สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง : เราไม่ได้ขอสิทธิพิเศษ เราแค่เรียกร้องสิทธิที่จะเป็นตัวเอง

สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง : เราไม่ได้ขอสิทธิพิเศษ เราแค่เรียกร้องสิทธิที่จะเป็นตัวเอง
เรื่อง สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

“อัตลักษณ์และวิถีชีวิตของพวกเราชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย ไม่ใช่แค่การเต้นรำนะครับ แต่มันคือการดำรงอยู่คู่กับธรรมชาติโดยมีตัวตนของเราอยู่ ดังนั้นเราเรียกร้องให้รัฐคุ้มครองวิถีของเรา ให้สามารถดำรงอยู่ได้จริง ก่อนที่วิถีของพวกเราจะถูกกลืนและล่มสลายลงไป”

ศักดิ์ดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พยายามอธิบายแนวคิดหลักที่กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยรวมตัวกันเพื่อเสนอร่างกฎหมายขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ซึ่งถูกยื่นเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ตั้งขึ้นมาโดย คสช.ตั้งแต่ปี 2557 แต่ยังไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเลย จนกระทั่งมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง จึงไปรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนร้างกฎหมายนี้มาได้ 13,020 รายชื่อ และนำมายื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 โดยเนื้อหาหลักในร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ ขอให้รัฐ ยอมรับการมีอยู่ของชนเผ้าพื้นเมืองในประเทศไทย

“ข้อแรก เราต้องการให้รัฐยอมรับว่า พวกเรามีตัวตน มีวีถีชีวิต มีรูปแบบการทำมาหากินเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ดังนั้นเราจึงควรได้รับความคุ้มครองสิทธิของเรา ด้วยการได้โอกาสเพื่อดูแลจัดการตนเองอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกที่เรียกว่า สภาชนเผ่าพื้นเมือง” ศักดิ์ดา กล่าว

ศักดิ์ดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย / ภาพ – imnvoices.com

แน่นอนว่าข้อเรียกร้องที่จะ “จัดการตนเอง” เช่นนี้ ย่อมเป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์และตีความว่า เป็นการขอ “สิทธิพิเศษ” ที่มากกว่าคนส่วนใหญ่หรือไม่

เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมือง อธิบายเพิ่มว่า หากมองในเชิงการจัดการเพื่อดูแลปกป้องคนบางกลุ่มที่มีลักษณะต่างออกไป เช่น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ต่างก็ต้องมีแนวทางการดูแลและจัดการตามบริบทเฉพาะของปัญหา ซึ่งกลุ่มชนเผ่นพื้นเมือง ก็เป็นกลุ่มที่มี “บริบทเฉพาะ” เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะรูปแบบการดำรงชีวิตร่วมกับธรรมชาติ การหาอยู่หากินในธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันล้วนแต่ประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ ส่วนกฎหมายป่าไม้ – ที่ดินที่มีอยู่ ก็ล้วนออกมาโดยพิจารณาจากรูปแบบการทำเกษตรกรรมของคนในพื้นที่ราบลุ่ม

ดังนั้น สิทธิที่กำลังพูดถึง จึงไม่ใช่แค่การมีบัตรประชาชน มีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิรับการศึกษาหรือเข้าถึงระบบสุขภาพ แต่เรากำลังพูดถึง สิทธิที่จะถูกยอมรับในฐานะคนที่มีรูปแบบการใช้ชีวิต “แตกต่างออกไป” จากพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติกัน และไม่ใช่สิทธิพิเศษใดๆ เป็นเพียงการขอให้มีกฎหมายรองรับกลไกการจัดการตัวเองในรูปแบบ “สภาชนเผ่าพื้นเมือง” ที่จะไปเชื่อมโยงกับกลไกทางราชการของรัฐส่วนกลางอยู่ดี

“ยกตัวอย่างรูปแบบการทำมาหากินของพวกเรา คือ ไร่หมุนเวียน ซึ่งปัจจุบันรัฐประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ทับไปหมดแล้ว หากจะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ตามกฎหมายที่ใช้กัน พี่น้องชนเผ่าก็ไม่มีทางได้สิทธิ์ในที่ดินทำกิน เพราะกฎหมายระบุว่า ต้องเห็นร่องรอยสิ่งปลูกสร้างหรือร่องรอยการทำการเกษตรแบบไร่หรือสวน ต้องเห็นการปลูกพืชเป็นแถวเป็นแนว เป็นคันนา เป็นบ่อน้ำ มีร่องรอยเหล่านี้มาก่อนที่จะประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่ใช่รูปแบบการทำไร่หมุนเวียนของชนเผ่า พวกเราไม่มีอาคารปลูกสร้าง ไม่มีแปลงนา ไม่ขุดบ่อ ไม่ปลูกต้นไม้เป็นแถวเป็นแนว”

