กฟผ. แจ้งความคืบหน้า “สายส่งไฟ – อุโมงค์ผันน้ำยวม” ด้านชาวบ้านหวั่นเสียสุขภาพ ที่ดินทำกิน

กฟผ. แจ้งความคืบหน้า “สายส่งไฟ – อุโมงค์ผันน้ำยวม” ด้านชาวบ้านหวั่นเสียสุขภาพ ที่ดินทำกิน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ลงพื้นที่หลายจุดในอำเภออมก๋อย แจ้งความคืบหน้าการจัดทำรายงานอีไอเอ โครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า เลี้ยงเครื่องสูบน้ำยักษ์อุโมงผันน้ำยวม ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ห่วงผลกระทบสุขภาพ – สูญที่ดินทำกิน ด้านชาวบ้านแม่สอ ต.นาเกียน ชูป้ายคัดค้าน ชี้ไม่ต้องการทั้งสองโครงการ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม 2 อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ คณะเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยบริษัทที่ปรึกษา “ปัญญา คอนชัลแตนท์” จัดประชุมนำเสนอความคืบหน้าการศึกษาผลและจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงข่ายข่ายไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ ลำพูน 3 – สบเมย โดยมีข้าราชการในอำเภอและผู้นำที่ได้รับหนังสือเชิญร่วมรับฟัง

บรรกาศการประชุมที่ ห้องประชุม 2 อำเภออมก๋อย

โครงการนี้เป็นการดึงไฟฟ้าแรงสูง ขนาด 230 กิโลโวลต์ 2 วงจร จากสถานีไฟฟ้าแรงสูงลำพูน 3 อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน  มายังตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อไปจ่ายกระแสไฟให้กับเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์ของโครงการเพิ่มปริมาณต้นทุนน้ำให้เขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อุโมงค์ผันน้ำยวม” ที่ต้องการกำลังไฟมากถึง 400 เมกะวัตต์ โดยแนวโครงข่ายสายไฟความยาว 147 กิโลเมตร จะพาดผ่านพื้นที่ทำกินของชาวบ้านและพื้นที่ป่าด้วย โดยแนวโครงข่ายสายไฟกว้างโดยรวม 40 เมตร และตัวเสาไฟมีความสูงที่ 45 เมตร

นายวิสุทธิ์ แสงมณี นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากบริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ ที่ได้รับการว่าจ้างจาก กฟผ. ให้ทำการศึกษาผลกระทบฯ ชี้แจงว่าในขั้นตอนการศึกษาได้แบ่งการสำรวจเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก คือพื้นที่สบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และพื้นที่ส่วนหนึ่งในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A จึงต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562  และส่วนที่สอง คือพื้นที่ส่วนหนึ่งในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ส่วนหนึ่งที่อยู่ในลุ่มน้ำชั้น C จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE)

นายวิสุทธิ์ แสงมณี นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากบริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์

เมื่อถามถึงผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ที่ต้องตัดออกไปเพื่อไม่ให้กีดขวางแนวส่งสายไฟ นายวิสุทธิ์ ชี้แจงว่าการศึกษาผลกระทบฯ ในช่วงพื้นที่ป่าชั้น 1A นั้น มีระยะทาง 47 กิโลเมตร รวมเนื้อที่ป่าประมาณ 686 ไร่ เบื้องต้นจะสันนิษฐานว่าต้องใช้พื้นที่ป่าทั้งหมด แต่อาจมีการละเว้นไว้ในบางช่วงที่เป็นหุบเหว

“เราจะประเมินว่าต้องใช้พื้นที่ป่าทั้งหมดเลย แต่ในความเป็นจริง จะตัดเฉพาะต้นไม้ที่เป็นอันตรายต่อแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเท่านั้น ไม่ตัดต้นไม้ในหุบเขาที่ไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสไฟฟ้า” นายวิสุทธิ์กล่าว

ทั้งนี้ นอกจากพื้นที่ป่าแล้ว ยังมีบางช่วงที่ต้องเดินสายไฟใกล้กับชุมชนและที่ดินทำกินของชาวบ้านด้วย จึงทำให้ชาวบ้านกังวลว่าจะได้รับผลกระทบทั้งทางด้านสุขภาพ และสูญเสียที่ดินทำกิน และไม่ได้รับการชดเชยเยียวยา เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษและไม่มีเอกสารสิทธิ์

สำรับในกรณีนี้นายเฉลิมวิทย์  ไกรขาว หัวหน้าแผนกสิ่งแวดล้อมระบบส่ง กองประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กฟผ. ชี้แจงว่า ได้จำแนกชุมชนผู้ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ชุมชนที่อยู่ในระยะประชิด (0 – 500 เมตร) และชุมชนที่อยู่ในรัศมี 500 – 2 กิโลเมตรจากแนวโครงข่ายไฟฟ้า สำหรับการชดเชยค่าความเสียหายนั้น กำหนดไว้ 2 ส่วน คือ ความเสียหายต่อที่ดินทำกิน ทาง กฟผ. จะจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือในลักษณะความเสียหายที่เกิดจากการ “รอนสิทธิ์” โดยจะจ่ายเงินให้ 90% ให้แก่เจ้าของที่ดินที่มีแนวเสาไฟผ่าน และจะจ่ายอีก 100% หากมีฝังฐานเสาไฟ อย่างไรก็ดีเงินชดเชยจะไม่เท่ากับที่ดินที่มีโฉนด และต้องขึ้นอยู่กับราคาประเมินของคณะกรรมการอีกที

เฉลิมวิทย์  ไกรขาว หัวหน้าแผนกสิ่งแวดล้อมระบบส่ง กองประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กฟผ.

