“เพราะผืนป่าคือชีวิต” สำรวจวิถีชาติพันธุ์กะเลิง ชนเผ่าดั้งเดิมในวันที่ถูกลากเส้นใหม่ให้กลายเป็นผู้บุกรุก

ชัยยุทธ วัยเหนิดลื้อ : เรื่อง / ณิชาภัทร อินทรกล่อม : เขียนและเรียบเรียง

ท่ามกลางความวุ่นวายของศึกสงครามระหว่างสยามกับเจ้าอนุวงศ์แห่งอาณาจักรลาว ระหว่างปี พ.ศ. 2369-2371 กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อว่า กะเลิง ได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

จากที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในลาว ชาวกะเลิงถูกต้อนมายังแผ่นดินไทยเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งแยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเรณูนครและอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ขณะที่บางส่วนได้อพยพไปรวมตัวกันอยู่อำเภอนาแก อำเภอคำชะอี และอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร

“ยังมีหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า ชาวกะเลิง ต้องออกเดินทางมายังจังหวัดสกลนคร เพื่อเสาะแสวงหาแหล่งน้ำ จนมาเจอกับลุ่มน้ำหนองหาร ที่ในตอนนั้นเป็นดั่งสายธารหล่อเลี้ยงชีวิตได้ครู่หนึ่ง ก่อนที่ในเวลาต่อมาพวกเขาจะต้องโยกย้ายถิ่นฐานอีกครั้งเพื่ออพยพมายังอำเภอกุดบาก ในจังหวัดเดียวกัน”

นี่คือความเป็นมาของชนเผ่ากะเลิงโดยย่อ จากคำบอกเล่าของ สำเริง ทรงศิริ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลกุดแฮด อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร แม้ว่าเขาจะเป็นคนจากชาติพันธุ์อื่น แต่เมื่อได้แต่งงานกับหญิงชาวกะเลิง ก็ทำให้สำเริงมีให้ความสนใจในประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์กะเลิงไม่น้อยไปกว่าใคร เขาเล่าว่า หลายชาติพันธุ์กระจัดกระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่กันไป ขณะเดียวกันในตำบลกุดแฮด (อำเภอกุดบาก) มีชุมชนใกล้เคียงกันคือ บ้านบัว และบ้านทรายแก้ว ซึ่งมีข้อมูลที่เขาได้สืบค้นมาพบว่า ชาวกะเลิงอพยพมาจากภูวานากระแด้ง ที่บ้านโพธ์หว้า มีที่ตั้งอยู่แถวเมืองมหาไซก่องแก้ว ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวภูไทบางส่วนอยู่ที่นั่นอีกทีหนึ่ง

“ชาวกะเลิงส่วนใหญ่ มีวิถีชีวิตพึ่งพาตนเอง ทำไร่ ทำนา เก็บของป่า และล่าสัตว์ นี่คือวิถีดั้งเดิม บางคนไม่มีวัว ไม่มีควาย เขาก็ทำเท่าที่ไหวเพื่อให้อยู่กินได้ในแต่ละปี เพราะบ้านของเรามีความอุดมสมบูรณ์มาก และการเก็บเกี่ยวข้าวคือส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเรา”

“เราจะทำข้าวฮูด (ข้าวไร่) เป็นส่วนใหญ่ พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็ไปรูดเอามาใส่กระหยัง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทำแบบนั้นแล้ว เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน คนก็หันไปใช้รถเกี่ยวข้าวแทน มันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา”

แม้จะไม่ใช่ชาวกะเลิงโดยแท้ แต่สำเริง ก็นึกถึงวิถีชีวิตของชาวกะเลิงที่เขาเคยสัมผัส เขาเล่าว่าชาวกะเลิงมีวิถีที่เรียบง่ายจนทำให้เขาอยากจะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และส่งต่อความรู้เหล่านี้ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัส จนกระทั่งได้มาทำงานร่วมกับ ชัยยุทธ วัยเหนิดลื้อ นายกเทศมนตรีตำบลกุดแฮด หรือที่ใคร ๆ ก็รู้จักเขาในนาม หัวหน้าเผ่ากะเลิง จึงเป็นที่มาของการสานต่อวัฒนธรรมอันดีงามของกะเลิงให้สืบไป เพื่อส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

