นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แนวทางทวิ/พหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานสำหรับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล

นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แนวทางทวิ/พหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานสำหรับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล

หลายคนเคยได้ยินว่าภาษาไทยเป็นหนึ่งในภาษาที่เรียนยากที่สุดภาษาหนึ่งของโลก เพราะด้วยหลักภาษา คำพ้องรูป คำพ้องเสียง การผันเสียงตามอักษรสูง อักษรต่ำ อักษรกลาง และหลักการอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้การเรียนภาษาไทยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ใช้เรื่องง่าย แม้แต่กับคนไทยที่มีพื้นเพอยู่ในประเทศไทยมายาวนานก็ตาม และแม้ว่าในประเทศไทยที่มีการใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการหลักในการพูดคุยสื่อสารและติดต่อประสานงานกัน ในขณะเดียวกันก็มีคนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆที่อาศัยอยู่ในประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายขอบห่างไกลซึ่งในประเทศไทยมีภาษาที่ใช้พูดคุยสื่อสารกันกว่า 74 ภาษา  ด้วยความหลากลายทางภาษาและวัฒนธรรมเหล่านี้ถือเป็นมูลค่าอย่างยิ่งในเชิงศิลปวัฒนธรรมเป็นเสน่ห์ที่สวยงาม

 และในแง่ของการศึกษา ภาษา มีบทบาทและเป็นตัวแปรสำคัญมากต่อการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน เพราะองค์ความรู้ภูมิปัญญาต่างๆถูกเก็บรวบรวมด้วยภาษาทั้งหมด ทั้งในรูปของภาษาเขียนผ่านวรรณกรรมต่างๆ ภาษาพูดผ่านเรื่องเล่า เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นเมื่อองค์ความรู้เหล่านี้ถูกจัดเก็บด้วยภาษา หากผู้ฟังหรือผู้อ่านที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษานั้นๆ ก็จะสามารถเรียนรู้และเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆได้อย่างง่ายดาย แต่หากเมื่อใดที่ไม่เข้าใจหรือไม่รู้จักภาษานั้น ก็เป็นเรื่องยากที่จะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆด้วยเช่นกัน เพราะภาษากลายเป็นอุปสรรคของการเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆไปเสีย

ในพื้นที่ชายขอบห่างไกลและทุรกันดารมีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก อาทิ กะเหรี่ยงสกอร์ กะเหรียงโปว์ ม้ง ลาหู่ดำ ลาหู่เหลือง อาข่า และอื่นๆ ที่มีภาษาของตนเองที่ใช้พูดคุยสื่อสารกันเองในชุมชนของตน เมื่อถึงวัยเข้าเรียนเด็กๆกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ต้องเข้าสู่รั้วโรงเรียนที่มีคุณครูพูดคุยสื่อสารโดยใช้ภาษาไทย มีแบบเรียน หนังสือเรียนทุกวิชาเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาที่พวกเขาไม่ค่อยเข้าใจหรือคุ้นเคยเท่าไหร่นัก ทำให้การเรียนรู้ในห้องเรียนของเขาเป็นเรื่องที่ยาก เกิดปัญหาไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ความสามารถทางการเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อเรียนไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ ก็ขาดกำลังใจในการเรียน ทำให้เกิดปัญหาการหนีเรียน ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่มาเรียน และลาออกจากระบบการศึกษาในที่สุด ปัญหาทางการศึกษาเหล่านี้เกิดขึ้นปีแล้วปีเหล่าส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า และเป็นเรื่องน่าเศร้าจากสถิติขององค์กร UNESCO รายงานว่ามีเด็กกว่า 40% ของเด็กทั่วโลกไม่ได้เข้าถึงการศึกษาด้วยภาษาที่เขาพูดได้หรือเข้าใจ เราจินตนาการไม่ได้เลยว่าเด็กๆเหล่านี้ขาดโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆมากเพียงใด

