ค้านถอด ร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ พ้นแผนปฏิรูปประเทศ

0
420
ภาพถ่ายโดย วิทวัส เทพสง

เช้าวันนี้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร  ผู้แทนเครือข่ายกะเหรี่ยง ชาวเล และสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย นำโดยนายวิทวัส เทพสง และนายเกรียงไกร ชีช่วง เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เพื่อคัดค้านการถอนแผนยกร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ออกจากแผนปฏิรูปประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีที่มาอย่างไร

                ก่อนจะเข้าใจกระบวนการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 2553 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่รัฐเริ่มให้การยอมรับสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองมากขึ้น โดยมีนโยบายรองรับ 2 ฉบับคือ มติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล และมติคณะรัฐมนตรี ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ที่ให้การยอมรับรูปแบบการทำกินตามระบบไร่หมุนเวียน มีข้อเสนอให้ประกาศเขตพื้นที่พิเศษทางวัฒนธรรม ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดิน การศึกษา และปัญหาด้านสถานะบุคคลด้วย  ดังนั้น หากไม่รับรวมแผนแม่บทพัฒนาชาวเขา โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  มติ ครม. ทั้ง 2 ฉบับนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมากสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เพราะนับเป็นครั้งแรกที่รัฐให้การยอมรับวิถีชีวิตในระดับนโยบาย

                อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติแล้ว มติ ครม. ทั้ง 2 ฉบับนี้ก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย จนผ่านไปแล้ว 10 ปีก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นมติ ครม. ที่ถูกเสนอโดยกระทรวงวัฒนธรรม ทำให้กระทรวงสายแข็ง อย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่อยากทำตาม และที่สำคัญตามศักดิ์ของกฎหมายแล้ว มติ ครม. มีสถานะเป็นเพียงแนวนโยบายที่หน่วยงานจะเลือกนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ไม่ต้องรับผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

                เมื่อเห็นข้อจำกัดดังกล่าว หลายภาคส่วนจึงช่วยกันผลักดันให้มีการยกระดับ มติ ครม. ทั้ง 2 ฉบับ สู่การเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้มีอำนาจบังคับใช้กับทุกภาคส่วนและเสนอให้แก้ไขเนื้อหาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย จากเดิมที่ส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและชาวเล

                จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2561 รัฐบาล คสช. ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้แผนนี้พูดเรื่องแผนการปฎิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ รวมถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติเร่งด่วน 16 ฉบับ แนบท้ายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งหนึ่งในนั้นมี ร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์รวมอยู่ด้วย โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานเจ้าภาพในการศึกษาข้อมูล ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม  และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันยกร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยมีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2564

ข่าวการถอด พรบ. ออกจากแผนปฏิรูปประเทศมีที่มาอย่างไร

            ข่าวเรื่องการถอด พรบ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ออกจากแผนปฏิรูปประเทศ มาจากโพสต์ของ นายอำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา และประธานอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดการปฏิรูปด้านสังคม ได้โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ค ว่าจากที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา เพื่อพิจารณาการปฏิรูปประเทศ พบว่าหลายเรื่องมีความคืบหน้าไปแล้ว และมีบางเรื่องที่ไม่มีความคืบหน้า และอาจมีการพิจารณาถอดออกจากแผนปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงใหม่

“การจัดทำพรบ.ส่งเสริมอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามรัฐธรรมนูญฯ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเต็มๆ เรื่องนี้ก็ไม่คืบหน้า ทั้งๆที่ระบุว่าเป็นพรบ.ปฏิรูปแนบท้ายคำแถลงนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันเช่นเดียวกัน และได้ข่าวว่าอาจถูกถอดทิ้งออกจากแผนปฏิรูปฉบับที่รัฐบาลกำลังทบทวนปรับปรุงเช่นกัน!?!”

ขณะที่ฝั่งของเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย โดยนายวิทวัส เทพสง รองประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ ที่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ได้ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความกังวลว่าหาก พรบ. ฉบับนี้ถูกตัดออกจากแผนปฏิรูปประเทศจริง ก็จะทำให้สิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไม่ได้รับการส่งเสริมและคุ้มครอง แต่หากมีการเดินหน้าต่อ จะทำให้ปัญหาหลาย ๆ ด้านที่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองประสบอยู่ ได้รับการคลี่คลาย

“ถ้ามี พรบ.คุ้มครอง จะเป็นความสมบูรณ์​ของกฎหมาย มี รธน.มาตรา 70 ให้คุ้มครองเรา หากมีกฎหมายลูกที่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีผลกระทบกับชาวเลและกลุ่ม​ชาติพันธุ์​ การแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการพัฒนา​ที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม​ของกลุ่ม​ชาติพันธุ์​ให้มีศักยภาพที่สามารถสร้างคุณค่า​ให้กับประเทศนี้ก็เกิดขึ้น

ถ้ามี พรบ.ชาติพันธุ์​ฯ เราจะมีที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกิน แหล่งหากิน พื้นที่ศักสิทธิ์และศาสนสถาน สุสานฝังศพตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิม ในพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ​ ในพื้นที่ประกาศใช้กฎหมายเป็นของรัฐ

หากมี พรบ.ชาติพันธุ์ฯ​ จะทำให้พี่น้องชาติพันธุ์​แก้ไขปัญหาบัตรประชาชนเสร็จสิ้น

หากมี พรบ.ชาติพันธุ์ฯ​ จะมีการส่งเสริมการพัฒนา​คุณภาพ​ชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์​ให้ดีและมั่นคงขึ้น

หากมี พรบ.ชาติพันธุ์ฯ​ จะเป็นทางออกด้านกฎหมายในการให้กลุ่มชาติพันธุ์​มีส่วนร่วมในการร่วมรักษาทรัพยากรและพัฒนา ทั้งการประกาศเขตมรดกโลก เขตเศรษฐกิจพิเศษ

หากมี พรบ.ชาติพันธุ์ฯ​ ข้าวไร่หมุนเวียนจะถูกยกเป็นภูมิปัญญาของชาติที่ต้องอนุรักษ์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here