เล่าฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล: กรณีอัยการสั่งฟ้องชาวบางกลอย

เล่าฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล: กรณีอัยการสั่งฟ้องชาวบางกลอย

เล่าฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล – ทนายความ

“การที่พนักงานอัยการจะส่งฟ้องคดีชาวบ้านบางกลอย 28 ราย นี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเพียงเห็นว่ามีพยานหลักฐานครบถ้วนเท่านั้น หากแต่เป็นปฏิบัติการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานอคติทางชาติพันธุ์ที่ฝังอยู่ในระบบโครงสร้างอำนาจรัฐ โดยเฉพาะองค์กรที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง”

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า อัยการจังหวัดเพชรบุรีจะส่งฟ้องชาวบ้านบางกลอย 27 คนต่อศาล ในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ แม้จะอยู่ในระหว่างการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการชุดที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นมา และชาวบ้านยังหาเงินประกันตัว จำนวนรวมกันประมาณ 2,700,000 บาทไม่ได้นั้น ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่กระทำต่อคนชายขอบเหล่านี้

สำหรับผู้เขียน มี 2 คำถามใหญ่ๆ คำถามแรกคือ ทำไมพนักงานอัยการถึงได้ยืนยันจะส่งฟ้องชาวบ้านกลุ่มนี้ต่อศาลเพื่อเอาผิดในทางอาญา และคำถามที่สองคือ แล้วเคยมีคดีตัวอย่างในทำนองเดียวกันนี้ที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องไหม

ผู้เขียนได้ตรวจสอบพบว่า มีคดีที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี ทำให้คดีสิ้นสุดลงโดยไม่ได้ส่งฟ้องคดีต่อศาล อย่างน้อย 4 คดี คือ 1) คดีเขายายเที่ยง ที่พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่าสร้างบ้านพักตากอากาศบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แต่ต่อมาพนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้อง และพนักงานอัยการก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง คดีจึงยุติลงโดยไม่มีการฟ้องคดีต่อศาล 2) คดีคนในตระกูลเจ้าสัว ครอบครองที่ดินมีโฉนดที่ดิน ที่ออกทับพื้นที่ป่าสงวนเพื่อใช้ทำนากุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2559 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ไปตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่ามีพื้นที่บางส่วนบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติจริง แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดี 3) คดีสนามเข่งรถโบนันซ่าของนายทุนรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้า เขานกยูง และเขาอ่างหิน รวม 166 ไร่ ปรากฏตามข่าวออนไลน์ว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว แต่จนบัดนี้คดีก็ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีความคืบหน้าใดๆ 4) คดีนางกนกวรรณ กิจเจริญ ภรรยาของ“ซูโม่กิ๊ก” พิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ครอบครองที่ดินที่บุกรุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ และป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 713 ไร่ แต่พนักงานสอบสวนได้สั่งไม่ฟ้อง

จะสังเกตเห็นได้ว่าทั้ง 4 คดีดังกล่าวนี้ ผู้ถูกกล่าวหาไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วๆ ไป แต่เป็นชนชั้นสูงที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป สำหรับเหตุผลที่คดีชาวบ้านบางกลอย 27ถูกพนักงานอัยการส่งฟ้องต่อศาลนั้น ผู้เขียนจะขอกล่าวโดยละเอียด โดยมองผ่านทฤษฎีชาติพันธุ์แนววิพากษ์ (Critical Race Theory) ดังนี้คือ

สืบเนื่องจากภาพลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาภายใต้วาทะกรรม “ชาวเขาทำลายป่า” และ “ไร่เลื่อนลอย” จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง มีอิทธิพลทำให้สังคมมีทัศนคติที่เป็นลบ ส่งผลให้ถูกเลือกปฏิบัติและไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ ที่สำคัญคือ ภาพลักษณ์เหล่านั้นถูกตอกย้ำหรือผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการควบคุมและปราบปรามด้วยวิธีการต่างๆ และเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ภาพลักษณ์ติดตัวและกระแสสังคมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ย่อมมีอิทธิพลต่อสำนึกของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม

หรืออีกนัยยะหนึ่งคือ อคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ได้หยั่งรากลึกลงไปในโครงสร้างอำนาจรัฐ รวมถึงกลไกกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งคงความเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างเข้มแข็งด้วย จึงส่งผลต่อปฏิบัติการต่างๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่แฝงไปด้วยอคติ