ด้วยความหลากหลายนี้ในระบบการศึกษาจึงจะต้องมีการจัดรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียนด้วยนั่นเอง นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แนวทางทวิ/พหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน เป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการศึกษาของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีสถานศึกษานำร่องในพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กว่า 20 โรงเรียน ภายใต้การสนับสนุนทางด้านวิชาการจากมูลนิธิภาษาศาสตร์ประยุกต์ การจัดการเรียนรู้แนวทางทวิ/พหุภาษา ฯ เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ภาษาท้องถิ่น (ภาษาแม่) ควบคู่กับภาษาไทยเป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนในทุกรายวิชา โดยจะมีการใช้สัดส่วนภาษาท้องถิ่นเข้มข้นมากในช่วงวัยเริ่มเข้าเรียน หรือในระดับชั้นอนุบาล และจะใช้ภาษาท้องถิ่นน้อยลงเมื่อเด็กนักเรียนอยู่ในระดับชั้นที่สูงขึ้น ในขณะที่มีการใช้ภาษาไทยเข้มข้นน้อยในช่วงแรกและจะใช้ภาษาไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ในชั้นที่สูงขึ้น เพราะเด็กนักเรียนโตขึ้นมีความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยภาษาไทยมากขึ้น ในวิชาภาษาจะมีการเชื่อมโยงการเรียนรู้ทักษะทางภาษาจากภาษาท้องถิ่นไปสู่การเรียนรู้ภาษาไทยอย่างเป็นระบบ และเป็นไปทีละขั้น ด้วยกลไกนี้จะช่วยให้เด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ มีฐานความเข้าใจในเนื้อหาวิชาเรียนทั้งในวิชาภาษาและรายวิชาอื่นๆ แน่นมากกว่า

กระบวนการจัดการเรียนรู้นี้จะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงต้นทุนที่เด็กนักเรียนมี ไม่ว่าจะเป็น ภาษาท้องถิ่น วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม เด็กนักเรียนจะได้เรียนรู้จากฐานความรู้เดิม สิ่งที่ตนเองรู้จักดี คุ้นเคย ไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่อยู่ไกลตัวออกไป เพราะหากต้องเรียนรู้ด้วยภาษาที่ไม่ถนัด ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะรับสาร (ความรู้) หรือ ส่งสาร ก็คงเป็นเรื่องยาก มีคำพูดว่า

“ถ้าเราไม่เข้าใจ เราจะเรียนรู้ได้อย่างไร” ลองจินตนาการดูว่า หากคุณผู้อ่านบทความนี้ด้วยภาษาอื่นที่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ซึ่งอาจจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือ ภาษาอื่นๆ ลองคิดว่าจะเข้าใจไหม รู้สึกอย่างไร ต้องการอ่านต่อไหม หรือ จะได้รับประโยชน์จากการอ่านบทความนี้ไหม? ดังนั้นการเรียนรู้จะเกิดขึ้นยากมากหากภาษาไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาพูดภาษาอื่น หรือมีปัญหาหรือบกพร่องทางการเรียนรู้ แต่ปัญหาอยู่ที่เราใช้ต้นทุนที่ผู้เรียนมีไม่เป็น หรือใช้โอกาสจากสิ่งที่เขามีอยู่แล้วไม่ได้ต่างหาก  

นอกจากนั้นอีกหนึ่งจุดเด่นของรูปแบบการสอนนี้ คือ สื่อการเรียนการสอน สื่อการอ่าน แบบเรียนภาษาท้องถิ่น-ภาษาไทย กิจกรรมการเรียนรู้ จะถูกพัฒนาขึ้นโดยอิงบริบท สะท้อนถึงเรื่องราว วิถีชีวิตในชุมชน เป็นสิ่งผู้เรียนคุ้นเคย กระตุ้นความสนใจและความอยากเรียน และช่วยให้การต่อยอดไปสู่ความรู้ใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น

          ปัจจุบันจึงได้ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้แนวทางทวิ/พหุภาษา โดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน ออกเป็น 4 รูปแบบเพื่อตอบสนองความต้องการในการจัดการเรียนรู้ที่มีลักษณะผู้เรียนหลากหลายและข้อจำกัดในพื้นที่ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ  ดังนี้

รูปแบบที่ 1 ทวิ/พหุภาษา แบบเต็มรูป

เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ทั้งภาษาท้องถิ่นและภาษาไทยเป็นสื่อในการสอนทุกรายวิชา โดยช่วงในระดับชั้นอนุบาล 2-ป.3 จะมีการสอนฟัง พูด อ่าน เขียนด้วยภาษาแม่ตัวอักษรไทยก่อน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ตัวพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และการแจกลูกสะกดคำด้วยภาษาของตนเองก่อน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ มีความหมายและง่าย แล้วค่อยเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบไปสู่การพัฒนาทักษะอ่านเขียนในภาษาไทยต่อไป เหมาะสำหรับโรงเรียนมีนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์เดียว อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือทรุกันดาร มีครูที่รู้และพูดสื่อสารภาษาเด็กนักเรียนสอนในห้องเรียนครบชั้น