“เราก็ยอมรับนะครับว่า เรื่องแบบนี้คุยกันยากมาก เพราะหน่วยงานรัฐก็ยึดตามกฎหมาย ดังนั้นเราจึงต้องเรียกร้องให้รัฐ ยอมรับการมีตัวตันของเราก่อน ต้องให้รัฐยอมรับก่อนว่า มีกลุ่มคนที่ “ต่างออกไป” แต่เป็นคนไทยเหมือนกัน ใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินไทย”

หอบหมื่นสามพันชื่อ ชงกฎหมายชนเผ่าพื้นเมือง

เทียบ 3 ร่าง กฎหมายเกี่ยวกับชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

ชนเผ่าพื้นเมืองกว่า 38 กลุ่ม ประชุมร่วมกันในงานสมัชชาชนเผ่าพื้นเมือง ปี 2562 / ภาพ – imnvoices.com

ปัจจุบันมีร่างกฎหมาย 3 ฉบับที่อยู่ระหว่างการผลักดันภายใต้แนวคิดคล้ายๆกัน คือ

  1. ร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของ 17 ชาติพันธุ์เป็นเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2550 และเพิ่มมาจนมีประมาณ 38-39 กลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมพิจารณายกร่างกฎหมายในปี 2555 ก่อนจะส่งต่อให้คณะกรรมการปกฺรูปกฎหมายแก้ไขในเชิงเทคนิค และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี 2557
  2. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เสนอโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  3. ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. …. เสนอโดย คณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร

เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมือง อธิบายเพิ่มว่า ร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้ไม่ได้คู่แข่งกัน เพราะมีเนื้อหาบางส่วนแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะพิจารณาร่างกฎหมายฉบับไหน ประเด็นสำคัญที่กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองต้องผลักดันให้สำเร็จ คือหลักการที่รัฐ ต้องยอมรับการมีตัวตนของชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ ยอมรับวิถีชีวิตที่แตกต่าง และเปิดโอกาสให้จัดการตัวเองผ่านกลไกที่เรียกว่า “สภาชนเผ่าพื้นเมือง”

“เรามักถูกมองเป็นตัวปัญหา ถูกมองว่าทำลายป่า ทั้งที่รูปแบบการเพาะปลูกที่ทำลายป่าถูกกำหนดมาจากนโยบายรัฐและกลุ่มทุน ไม่ใช่รูปแบบที่เราทำกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม ถูกมองว่าค้ายาเสพติด ทั้งที่เป็นผลมาจากนโยบายเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดน ดังนั้น คนส่วนใหญ่ในประเทศไม่รู้สึกว่า กฎหมายที่ใช้อยู่มีผลอะไรกับเขา เพราะกฎหมายถูกสร้างมาเพื่อรองรับวิถีชีวิตเขาอยู่แล้ว”

“แต่เรา ชนเผ่าพื้นเมือง ถูกมองเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีปัญญาพัฒนาตัวเอง เราไม่ต้องการเป็นผู้ถูกสงเคราะห์ เราจึงเรียกร้องขอกลไกจัดการตัวเอง ทำไมกลุ่มนักธุรกิจยังมีสภาอุตสาหกรรม มีสภาหอการค้าได้เลย เราก็ต้องการมีสภาชนเผ่า เพื่อปกป้องครอบครัว ชุมชน วิถีชีวิตของเราเช่นกัน ” ศักดิ์ดา กล่าวทิ้งท้าย


สนับสนุนบทความโดย

ความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียน และไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดเห็นขององค์การสหประชาชาติ รวมถึงโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และรัฐสมาชิก โดยเป็นการตีพิมพ์เอกสารอย่างอิสระซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

The views expressed in this publication are those of the author(s) and do not necessarily represent those of the United Nations, including UNDP, or the UN Member States. This report is an independent publication with financial support from the European Union.