“ชัยชนะจะสมปองต้องต่อสู้”4 ปีแห่งการไม่สยบยอมให้อมก๋อยกลายเป็นเหมืองถ่านหิน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2566 ณ ที่ว่าการอำเภออมก๋อย ในงาน“ชัยชนะจะสมปองต้องต่อสู้”4 ปีแห่งการไม่สยบยอมให้อมก๋อยกลายเป็นเหมืองถ่านหิน จัดโดย ชาวชุมชนกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) ห้องทดลองนักกิจกรรม (Act Lab) ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ (CAN) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand เอิร์ทไรท์อินเตอร์เนชั่นแนล (EarthRights Internation) เครือข่ายยุติเหมืองแร่อมก๋อย เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือเพื่อทบทวนเส้นทางการต่อสู้คัดค้าน “เหมืองแร่ถ่านหิน” ตลอด 4 ปีของชาวบ้านกะเบอะดินและชาวอมก๋อย เพื่อปกป้องวิถีชีวิตที่มีมาอย่างยาวนาน และพื้นป่าเขียวขจีกว่า 284 ไร่ 30 ตารางวากลางหุบเขา จากโครงการเหมืองแร่ของบริษัทอุตสาหกรรมที่จะเข้ามากระทบชุมชน ทั้งนี้มีงานเสวนาและเดินรณรงค์ปราศรัยเคลื่อนขบวนออกจากหมู่บ้านกะเบอะดินและหมู่บ้านเส้นทางผ่านขนส่งแร่ถ่านหิน

มวลชนในชุมชนบ้านกะเบอะดินเดินทางออกจากหมู่บ้าน ด้วยสภาวะอากาศที่มีฝนตกประปราย มวลชนบ้านกะเบอะดิน ร่วมกับมวลชนชุมชนทางผ่านที่ทยอย กันติดรถขบวนกันขึ้นมาตลอดทาง เดินทางถึงจุดรวมพลแรก นั่นคือบริเวณป่าสนบ้านหนอกกระทิง เพื่อรอมวลชนกลุ่มอื่น ๆ ที่เหลือมาสมทบ แต่ด้วยฝนที่กระหน่ำตกลงมาจึงทำให้มีความล่าช้าและออกเดินทางต่ออีกร่วมกับมวลชนชุมชนทางผ่านที่ทยอยกันติดรถขบวนกันขึ้นมาตลอดทาง เดินทางถึงจุดรวมพล อมก๋อยต้านเหมืองถ่านหินเดินทางถึงบริเวณ สนามกีฬาเทศบาลอำเภออมก๋อย

ขวัญหทัย โล่ห์ติวิกุล เครือข่ายยุติเหมืองแร่อมก๋อย กล่าวว่า วันนี้ที่พวกเรามารวมตัวกัน เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว อมก๋อยได้รับข่าวร้ายว่ารัฐบาลได้ออกระทานบัตรเหมืองแร่ให้เอกชน ซึ่งเราไม่เคยเจอเหตุการณ์มาก่อนเลย ซึ่งเราก็ตกใจว่า เหมืองแร่แบบใด และถ้ามีเหมืองอยู่ตรงนี้เราจะอยู่กันอย่างไร

แร่ คือทรัพยากรที่เป็นของพี่น้องคนไทยทุกคน เหมืองแร่จะมาอยู่ที่อมก๋อย อยู่ที่ที่ทำกินของพี่น้องอมก๋อยเรา เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถอยู่เฉย ๆ โดยที่ไม่ทำอะไรได้

ดังนั้นจึงเริ่มกันด้วยกลุ่มเล็กๆ ซึ่งตอนนั้นเมื่อ 4 ปีก่อน เรารู้ข่าววันที่ 26 เลยรวมตัวกันไปยื่นหนังสือวันที่ 28 ที่ศูนย์ดำรงธรรม ตอนนั้นมีกันแค่ 8 คน จากวันนั้นถึงวันนี้ จาก 8 คนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากภาคีเครือข่าย หลายๆ หน่วยงาน ซึ่งก็ล้วนเป็นคนที่รักษ์สิ่งแวดล้อม และอยากปกป้องรักษาทรัพยากร”

ซึ่งวันนี้การที่เรามารวมตัวกันอีกครั้ง ครบรอบ 4 ปี เพื่อเป็นการทบทวนบทเรียน และบอกกล่าวบุคคลที่อยู่ภายนอกหรือคนที่อาจจะไม่ได้ติดตามข่าวสารใกล้ชิดมาตลอด เรายังคงยืนยันที่จะปกป้อสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ทุกอย่างเป็นของคนไทยทุกคน เราอยู่กับทรัพยากร เราใช้ทรัพยากร เราก็อยากจะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้น อยากจะยืนยันว่าเรายังยืนหยัดยืนยันที่จะว่า เราจะปกป้องผืนดินผืน เราจะรักษาต่อไป และนี้เป็นสัญญาจากใจของเรา

