ห้วยอีค่างโมเดล ผุดไอเดีย “ป่าผู้หญิง” เกื้อกูลทั้งคนและสัตว์ป่า

0
111
ชาวนาบ้านห้วยอีค่าง สำรวจต้นข้าวในนา /ลัคปา นูริ เชอปาร์ - เอไอพีพี

บ้านห้วยอีค่าง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง นำร่องจัดสรรพื้นที่ป่าชุมชนขนาด 60 ไร่ ให้เป็นป่าเพื่อผู้หญิง เน้นปลูกพืชสมุนไพร สีย้อมธรรมชาติ และอาหารป่า ตั้งเป้าเป็นห้องเรียนธรรมชาติถ่ายทอดสืบทอดองค์ความรู้สตรีชาวปกาเกอญอ พร้อมสร้างรายได้เสริมในอนาคต

หน่อแอริ ทุ่งเมืองทอง ผู้ใหญ่บ้านและแกนนำสตรีที่ริเริ่มโครงการนี้ เล่าให้เราฟังถึงแนวคิดในการสร้างป่าเพื่อผู้หญิงในครั้งนี้ ว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากการจำแนกป่าของชาวปกาเกอญอ ซึ่งเรียกว่า เกอะเนอ (ป่าดงดิบ) โดยเกอะเนอ นั้น สามารถจำแนกออกมาเป็น เกอะเนอหมื่อ (ป่าดิบชื้นหรือป่าผู้หญิง) ซึ่งคำว่า “หมื่อ” หมายถึง หญิง และอีกส่วนป่าอีกชั้นถัดลงมา เรียกว่า เกอะเนอพา (ป่าดิบเขา หรือ ป่าผู้ชาย )  จากฐานความคิดที่ว่านี้  หน่อแอริ จีงอยากทำให้ป่าผู้หญิงเป็นที่ประจักษ์สมกับชื่อที่เรียกกันมา เพื่อให้ชุมชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชนได้ภาคภูมิใจและเข้าไปใช้ประโยชน์ โดยนำพืชพันธุ์ที่ต้องใช้ประจำมาปลูกไว้ในป่าเกอะเนอหมื่อซึ่งเป็นบริเวณที่กำหนดไว้ราว 60 ไร่  ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร โดยได้เริ่มปลูกพืชเสริมเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 หลังจากนั้นจะมีการปลูกไม้ท้องถิ่นเสริมเป็นประจำทุกปี   วิธีการนี้จะช่วยให้หาวัตถุดิบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น เปลือกต้นฝาง สำหรับใช้เป็นสีย้อมผ้า เป็นต้น 

หน่อแอริ ทุ่งเมืองทอง ผู้ใหญ่บ้านห้วยอีค่าง /ลัคปา นูริ เชอร์ปาร์ – เอไอพีพี

แม้ชื่อจะเป็น “ป่าเพื่อผู้หญิง” แต่จริง ๆ แล้วคือป่าที่ผู้หญิงในหมู่บ้านจะช่วยกันดูแลเพื่อผลประโยชน์ของทุกคน หัวใจสำคัญของพื้นที่แห่งนี้คือ มีอาหารและสมุนไพรให้กับคนในชุมชนทุกเพศทุกวัย กล่าวคือ มีตั้งแต่พืชสำหรับหญิงอยู่ไฟ (โอะเหม่อูทิ ในภาษาปกาเกอะญอ )[1] สมุนไพรสำหรับเด็กทารก ผลหมากรากไม้สำหรับเด็ก ๆ  พืชป่าสำหรับประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน และสมุนไพรสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น  นอกจากนี้ยังได้ออกแบบให้ “เก่อเนอหมื่อ” เกื้อกูลต่อสัตว์ป่าเล็กใหญ่ด้วย มีการปลูกต้นมะเดื่อ และต้นไทรให้เพื่อเป็นแหล่งอาหารสำหรับบรรดากระรอก นก หนูอีกด้วย


หลังจากที่ได้ริเริ่มกิจกรรมมาได้ประมาณ 3 ปี ตอนนี้เริ่มเห็นผลบ้างแล้ว หน่อแอริคาดว่าภายในปีหน้าต้นไผ่ที่ปลูกไว้น่าจะโตพอให้ตัดไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง รวมทั้งกอไผ่จะขายมากพอให้คนในชุมชนขุดหาหน่อไม้ได้ ส่วนไม้ฝางนั้น บรรดากลุ่มสตรีที่ทอผ้าและย้อมสีธรรมชาติได้มาเก็บไปใช้ประโยชน์บ้างแล้ว ในระยะยาวเธอตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งรายได้เสริมของชุมชนจากการขายผลิตภัณฑ์จากป่าที่ไม่ใช้เนื้อไม้  (None Timber Forest Products) โดยเฉพาะลำไม้ไผ่ที่เหมาะสำหรับกิจการล่องแพในแม่น้ำวาง