“เราเคยปลูกสร้างที่พักเพื่อเลี้ยงวัวเลี้ยงควายในป่า คนทั่วไปเรียกว่า ขนำ ส่วนภาษาถิ่นของเราเรียกว่า ทับวัวทับควาย”

ทับวัวทับควาย คือการสร้างที่พักไว้บนภูเขา ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ห่างจากชุมชนประมาณ 8-10 กิโลเมตร เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะไล่ต้อนวัวควายขึ้นไปบนภูเขา ปล่อยให้พวกมันหากินตามอิสระ แต่ช่วงหลังวัฒนธรรมเหล่านี้กลับค่อยๆเลือนหายไป เหลือโมเดลจำลองที่ชัยยุทธ หัวหน้าเผ่ากะเลิงได้สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มาเรียนรู้เพิ่มเติม

“มันเป็นวิถีดั้งเดิมก็จริง แต่ในปัจจุบันวิถีเหล่านี้ขัดแย้งกับกฎระเบียบของบ้านเมือง เพราะพื้นที่ที่พวกเขาเคยใช้เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ปัจจุบันถูกประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็กทั้งหมดในปี พ.ศ. 2562”

“แม้เราจะมีธงพระราชทานโครงการธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เรามีความกังวลใจอยู่ตลอดว่าในอนาคต ว่าหากทางอุทยานฯเข้มงวดขึ้น ชาวบ้านจะไม่มีสิทธิเลี้ยงสัตว์ปล่อยเข้าไปในเขตอุทยาน มันก็เป็นวิถีดั้งเดิมที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยด้วยอีกเหมือนกัน”

ชัยยุทธเล่าอีกว่า พื้นที่ตรงทับวัวทับควายในอดีตจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ของชนเผ่ากะเลิงเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลัง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่พอมาประกาศเป็นเขตอุทยาน คนรุ่นหลังก็จะไม่ได้สืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

“ชาวกะเลิงที่เรียนจบชั้น ป. 4 ขึ้นไป จะต้องขึ้นไปตรงทับวัวทับควาย เพื่อไปอยู่กับผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ที่นี่มาแต่ดั้งแต่เดิม จึงเปรียบได้ว่า นั่นเป็นพื้นที่เรียนรู้ของลูกผู้ชาย” ชัยยุทธ หัวหน้าชนเผ่ากะเลิงในวัย 68 ปีบอกถึงความสำคัญของการมีพื้นที่สำหรับสร้างขนำหรือทับวัวทับควายเพื่อสานต่อองค์ความรู้ของชนเผ่ากะเลิง

“ลูกผู้ชายจะต้องทำพวกเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับการเกษตรได้หมด ไม่ว่าจะเป็นจอบ เสียม จะต้องทำเครื่องจักรสานเพื่อนำไปถวายที่วัดและนำไปให้ผู้สาว ซึ่งเรื่องเหล่านี้ คนรุ่นใหม่จะได้ไปเรียนรู้ที่ทับวัวทับควายทั้งสิ้น”

ปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนกับป่าอนุรักษ์ ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของชาติพันธุ์กะเลิงในตอนเหนือของภาคอีสาน … ชัยยุทธให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากพื้นที่ป่าสงวนราว 10,036 ไร่ พวกเขาจัดการอนุรักษ์ป่าได้ดีจนสามารถแบ่งเป็นพื้นที่ป่าชุมชน 632 ไร่ แต่ในท้ายที่สุด พื้นที่นี้ก็ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ

“สุดท้ายแล้วพื้นที่ตรงนั้นก็กลายเป็นอุทยานแห่งชาติหมด แหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน ทับวัวทับควายก็จะหายไปเช่นกัน”

ชัยยุทธยังยกตัวอย่างอีกว่า สิ่งที่ชนเผ่ากะเลิงได้รับการถ่ายทอดมาตั้งแต่โบร่ำโบราณไม่ได้มีแต่มรดกทิ้งไว้ให้ผู้ชายเท่านั้น แต่ผู้หญิงเองก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในการเป็นพลังสำคัญที่จะสืบต่อชนเผ่าให้ถ่ายทอดไปจากรุ่นสู่รุ่น