เวทีวงชุมชน COMMUN Talk: “ชัยชนะจะสมปองต้องต่อสู้” 4 ปีแห่งการไม่สยบยอมให้อมก๋อยกลายเป็นเหมืองถ่านหิน”

พรชิตา ฟ้าประทานไพร: ตัวแทนแกนนำเยาวชนบ้านกะเบอะดินกล่าวว่า เราไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาของรัฐ แต่โครงการพัฒนาต้องไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนในพื้นที่กะเบอะดิน ที่ผ่านมาเราได้เรียกร้องโครงการเหมืองถ่านหินและพูดถึงอยู่เสมอ หากเหมืองแร่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบชุมชนกะเบอะดินและชุมชนบ้านใกล้เคียงจะได้รับผลกระทบต่าง ๆ ทั้งนี้เราจะยังยืนด้วยหลักการไม่เอาเหมืองแร่

“การสร้างเหมืองแร่ไม่ได้ทำให้ชุมชนเราพัฒนาขึ้น แต่จะส่งผลถึงลูกหลานเยาวชนในชุมชนกะเบอะดินที่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่อไปในอนาคต เราต้องการให้องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ยุติการผลักดันให้เกิดเหมืองแร่ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ผู้ที่อนุญาตให้บริษัทได้ใช้พื้นที่ในการทำเหมืองแร่ที่หมู่บ้านกะเบอะดิน ทั้งนี้เราหวังว่าพี่น้องอมก๋อยจะยืนหยัดในการต่อสู้ร่วมกันต่อไป เพื่อไม่ให้เหมืองแร่เกิดขึ้น 4 ปีแห่งการต่อสู้เราจะไม่สยบยอมให้อมก๋อยกลายเป็นพื้นที่เหมืองแร่”

องอาจ มิเง ตัวแทนแกนนำชุมชนผู้ถูกละเมิดสิทธิ ถูกบริษัทเหมืองแร่ฟ้องร้องดำเนินคดี กล่าวว่า ชาวบ้านกะเบอะดินไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะสร้างเหมืองแร่ เรามีสิทธิที่จะปกป้องที่ดิน ทรัพยากรที่เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชุมชน เรามีการใช้การกินเราก็จะปกป้องดูแลอย่างเต็มที่ 4 ปีที่ร่วมต่อสู้กันมา เราได้ศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นและการมาในวันนี้ก็เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ไม่เอาเหมืองแร่

สะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ตัวแทนชุมชนและเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบโครงการเหมืองแร่ในภาคเหนือ กล่าวว่า ในนามผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ ในขณะนี้แม่ฮ่องสอนต่างเผชิญกับชะตากรรมเดียวกันกับพี่น้องอำเภออมก๋อย ชัดเจนว่าเราไม่ต้องการเหมืองไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ฟลูออไรด์ เหมืองแร่ถ่านหินใด ๆ เราต่างก็ไม่ต้องการ

“ทั้งนี้โครงการเขื่อนผันน้ำยวมที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบนิเวศ ต่อวิถีชีวิตต่อคนในชุมชน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ต่อพี่น้องชาวอมก๋อย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากจะมีการขุดอุโมงผ่านอำเภออมก๋อย เราจึงจำเป็นที่ต้องเป็นปึกแผ่นร่วมกันต่อสู้ต่อต้านโครงการเหมืองต่อไป” สะท้าน

เวทีวิชาการ “การต่อสู้ของชาวอมก๋อยในกลไกสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลก”

สุมิตรชัย หัตถสาร ตัวแทนนักกฎหมาย CPCR กล่าวว่า สุมิตรชัย หัตถสาร ตัวแทนนักกฎหมาย CPCR กล่าวว่า การที่อมก๋อยตื่นตัวอมก๋อย 4 ปีที่ผ่านมา เราใช้เวลา 2 ปี ที่จะทำข้อมูล และค้นพบว่ารัฐมีกระบวนการหลายอย่างที่ไม่ตรงกัน กระบวนการทำ EIA ไม่มีความชอบธรรม เช่น พี่น้องในพื้นที่ถูกหลอก มีการปลอมแปลงรายชื่อ เป็นหนึ่งในการฟ้องร้องคดีจนชนะและศาลมีคำสั่งให้คุ้มครอง เราต่อสู้มา 4 ปี แต่ก็ยังจะต้องดำเนินการต่อไป เพราไม่สามารถแน่ใจได้ว่าจะมีไม่มีบริษัทอื่นมาขอประทานบัตรสร้างเหมืองอีก