นอกจากการทำป่าเก่อเนอหมื่อแล้ว บ้านห้วยอีค่างยังมีรูปแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่น่าสนใจอีกหลายกิจกรรม ส่วนใหญ่เป็นความตั้งใจรื้อฟื้นองค์ความรู้ดั้งเดิมของชนเผ่ากะเหรี่ยง เช่น ป่าเดปอถู่ หรือป่าสะดือ เป็นไปตามความเชื่อที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา เมื่อทารกคลอดออกมา ผู้เป็นพ่อจะนำสายสะดือบรรจุในกระบอกไม้ไผ่ ไปผูกติดกับต้นไม้ไว้ ซึ่งเป็นที่หมายรู้กันว่าต้นไม้ต้นนั้นเป็นต้นไม้คู่บารมีของทารกคนนั้น และจะไม่มีใครไปตัดหรือทำลาย เป็นกุศโลบายในการดูแลป่าที่ปลูกฝังกันมาความอยู่รอดของคนและต้นไม้ (ป่า) มีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง มิใช่อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่รอดได้ แต่ต้องอยู่รอดด้วยกันจึงจะถือว่าเป็นความอยู่รอด นี่คือแนวคิดสมดุลทางธรรมชาติอย่างแท้จริงของชาวกะเหรี่ยง  ตั้งแต่แรกเกิด สมัยโบราณการเลือกต้น “เดปอถู่” ขึ้นอยู่กับผู้เป็นพ่อว่าจะเลือกต้นอะไร หากแต่ต้องเป็นต้นที่ให้ผล และแข็งแรงสมบูรณ์ และผูกไว้ที่ไหน แต่บ้านห้วยอีค่างได้กำหนดเป็นพื้นที่เฉพาะขึ้นมา ให้อยู่รวมในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้กลายเป็นป่า “เดปอถู่” เพื่อใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กรุ่นใหม่และคนภายนอกด้วย

ต้น “เดปอถู่” และกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุสายสะดือเด็ก / พนม ทะโน – imn

ไม่เพียงแค่อนุรักษ์ป่าเท่านั้น ห้วยอีค่างยังให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำด้วยบนพื้นฐานความเชื่อและเคารพต่อน้ำ ซึ่งชุมชนได้ทำการรื้อฟื้นพิธีกรรมสืบชะตาน้ำ หรือ ซึ๊ทีอะหนี่ ในภาษากะเหรี่ยง เพื่อเป็นการขอบคุณ,ขอขมา, ขอการอวยพรให้มีน้ำใช้สืบต่อไปและปกป้องไม่ให้มีการมาทำลายสายน้ำเส้นนี้ โดยได้กำหนดเป็นที่อนุรักษ์สัตว์น้ำเป็นระยะ 3 กิโลเมตรบนแม่น้ำวาง ที่ไหลผ่านหมู่บ้าน  โดยตั้งกติกาเด็ดขาดห้ามจับสัตว์น้ำในบริเวณดังกล่าวด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม โดยมีการปล่อยพันธุ์ปลาเพิ่มเติมเป็นบางครั้ง เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะห้วยอีค่างเคยเจอกับวิกฤติเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่เกือบจะสูญเสียพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำไปอย่างถาวร เนื่องจากมีบุคคลนอกชุมชนจับปลาด้วยวิธีการใช้กระแสไฟฟ้าช็อต ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือการตั้งกติการร่วมกันและใช้พิธีกรรมความเชื่อและภูมิปัญญาดั้งเดิมมาช่วยควบคุมดูแล

ชาวบ้านแม่ห้วยอีค่าง และชุมชนใกล้เคียง ทำพิธีตามความเชื่อดั้งเดิม บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ก่อนปล่อยปลาลงสู่แม่น้ำ / นครินทร์ มานะบุญ – imn

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ผู้หญิงชนเผ่ากับการจัดการไฟป่า

Fact: [1] การอยู่ไฟ หรือ โอะเหม่อูทิในภาษาปกาเกอะญอ เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อฟื้นฟูร่างกายของผู้หญิงหลังคลอด เพื่อปรับสมดุลในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว  โดยเชื่อกันว่าการอยู่ไฟจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งช่วยบรรเทาความปวดเมื่อยลงได้  มดลูกเข้าอู่เร็ว และถือกันว่าเป็นการบำบัดโรคหลังคลอด ทำให้คุณแม่มีสุขภาพดีในภายหน้า เมื่อแก่ตัวลงก็ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here