“ผู้หญิงส่วนใหญ่ในชนเผ่ากะเลิงจะอยู่กับบ้าน พวกเธอมีหน้าที่ทอผ้า ซึ่งได้จากการเก็บเกี่ยวฝ้าย”

“เมื่อก่อนเราจะมีลักษณะการเพาะปลูกฝ้ายแบบอยู่บนเขา หลังจากหว่านพริก หว่านฝ้ายต่าง ๆ ก็จะเก็บฝ้ายมาและเข็นฝ้าย ทอผ้า ทำลวดลายต่าง ๆ นี่คือคุณสมบัติของผู้หญิงจากชนเผ่ากะเลิง

หลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น ชนเผ่ากะเลิง ยังมีประเพณีลงข่วงเข็นฝ้าย สะท้อนให้เห็นถึงวิถีวัฒนธรรมการทอผ้าใช้เอง ตั้งแต่การปลูกฝ้าย มาถึงขั้นตอนการถักทอ จนออกมาเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับสวมใส่ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนหนุ่ม-สาว ซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานออกมาเกี้ยวพาราสีกัน เพื่อนำไปสู่การหาคู่ครองเพื่อสืบสายเลือดชนเผ่ากะเลิงเอาไว้ให้ได้ตราบนานเท่านาน

แต่กว่าจะผ่านไปสู่ขั้นตอนการแต่งงาน ชาวกะเลิง จะต้องขออนุญาตผ่านพิธีที่มีชื่อเรียกว่า “ขึ้นผี” เป็นพิธีบอกกล่าวต่อผีสูงสุดที่ชนเผ่านับถือให้รับรู้ เพื่อทำให้ชีวิตคู่ราบรื่นปราศจากอุปสรรคและไม่ถูกคัดค้านจากผู้หลักผู้ใหญ่ … แต่หากลูกสาวบ้านไหนเกิดตั้งครรภ์ตั้งแต่วัยเด็กทั้งที่ยังไม่แต่งงาน ทางพ่อแม่และเครือญาติก็จะต้องทำพิธีขึ้นผีเช่นกัน เพื่อขอขมาในสิ่งที่ลูกสาวทำผิดต่อผีเรือนและบรรพบุรุษสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“ชนเผ่ากะเลิงนับถือศาสนาพุทธและนับถือผีด้วย ผีก็จะมีผีบ้าน เราเรียกว่าผีแจ อีกสิ่งหนึ่งที่เราให้ความเคารพสูงสุดไม่แพ้กันคือ ผู้เฒ่าผู้แก่ เราจะไปล่วงเกินท่านไม่ได้ เช่น การจะเดินผ่านห้องพ่อตาต้องมีการขออนุญาตเสียก่อน ถ้าไม่ขอจะมีการปรับไหมกัน เป็นการลงโทษของเผ่ากะเลิง ปรับไหมอาจจะเป็นไก่ 1 ตัว เหล้า 1 ไห ถ้าทำผิดหนักก็จะเพิ่มมูลค่าขึ้นอีก”

นอกจากพิธีขึ้นผีแล้ว ชนเผ่ากะเลิงยังมีพิธีเลี้ยงปู่ตา ซึ่งตรงกับเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ พิธีเลี้ยงปู่ตาเป็นพิธีที่มีความสำคัญสูงสุดของชาวกะเลิง เนื่องจากเป็นวันที่มีฤกษ์งามยามดี มีการสู่ขวัญวัวขวัญควาย และผูกแขนผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อขอขมาและรับพรเป็นสิริมงคลในชีวิตของทุกคนในชนเผ่า

“พอเดือน 3 ชาวบ้านทุกครัวเรือนเขาจะเตรียมห่อข้าวสำหรับปู่ตาของชนเผ่ากะเลิง ทุกบ้านจะเตรียมไว้โดยไม่ต้องบอก ซึ่งของที่จะนำมาเซ่นไหว้ ได้แก่ ไก่ 8 ตัว เหล้า 8 ไห และเต่า 8 ตัว การเลี้ยงปู่ตาเป็นเรื่องสำคัญ” ชัยยุทธเน้นย้ำ