รูปแบบที่ 2 ทวิ/พหุภาษา แบบกึ่งรูป มีตัวเขียน

รูปแบบนี้เหมือนกับรูปแบบที่ 1 ทุกประการในระดับชั้นอนุบาล สิ่งที่ต่างกันคือในระดับชั้นประถมศึกษาจะมีการสอนภาษาไทยแนวใหม่ และมีการใช้ภาษาไทยเป็นสื่อในสอนรายวิชาต่างๆ เท่านั้น ไม่มีการสอนโดยภาษาท้องถิ่นเป็นสื่อ อันเนื่องด้วยข้อจำกัดด้านบุคคลครูผู้รู้ภาษาเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษา รูปแบบนี้เหมาะกับโรงเรียนที่มีนักเรียนทั้งหมดหรือส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียว อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือทุรกันดาร แต่มีครูที่รู้และพูดสื่อสารภาษาของผู้เรียนเพียงแค่ระดับอนุบาลเท่านั้น

รูปแบบที่ 3: ทวิ/พหุภาษา แบบกึ่งรูป ไม่มีตัวเขียน

รูปแบบนี้เหมือนกับรูปแบบที่ 1 และแบบที่ 2 คือ มีการสอนที่พัฒนาเฉพาะทักษะ ฟัง-พูดภาษาท้องถิ่นและใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นสื่อหลักในการสอนทุกกิจกรรมและรายวิชาในระดับชั้นอนุบาล สิ่งที่ต่างกันคือ ไม่มีการสอนทักษะอ่าน-เขียนภาษาท้องถิ่นในระดับชั้นอนุบาล เนื่องจากเป็นภาษาท้องถิ่นใหม่ที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาระบบตัวเขียนจากนักภาษาศาสตร์ ส่วนในระดับชั้นประถมศึกษา มีการเรียนการสอนเหมือนแบบที่ 2 ทุกประการ

รูปแบบนี้เหมาะกับโรงเรียนที่มีนักเรียนทั้งหมดหรือส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียว อยู่ในพื้นที่ใกล้ชุมชนเมือง มีครูที่รู้และพูดสื่อสารภาษาของผู้เรียนเพียงแค่ระดับอนุบาลเท่านั้น หรือ โรงเรียนที่เป็นกลุ่มภาษาใหม่ที่ยังไม่มีการพัฒนาระบบตัวเขียน

รูปแบบที่ 4 ทวิ/พหุภาษา แบบใช้ภาษาไทยสำหรับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์

เป็นรูปแบบที่ไม่มีการเรียนการสอนภาษาแม่ และมีการสอนเฉพาะภาษาไทยเท่านั้น โดยจะเป็นการสอนภาษาไทยแนวใหม่เฉพาะสำหรับเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนภาษาไทยทั่วไป และจัดกิจกรรมโดยเอื้อให้เด็กนักเรียนได้ใช้ภาษาของตนเองในการเรียนรู้ รูปแบบนี้เป็นทางเลือกสำหรับโรงเรียนที่มีนักเรียนในโรงเรียนมากกว่า 1 กลุ่มชาติพันธุ์เรียนร่วมกัน และโรงเรียนที่มีบริบทใกล้ชุมชนเมือง

ด้วยการจัดการเรียนรู้ลักษณะนี้ตลอดกว่า 15 ปี ได้ถูกพิสูจน์ว่าสามารถช่วยให้ผู้เรียนกลุ่มชาติพันธุ์เรียนรู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีอย่างสม่ำเสมอและมีความก้าวหน้าเป็นลำดับมาโดยตลอด ได้รับการยอมรับจากโรงเรียน ชุมชนและหน่วยงานการศึกษาต่างๆ นอกจากนั้นเมื่อวัฒนธรรม ภาษา ของเด็กๆถูกยอมรับอย่างเป็นทางการเริ่มจากในโรงเรียน ความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวตนของตนเอง เห็นคุณค่าและให้เกียรติอัตลักษณ์ของตนเองจึงเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อรู้จักที่จะเห็นคุณค่าตนเองให้เกียรติตนเองได้ การให้เกียรติวัฒนธรรม ภาษาอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก สังคมพหุวัฒนธรรมที่มีผู้คนหลากหลายอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกด้วยความรักและให้เกียรติซึ่งกันและกันก็จะเกิดขึ้นตามมาในที่สุด  #ห้องเรียนพหุภาษา