ในขณะที่กระบวนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ เสมือนถูกออกแบบมา ให้ทำหน้าที่ธำรงรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างสังคมที่กีดกันและกดขี่กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง โดยที่บทบัญญัติกฎหมาย ที่รับรองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้น กลับมีผลเป็นการกดทับและกีดกันคนที่มีสถานะทางสังคมต่ำกว่า ไม่ให้มีโอกาสเข้าถึงสิทธิบรรดาที่กฎหมายกำหนดไว้ได้จริง เช่น การเรียกร้องให้แสดงเอกสารสิทธิในที่ดิน, การกำหนดให้ต้องทำตามแบบพิธีการอย่างเคร่งครัด, การกำหนดมาตรฐานวงเงินประกันตัวที่สูง, การโยนภาระให้ฝ่ายผู้ต้องหาต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์, และจะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้คนชายขอบเผชิญกับอุปสรรคอย่างมากในการใช้สิทธิเหล่านั้น

แม้บทบัญญัติกฎหมาย ทั้งในรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะรับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ แต่เมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ถูกนำตัวไปดำเนินคดีในคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ พวกเขาจึงไม่มีโอกาสได้ใช้สิทธิ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างทั่วถึงจริง ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำโดยกระบวนการยุติธรรมอาญา มากกว่าจะที่เป็นการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

ที่สำคัญคือ ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นก่อนฟ้องคดีต่อศาล มีแนวโน้มที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงจากฝ่ายผู้กล่าวหามากกว่า โดยไม่ได้พยายามค้นหาความจริงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะความจริงที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกกล่าวหา และไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นบริบทแวดล้อมของคดี เช่น การใช้ประโยชน์, วิถีชีวิตและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติกฎหมาย

โดยเฉพาะบทบาทของพนักงานอัยการ ในการกลั่นกรองคดีก่อนส่งฟ้องต่อศาล บ่อยครั้งพนักงานอัยการไม่ได้แสดงบทบาทอะไรอย่างมีนัยยะสำคัญ นอกจากสั่งฟ้องเกือบทุกคดี แม้แต่ในคดีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พนักงานอัยการก็มีคำสั่งให้ฟ้อง อีกทั้ง ในกรณีที่ผู้ต้องหาส่งหนังสือร้องขอความเป็นธรรม เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตและการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งเหตุผลและความจำเป็นต่างๆ ที่ผู้ต้องหาจำเป็นต้องใช้ที่ดินหรือไม้สร้างบ้าน พนักงานอัยการกลับตีความคำชี้แจงดังกล่าวว่าเป็นหลักฐานที่แสดงว่าผู้ต้องหายอมรับข้อเท็จจริงตามที่กล่าวหา อันเป็นการถือเอาหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหาเป็นคำรับในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด แทนที่จะตรวจสอบความจริงเพื่อชั่งน้ำหนักและสั่งคดีอย่างเป็นธรรม

ปัญหากระบวนการยุติธรรมทางอาญาในคดีที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ จึงเป็นปัญหาของการเข้าไม่ถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ภายใต้ระบบกฎหมายวิธีพิจารณาคดีที่มีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิอย่างครบถ้วน ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่อาจถือเป็นปัญหาเชิงระบบได้ เช่น ไม่มีเงินประกันตัว ไม่รู้ภาษา ไม่มีเงินจ้างทนายความ หรือไม่รู้สิทธิตามกฎหมาย หรือเป็นเรื่องที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยสมัครใจที่จะสละสิทธิเอง แต่ความจริงแล้วเป็นปัญหาโครงสร้าง หรือระบบของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ในคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ที่แฝงด้วยอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ส่วนบางคดีอาจจะได้รับพิจารณาด้วยความเมตตา แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องมโนธรรมเฉพาะตัวมากๆ ของเจ้าหน้าที่คนนั้น

ดังนั้น การที่พนักงานอัยการจะส่งฟ้องคดีชาวบ้านบางกลอย 28 ราย นี้ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเพียงเห็นว่ามีพยานหลักฐานครบถ้วนเท่านั้น หากแต่เป็นปฏิบัติการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานอคติทางชาติพันธุ์ที่ฝังอยู่ในระบบโครงสร้างอำนาจรัฐ โดยเฉพาะองค์กรที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง และไม่เกาะเกี่ยวกับประชาชน ตราบใดที่สังคมไทยยังคงความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ ปรากฏการณ์ที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อคนแต่ละชนชั้นแตกต่างกัน จะคงเป็นธรรมเนียมเงียบที่ถูกต้องตามกฎหมายเรื่อยไป