แต่พิธีกรรมที่อาจเลือนหายไป ยังไม่ใช่สิ่งเดียวที่ชัยยุทธแสดงความกังวล เพราะชาวกะเลิงยังมีสิ่งที่ต้องเป็นกังวลมากกว่าวิถีที่จะหายไป นั่นคือ ปัจจัยการผลิตสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่าง “บ้าน” และ “ที่ดินทำกิน” ซึ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และแน่นอนว่า ชัยยุทธและชาวดะเลิงคนอื่นๆยังคงยังพยายามรวบรวมทั้งคนและองค์ความรู้เพื่อแสดงให้หน่วยงานของรัฐเห็นว่า พวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญที่สามารถช่วยดูแลผืนป่าได้ในยามที่เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ

“เราก็พยายามพูดคุยอยู่ว่า เราสามารถดูแลป่าร่วมกับอุทยานแห่งชาติได้ อย่างไฟป่ามาเขาอาจจะไม่มีกำลังเพียงพอ แต่ถ้าให้ชาวบ้านมาดูแลจะช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ได้มาก … อย่าลืมว่า เฉพาะคนกะเลิงเฉพาะในพื้นที่กุดบากก็มีอยู่ 40 หมู่บ้านเข้าไปแล้ว”

ชัยยุทธ เสริมอีกว่า ในฐานะผู้นำชนเผ่ากะเลิง เขามีแนวทางในการดูแลป่าอย่างชัดเจน ผ่านความร่วมมือของคนในเผ่า โดยให้ชาวชนเผ่ากะเลิงขึ้นทะเบียนอยู่ในสภาชนเผ่า ซึ่งปัจจุบันตอนนี้มีชนเผ่ารวมอยู่ทั่วประเทศ 66 ชนเผ่า หนึ่งในนั้นมีชนเผ่ากะเลิงที่ขึ้นทะเบียนเป็นอีกเผ่าหนึ่งอยู่ในทะเบียนสภาชนเผ่ารวมอยู่ด้วย และตั้งแต่มีการขอทำเป็นป่าชุมชน ก็ได้ตั้งคณะกรรมการจากหมู่บ้านราว 100-200 คน เพื่อแบ่งหน้าที่ช่วยกันขึ้นไปดูแลป่า ป้องกันไฟไหม้

“แต่ต้องพูดกันตรงๆในช่วงหลังๆนี้ว่า ทีมป้องกันไฟป่าของเราเริ่มถูกกีดกันจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ … ในฐานะผู้นำของชาวกะเลิง ผมมั่นใจว่า ถ้ารัฐถ้าปล่อยให้ชาวบ้านจัดการและดูแลปัญหาไฟป่ากันเอง เราจะดูแลได้ทั่วถึงกว่า เพราะพวกเรารู้จักพื้นที่ดีกว่าตนของรัฐ”

“สิ่งที่อยากจะฝากก็คือเรื่องของวิถีชีวิต เมื่อก่อนเขาเคยอยู่กับป่า หากินกับป่า แต่ตอนหลังมารู้สึกว่าถูกสั่งห้ามจากเจ้าหน้าที่ตลอด พอนึกถึงบ้านทีไรสิ่งที่ยังฝังอยู่ในใจ ยังเห็นอยู่ตลอดเวลาคือ ผืนป่า”

“ชนเผ่ากะเลิงมีความสัมพันธุ์เชื่อมโยงกับ ป่าเป็นวิถีชีวิตของเรา เป็นสถานที่ที่เราใช้หากิน ถ้าขาดป่าไปจะถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเรา เพราะแหล่งอาหารของเราล้วนแต่อยู่ในป่า ดังนั้นเราจึงไม่ใช่คนที่จะทำลายป่า” หัวหน้าชนเผ่ากะเลิงในประเทศไทย ทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยเหตุผลที่ไม่เคยถูกรับฟัง

 เรื่อง: ชัยยุทธ วัยเหนิดลื้อ เขียนและเรียบเรียง: ณิชาภัทร อินทรกล่อม

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)