หมอกควันหายแล้ว….ไงต่อ? EP.1

ย้อนดูช่วงเวลากระอักควันสามเดือนก่อนวันฟ้าหลังฝน

คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์ตรงกับสิ่งที่เรียกว่า “กระอักควัน” แต่ไม่ถึงขั้นสำลักควันหรอกนะ แสบตา คัดจมูก หายใจลำบาก หรือเลือดกำเดาไหล สภาพแวดล้อมที่หันมองไปทางไหนก็เห็นมีแต่สภาพอากาศขมุกขมัว จนไม่แน่ใจว่าเอ๊ะ..นี่หมอกหรือควัน ประสบการณ์ที่คุณต้องหยิบหน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง หรือซื้อเครื่องฟอกอากาศติดตามบ้าน ราวกับว่ามันเป็นปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิต ไม่ใช่แค่ป้องกันโควิด -19 เท่านั้น และเพราะป้องกันฝุ่นควันขนาดเล็ก หรือ เจ้า PM 2.5 นั่นเอง แล้ว…ฝุ่นควันเหล่านี้มาจากไหนกันล่ะ? จากควันรถ หรือการเผาไหม้ในที่โล่งกันแน่ วันนี้เราจะพาคุณย้อนกลับไปดูช่วงเวลาแห่งฝุ่นควันผ่านสถิติจุดความร้อนที่ดาวเทียมตรวจจับได้ในแต่ละพื้นที่ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม 2564

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA – จิสท์ด้า  ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับจุดความร้อน หรือ ฮอตสปอทที่ตรวจพบในประเทศนับตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม 2564 พบว่ามีมากถึง 95,685 จุด โดยแบ่งลักษณะพื้นที่ออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ พื้นที่ป่าอนุรักษ์  ตรวจพบ   31,463 จุด หรือประมาณ 32.9 % ถือเป็นจำนวนมากที่สุดหากเทียบกับพื้นที่อื่น ๆ ตามมาด้วยป่าสงวนแห่งชาติ ตรวจพบ 25,759 จุด พื้นที่เกษตร         17,717 จุด เขต สปก. 11, 274 พื้นที่ริมทางหลวง ตรวจพบ 768 พื้นที่ชุมชนและอื่น ๆ   พบอีก 8,704 จุด

แม้ว่าจังหวัดเชียงใหม่จะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีฝุ่นควันหนาแน่นเป็นประจำทุกปี แต่เมื่อคลี่ดูจุดเกิดความร้อนรายจังหวัดในช่วงเวลาเดียวกันแล้ว ปรากฎว่ากลายเป็นจังหวัดลำปางที่มีการตรวจพบจุดความร้อนมากที่สุด 10,836 จุด ตามด้วยจังหวัดสุพรรณบุรี ลพบุรี และเชียงใหม่ แต่ไม่ว่าจุดความร้อนจะเกิดขึ้นที่ไหน ฝุ่นควันก็สามารถลอยข้ามไปมาส่งผลกระทบกับพื้นที่ข้างเคียงได้ รวมถึงผลกระทบข้ามแดนด้วย ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า “ฝุ่นควันปีนี้หายไปแล้วเพราะสายฝน แต่จะทำอย่างไรต่อในปีหน้าและปีถัดไป เพื่อไม่ให้เจอสภาพแวดล้อมเช่นนี้อีก?”

โปรดติดตามตอนต่อไป ใน หมอกควันหายแล้ว….ไงต่อ? EP. 2

ที่มา: http://fire.gistda.or.th/download-v1.html