“เราจะไม่เรียกร้องเฉพาะการขอประทานบัตรแต่เราจะยกเลิกแหล่งถ่านหินไม่ให้ใครขอประทานบัตรได้อีก รัฐไม่เคยรักษาคำมั่นสัญญาต่อนานาชาติ แม้กระทั่งประชาชนในประเทศเองก็ตามจึงนำมาสู่การเรียกร้องสิทธิในวันนี้” สุมิตรชัยกล่าว

ฮานาเอะ ฮันซาว่า เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน UNOHCHR กล่าวว่า เรื่องชนพื้นเมืองถูกระบุอยู่ในกลไกว่าด้วยสิทธิมนุษชน แม้ว่าประเทศ ไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ในสหประชาชาติเราเรียก “ชนเผ่าพื้นเมือง” ด้วยคำนี้ แต่การทีป่ระเทศไทยไปลงนาม ข้อตกลง รับรองระหว่างประทศ ต่างๆ หมายความว่า ประเทศไทยจะต้องทำตามและยอมรับรับรองเรื่องนี้ ในโลกใบนี้มีกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษชนทั้งหมด 9 ฉบับ และประเทศไทย รับมาใช้มากกว่า 7 ฉบับ

“ซึ่งประเทศไทยรับมาด้วยความสมัครใจในฉบับแรกมีการพูดถึงสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย การศึกษา และเสรีภาพทางวัฒนาธรรม ฉบับสองคือเสรีภาพในการแสดงออก ในการชุมนุมเป็นสิทธิพื้นฐาน นอกจากนี้ยังมีอนุสัญญาในการต่อต้านการทรมาน ดังนั้นสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเราโดยตรงคืออนุสัญญาในการไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และการไม่ละเมิดให้คนสูญหาย แต่ยังไม่เป็นผลบังคับใช้ ดังนั้นเราต้องเคลื่อนต่อไป สิทธิทางวัฒนธรรม จะต้องไม่ถูกละเมิด หรือถูกทำให้เป็นอาชญากรรม ในกลไกกฎหมายของประเทศ พราะคนชนพื้นเมืองคือผู้ปกป้องรักษาธรรมชาติ”

ด้านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตัวแทนนักการเมือง พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ชีวิตคนอมก๋อยจะดีแค่ไหนถ้าได้รัฐบาลที่เข้าใจสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับทุกคน ที่นี่ต้องการรัฐที่เข้าใจอยู่สามอย่าง อย่างแรกคือถ่านหินล้าสมัยไปแล้ว เขาเลิกใช้ไปแล้ว การที่จะทำให้คนลืมตาอ้าปาก เราต้องใช้พลังงานสะอาดได้แล้ว รัฐบาลต้องกล้าประกาศแล้วว่า เราจะเลิกใช้ถ่านหินในอีก 12 ปีข้างหน้าอย่างน้อยที่สุดประเทศไทยต้องปราศจากถานหิน รัฐไทยต้องกล้าประกาศแล้วใช้พลังงานสะอาดมากกว่า 50 % ในอีก 10 กว่าปีข้างหน้าเราต้องทำให้ได้ย่างคอสตาริกา เปรู ที่ใช้พลังงานสะอาดกว่า 70 %

“สองรัฐต้องเข้าใจคำว่าเศรษฐกิจชาติพันธุ์ ที่สหประชาชาติเสนอ“เหล้าดาวดอย” ของพี่น้องทุกคน หรือเหล้าข้าวโพดของพี่น้องชาวม้ง ก็เป็นสิ่งที่ขาวโกลสามารถซึมซับได้ และพี่น้องชาติพันธุ์ คนที่อยู่ในพื้นที่ต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ถ้ามีการใช้ทรัพยากรที่อยู่ใต้ดิน ถ้าคุณจะเอามาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะพวกเขาต้องเป็นคนที่มีส่วนได้ ไม่ใช่มีแต่ส่วนเสีย ดังนั้นคำนี้ต้องอยู่ในหัวของรัฐบาล สามคือเรื่องการกระจายอำนาจ ไม่ใช่แค่ใครอยู่ในเขตป่าไม้เขต หรือนิยามแล้ว แต่คือการกระจายอำนาจให้กับคนที่อยู่ในพื้นที่ คนที่อยู่อมก๋อย รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะสิ่งที้เกิดขึ้นคือ พอปัญหาส่วนกลางให้ภารกิจมา แต่ไม่มีงบประมาณ ไม่มีบุคลากรมาให้ เพราะฉะนั้น เข้าถึงที่ดิน แก้ไขปัญหาเหมือง สิทธิมนุษชยกันกับทรัพยากร ประชาธิปไตยในพลังงาน เศรษฐกิจชาติพันธุ์ การกระจายอำนาจ หกคำนี้ถ้าพี่น้องเห็นด้วย และคิดว่าคนที่จะมาเป็นรัฐมนตริต่อไปต้องรับเอาไปใช้” พิธากล่าว