๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญ

ดังนั้นเครือข่ายฯ จึงเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ยุติโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดตากโดยทันที และยื่นแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวให้กับผู้แทนจากกรมชลประทานที่มาร่วมงานในวันนี้

ขณะที่นายช่างประถม ทองปอ นายช่างโยธาอาวุโส ผู้แทนจากกรมชลประทาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมชลประทานในฐานะเจ้าของโครงการได้ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมส่งไปยังสำนักแผนและนโยบายทรัพยากรธรรมชาติ (สผ.) เพื่อขอความเห็นชอบ แต่ทาง สผ. ได้มอบหมายให้กลับมาทำการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้กรมชลกำลังดำเนินการอยู่

เมื่อถามถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน นายประถม ชี้แจงว่ากรมชลฯ มีความตั้งใจทีจะให้ข้อมูลกับทุกชุมชน ทุก ๆ คน เพื่อให้แน่ใจว่าชาวบ้านมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกัน รวมทั้งจะมีการจัดเวทีกลุ่มพูดคุยกลุ่มย่อยกับแต่ละชุมชนด้วย ยืนยันว่ากรมชลฯ พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น เช่นเดียวกับการมารับข้อเสนอของชาวบ้านในวันนี้ โดยตนจะนำแถลงการณ์และข้อเรียกร้องทั้งหมดของชาวบ้านแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบต่อไป



ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here