หอบหมื่นสามพันชื่อ ชงกฎหมายชนเผ่าพื้นเมือง

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย นำหมื่นสามพันกว่ารายชื่อ ชงกฎหมายชนเผ่าพื้นเมืองเข้าสภาผู้แทน ย้ำไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษเหนือใคร ขณะที่ประธานสภาฯ ส่งตัวแทนมารับเรื่องไว้

วานนี้ (07 เมษายน 2564) เวลาประมาณ 12.30 น. ที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร มีผู้แทนเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองประมาณ 30 คน เดินทางมายื่นรายชื่อประชาชนที่ร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายจำนวน 13,020 รายชื่อ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ. … เข้าสู่สภาฯ ขณะที่นายชวน หลีกภัย มอบหมายให้นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานผู้แทนราษฎรมารับเรื่องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายศักดิ์ดา  แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าว่านับนับเป็นครั้งแรกที่ชนเผ่าพื้นเมืองได้มีโอกาสในการยกร่างและนำเสนอกฎหมายด้วยตนเอง เพราะที่ผ่านมาชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งมีอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมเฉพาะ ได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ออกแบบมาไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ส่งผลให้ชนเผ่าพื้นเมืองฯ เผชิญการกับการถูกเลือกปฏิบัติ และเข้าไม่ถึงโอกาสต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมและกลายเป็นกลุ่มประชากรเปราะบางหรือพลเมืองชั้นสองไป

และถึงแม้ว่าภาครัฐมีความตั้งใจอันดีที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่ด้วยการขาดความรู้ความเข้าใจในวิถีชีวิตที่แท้จริง จึงทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จึงเป็นที่มาของการพยายามแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายด้วยตนเองผ่านทางกลไกรัฐสภา

“พวกเราเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของการมีกฎหมายและนโยบายเฉพาะ ที่มาช่วยแก้ไขปัญหาของเราได้อย่างแท้จริง จึงได้รวมตัวกันในนาม “เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีสมาชิกกว่า 40 กลุ่มชาติพันธุ์ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง โดยให้รัฐเป็นผู้สนับสนุน”

นอกจากนี้ นายศักดิ์ดา ย้ำว่าการเสนอกฎหมายเฉพาะสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเรียกร้องสิทธิพิเศษ แต่เป็นการเติมเติมสิทธิและโอกาสที่ขาดไป และเป็นการส่งเสริมให้ดึงศักยภาพตนเองออกมาพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ

“พวกเราขอเรียนย้ำว่าการนำเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อเรียกร้องสิทธิพิเศษเหนือกว่าพี่น้องประชาชนทั่วไป แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีความเปราะบางได้ดึงเอาศักยภาพของตนเอง ให้สามารถแก้ไขปัญหาและจัดการตนเองได้ ซึ่งจะทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย มีความมั่นคงในชีวิต มีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์และวัฒนธรรม อีกทั้งจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วย”

สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้  จัดทำกันโดยแกนนำชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็นตัวแทนจากทั่วประเทศไทยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์และรับฟังความเห็นจากชนเผ่าพื้นเมืองในชุมชนต่าง ๆ มากกว่า 30 กลุ่มชาติพันธุ์ ก่อนถูกเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2558 ในยุค คสช. แต่เรื่องก็หยุดอยู่แค่นั้น ไม่มีการนำเข้าไปพิจารณาต่อ จนกระทั่งต้นปี พ.ศ.2564 นี้ ทางกองเลขาสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ  ได้เริ่มระดมรายชื่อเพื่อเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง จนกระทั่งสามารถรวบรวมรายชื่อได้ทั้งสิ้น 13,020 รายชื่อ และนำมายื่นต่อประธานสภาฯ ในวันนี้

ทางด้านนายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานผู้แทนราษฎร กล่าวว่าการนำเสนอกฎหมายภาคประชาชน ถือเป็นสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ตามหมวด 3 ของรัฐธรรมณูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 โดยขั้นตอนหลังจากนี้ตนจะนำเรียนประธานสภาฯ และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร และตรรวจสอบรายชื่อร่วมกับกรมการปกครองซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 45 วัน หลังจากนั้นจะใช้เวลาอีกประมาณ 30 เพื่อให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ ก่อนจะบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: เทียบ 3 ร่าง กฎหมายเกี่ยวกับชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง