“แก้กฎหมาย เน้นการมีส่วนร่วม” ข้อเสนอชาวเหนือ ผ่านเวทีรับฟังความเห็นปฏิรูปประเทศ

0
407

วันนี้ (2 ธันวาคม 2560) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จัดเวทีรับฟังความเห็นในการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ จากประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ  ในส่วนของการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร. รอยล จิตรดอนเป็นประธาน ได้กำหนดประเด็นย่อยออกเป็น 5 ประเด็น ได้แก่

  1. ประเด็นทรัพยากรทางบก
  2. ทรัพยากรทางน้ำ
  3. ทรัพยากรทางทะเล
  4. ความหลากหลายทางชีวภาพ
  5. สิ่งแวดล้อม

เราใช้เงิน 10 บาท เพื่อซื้อน้ำปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อใช้เสร็จแล้วกลายเป็นน้ำเสีย ต้องใช้เงิน 20 กว่าบาทเพื่อบำบัดน้ำในปริมาตรที่เท่ากัน

ประโยคหนึ่งที่ ดร. รอยล จิตรดอน กล่าวต่อที่ประชุม เพื่อชี้ให้เห็นว่าระบบการจัดการน้ำในประเทศไทยยังมีปัญหา และต้องมีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนทั้งระบบ และต้องแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ ไม่ใช่แก้ที่ผลกระทบเฉพาะหน้า มิเช่นนั้น จะเป็นเหมือนงูกินหาง ไม่มีทางจบสิ้น ดังนั้นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ ดร. รอยล น้อมนำมาใช้เพื่อการปฏิรูปคือ การจัดการทรัพยากรตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เก้า ที่มีศูนย์การเรียนรู้ห้วยฮ่องไคร้เป็นแบบอย่างการจัดการทรัพยากรอย่างครบวงจรและยั่งยืน

ขณะที่ นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ผู้แทนกรรมการปฏิรูปเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ มองว่าต้นทุนของประเทศไทยด้านความหลากหลายทางชีวภาพนั้นสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ แต่ปัจจุบันกำลังถูกคุกคามอย่างหนักด้วยระบบการจัดการที่ไม่เหมาะสม และการใช้สารเคมีชนิดรุนแรง ก็เป็นตัวการสำคัญในการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ อีกส่วนหนึ่งมาจากระบบราชการที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา หรือการดำเนินงาน

เสียงสะท้อนจากวงพูดคุย ประเด็นทรัพยากรทางบก” ซึ่ง หมายรวมถึงที่ดิน ป่าไม้ เหมืองแร่ และสัตว์ป่า”

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เน้นย้ำว่าต้องแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าหรือสาเหตุที่แท้จริง พร้อมทั้งสะท้อนบทเรียนจากการทำงานด้านป่าไม้ที่ผ่านมาว่า

“ป่าไม้ควรมีไว้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ที่ผ่านมาคนในพื้นที่ป่าไม้กลับถูกเบียดออกจากป่า เพื่อให้นายทุนเพียงไม่กี่รายมีฐานะมั่งคั่ง และผูกขาดอำนาจการจัดการป่าไม้ไว้ที่ภาครัฐเท่านั้น”

โดยได้วิเคราะห์สาเหตุของความล้มเหลวในการอนุรักษ์ป่าไม้ไว้ ๓ ประการ

  • ยุคที่ ๑ สัมปทานป่าไม้ ที่รัฐเปิดป่าสามร้อยกว่าแห่ง ครั้งนั้นทำให้ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาล
  • ยุคที่ ๒ ภาคอีสาน รัฐส่งเสริมการปลูกมัน ปลูกอ้อย เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาคือ พื้นที่ป่าธรรมชาติถูกทำลาย ไม่นานราคาผลผลิตก็ตกต่ำชาวบ้านทุกระทม
  • ยุคที่ ๓ ภาคเหนือ นโยบายส่งเสริมประชาชนเพิ่มรายได้จากการปลูกพืชอาหารสัตว์ ผลที่ปรากฎคือ เกิดภูเขาหัวโล้นทั่วทุกหัวระแหง เมื่อส่งเสริมจนเกินความพอดี ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำและกลไกการตลาดก็ไม่ยั่งยืน