ส่วนพืชผลอาสินนั้น จะจ่ายค่าชดเชยให้เฉพาะส่วนที่เสียหายจากการก่อสร้าง เมื่อผู้สื่อข่าวว่า กรณีที่เป็นไร่หมุนเวียนกำลังพักฟื้น จะได้รับค่าชดเชยหรือไม่นั้น นายเฉลิมวิทย์ ยอมรับว่าอาจไม่มีการชดเชยให้ เพราะจะจ่ายค่าเสียหายตามที่ปรากฎ ณ วันทำการสำรวจเท่านั้น

สมเกียรติ มีธรรม – ภาพ: พนม ทะโน

ทางด้านนายสมเกียรติ มีธรรม ว่าที่ผู้สมัครสส.พรรคก้าวไกล ที่เดินทางมาจากอำเภอแม่แจ่ม ได้ฝากข้อเสนอแนะให้กับทาง กฟผ. ว่า เรื่องภาษาที่ใช้ในการสื่อสารและวิธีการสื่อสารกับชาวบ้านควรเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและควรมีล่ามด้วยทุกครั้ง พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีบางชุมชนที่ตกหล่นจากการสำรวจ

“มีพื้นที่บ้านห้วยส้มและบ้านแม่ลง เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันแต่ไม่มีการสำรวจ การมีส่วนร่วมควรประชาสัมพันธ์ให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุดและการนำเสนอควรนำเสนอทั้ง 2 ด้านไม่ควรเป็นลักษณะการชี้นำ”

สภาพป่าและพื้นที่พักฟื้นไร่หมุนเวียน ระหว่างทางไปบ้านแม่สอใต้ – ภาพ: จินตนา ประลองผล / imnvoices.com

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 ทางกฟผ. ได้เดินทางเข้าไปชี้แจงความคืบหน้าให้ชาวบ้านในพื้นที่บ้านแม่สอ ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแม่สอเหนือ ต.นาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตที่จะได้รับผลกระทบจากทั้ง 2 โครงการ ทั้งโครงการอุโมงค์ผันน้ำและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

นายเอกชัย จามรจารุเดช ชาวบ้านแม่สอใต้ ซึ่งพื้นที่อยู่ในบริเวณที่จะมีการทำโครงการ ได้หลักประกันว่าข้อเสนอชาวบ้านจะถูกนำไปปฏิบัติใช้จริง และชาวบ้านมีอำนาจในการตัดสินใจได้ในระดับไหน

นายเฉลิมวิทย์ ตอบว่าในเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมนั้นตนไม่ได้เข้าหาเพียงแต่ผู้นำเท่านั้นแต่เข้าถึงชาวบ้านโดยตรง ส่วนเรื่องอำนาจในการตัดสินใจอยู่ที่รัฐบาลซึ่งชาวบ้านสามารถให้ความเห็นได้ ในเรื่องการการรันตีข้อเสนอของชาวบ้านคือหนังสือ EIA หากไม่มีการทำตามข้อปฏิบัติดังกล่าวสามารถแจ้งเอาผิดได้เลย

นายพูโซะ จำมรจารุเดช ผู้ใหญ่บ้านแม่สอใต้ – ภาพ: จินตนา ประลองผล / imnvoices.com

ด้านนายพูโซะ จำมรจารุเดช ผู้ใหญ่บ้านแม่สอใต้ กล่าวว่า ตนมีความกังวลในเรื่องกรณีถ้ามีสายไฟฟ้าขาดเกรงชาวบ้านในพื้นที่จะได้รับอันตราย และเกรงว่ากรณีถ้าชาวบ้านไม่รู้เรื่องอาจเข้าใกล้สายไฟฟ้าเพื่อทำการต่อไฟเพราะอาจขาดความรู้ความเข้าใจ ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำไร่หมุนเวียนจะได้รับอันตรายจากการเผา กฟผ. ควรชี้แจงให้ชาวบ้านทราบถึงเรื่องนี้

และกล่าวต่อว่าอยากให้หน่วยงานพิจารณาทั้งเรื่องอุโมงค์ผันน้ำและสายส่งกรณีมีการจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย การจ่ายเงินเพียงครั้งเดียว แต่ชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายพื้นที่ดังกล่าวจะไม่สามารถกลับไปใช้พื้นที่ดังกล่าวได้ตลอดไป สามารถเคลื่อนย้ายไปไว้ที่อื่นได้หรือไม่ ชาวบ้านอยากรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไปยังลูกหลาน และย้ำต่ออีกว่า อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังคงยืนยันว่าไม่ต้องการทั้งสองโครงการ และมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งชูป้ายคัดค้านการดำเนินโครงการด้วย

เยาวชนถือป้ายคัดค้านโครงการ – ภาพ: พิบูลย์ ธุวมณฑล