กล่าวคือป่าหาย ชาวบ้านจนลง ทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากนโยบายรัฐทั้งสิ้น ดังนั้นสาเหตุแห่งการทำลายป่าที่แท้จริง คือ นโยบายของรัฐ ประเทศไทยระบบราชการทำร้ายเศรษฐกิจตนเอง การออกแบบนโยบายที่ผ่านมาไม่คำนึงถึงการให้คุณค่าต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่

ตัวแทนชาวบ้าน จากจังหวัดแพร่  กล่าวว่า  ปัจจุบันการแก้ไขปัญหาของรัฐเป็นแบบ “ผิดตัว ผิดฝา” ข้อเสนอโฉนดชุมชนถูกบรรจุให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งไม่มีอำนาจในการสั่งการหรือดำเนินการโดยตรงในพื้นที่ป่าไม้ เสนอให้บรรจุเรื่องนี้ให้อยู่ความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้จะคอยติดตามข้อเสนอแนะนี้จนถึงที่สุด เพื่อประกันความมั่นใจว่าข้อเสนอของตนเองจะไม่ตกหล่นไปจากกระบวนการปฏิรูปประเทศ

นายสุริยา ศรีประเสริฐ ผู้แทนชนเผ่าพื้นเมือง ยกตัวอย่างรูปแบบการจัดการร่วมระหว่างชุมชน กับเจ้าหน้าที่รัฐในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ประสบผลสำเร็จและพิสูจน์ได้ว่าสามารถอนุรักษ์ป่าไว้ได้ แต่กลับไม่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นได้ เนื่องจากขัดกับนโยบายและหลักกฎหมายเดิมที่มีอยู่ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ดังนั้นจึงเสนอให้แก้ไขกฎหมายป่าไม้ทั้งหมด

ประการที่สอง คือ เรื่องของการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม มีคนรวยเพียงไม่กี่คนถือครองที่ดินมากกว่าคนไทยทั้งประเทศ ขณะที่คนจนยังถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าอยู่เป็นประจำ ประเด็นนี้เสนอให้พิจารณาออกกฎหมาย “ภาษีอัตราก้าวหน้า” เพื่อกระจายอำนาจการถือครองที่ดิน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ภาคประชาชนเคยเสนอไปหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ผ่านเคยผ่านการพอจารณา

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการพูดถึงจากผู้เข้าร่วมมากที่สุด คือ นโยบายการทวงคืนผืนป่า ที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน โดยเฉพาะคนยากคนจนเป็นอย่างมาก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการกำหนดนโยบายโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น จะสร้างความเดือนร้อนมากกว่าการแก้ไขปัญหา และในความคลุมเครือของคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 ก็ทำให้เกิดปัญหาเวลานำไปปฏิบัติ และสะท้อนให้เห็นว่ามีกฎหมายเก่าแก่หลายตัวที่ต้องปรับปรุงหรือยกเลิกไป สุดท้ายคือการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เช่น ออกกฎหมายรองรับสิทธิชุมชนในการจัดการร่วม เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้าน และสร้างแรงจูงใจ เพิ่มบทบาทให้ชุมชนท้องถิ่นช่วยกันดูแลรักษาป่าไม้ ที่สำคัญต้องรับรองสิทธิให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วย

นายดิเรก  เครือจินลิ มูลนิธิรักษ์ไทย นำเสนอพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการจัดการร่วม ที่ชาวบ้านประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์กับกฎระเบียบชุมชนในการจัดการที่ดิน ผลประกฎว่าสามารถลดคืนพื้นที่ป่าให้กับรัฐ และจำกัดขอบเขตการใช้ที่ดินเพื่อลดการบุกรุกป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมข่าว IMN

ขอบคุณภาพจาก คุณขวัญจิตร  คำแสน

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here