มึดา นาวานาถ: ฉันมีตัวตน และเป็นคนเท่ากัน

มึดา นาวานาถ: ฉันมีตัวตน และเป็นคนเท่ากัน

เรื่อง: อรสา ศรีดาวเรือง
ภาพ: มึดา นาวานาถ / พนม ทะโน

“พ่อเคยสอนเราว่า เราต้องพูดภาษาไทยให้ชัดนะ พริกกะเหรี่ยงทำให้ลิ้นอ่อน พูดภาษาไทยชัด เราก็ไปกินพริกเพื่อให้ลิ้นอ่อน (หัวเราะ)” 

‘มึดา’ เล่าพลางหัวเราะร่วน มันเป็นเสียงขบขันที่หลากอารมณ์​ ทั้งความไม่เดียงสาในวัยเยาว์ ความคิดถึงอดีตอันไกล และความยากลำบากในการเป็นชาติพันธุ์ ซ้ำยังไร้สัญชาติในประเทศไทย ประเทศที่ทำให้เธอกลายเป็นคนอื่น

มึดา ในภาษาปกากะญอ แปลว่า ลูกสาวคนเล็ก 

เธอเป็นลูกสาวคนเล็กในครอบครัวใหญ่ เติบโตมากับสายน้ำยวมและวิถีกะเหรี่ยงปกากะญอ โลกดูปลอดภัยและน่าอยู่เมื่อครั้งมึดายังเด็ก ทว่าเมื่อเข้าสู่วัยเรียน ระบบการศึกษา สังคม และความเป็นชาติ กลับเป็นโลกที่เธอต้องดิ้นรน ต่อสู้ เรียนรู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงและสิทธิในฐานะมนุษย์

เรา – สนทนากับมึดาในวันที่เธอเพิ่งเสร็จสิ้นการทำหน้าที่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านชนเผ่าพื้นเมือง กับสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN-OHCHR) ได้ไม่นานนัก และเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบและคัดค้านโครงการ ‘ผันน้ำยวม’ ที่กำลังมาเยือน

ข้อเขียนถัดจากนี้ คือประสบการณ์ชีวิตของ ‘มึดา นาวานาถ’ ในวัย 35 ปี จากเด็กหญิงชาติพันธุ์ไร้สัญชาติ และไร้นามสกุล สู่การทำงานขับเลื่อนประเด็นไร้สัญชาติในประเทศไทย ไปจนถึงปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ …การเติบโตมาเป็นเธอในวันนี้ไม่ง่ายนัก เพราะมึดาเป็นเพียง ‘ผู้รอด’ จำนวนเพียงหยิบมือ ในบรรดาเด็กไร้สัญชาติอีกนับไม่ถ้วน ที่ถูกกดขี่ กระทำ ตีตรา และริดรอนโอกาสให้แพ้พ่าย

มึดา เป็นตัวแทนเพื่อน ๆ เรียกร้องสิทธิในสัญชาติ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

เด็กหญิงมึดา ไม่มีนามสกุล

ณ หมู่บ้านท่าเรือ อำภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เด็กหญิงมึดา เติบโตมาในหมู่บ้านกะเหรี่ยงเล็กๆ ที่แห่งนั้นที่ปราศจากไฟฟ้า โรงเรียน สถานพยาบาล สนามเด็กเล่นของเธอคือผืนป่าและแม่น้ำยวม โรงเรียนของเธอคือชุนชนและการใช้ชีวิต ไร่หมุนเวียนคือแหล่งอาหารของครอบครัว 

“ตอนเช้าๆ เราจะไปดูที่ดักปลากับพ่อ เรารู้สึกว่าแม่น้ำคือส่วนหนึ่งของชีวิต จนแทบจำไม่ได้เลยว่า เราว่ายน้ำเป็นเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็ว่ายน้ำได้

มึดาเรียกความทรงจำในวัยนี้ว่า ‘ชีวิตอันเรียบง่าย’ ชุมชนเล็กๆ ขนาด 20 หลังคาเรือนแห่งนี้ เสมือนครอบครัวใหญ่ที่อยู่กันพร้อมหน้า กระทั่งเข้าสู่วัยเรียน วัยที่เธอต้องห่างไกลบ้านเพื่อเดินทางไปเรียนในชุมชนบ้านสบเงาที่ห่างออกไปถึง  45-60 นาที หากเดินทางด้วยเรือ และใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงหากเดินเท้า เพื่อไปเรียนรู้สังคมที่มึดาไม่รู้จัก สังคมที่กำลังทำราวกับว่า – เธอคือคนอื่น 

“ชีวิตในโรงเรียน เราก็โดนล้อว่าต่างด้าว เราก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ต่างด้าวแปลว่าอะไร มากกว่านั้นคือ ในเวลานั้น โรงเรียนบ้านแม่เงาส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ไม่มีบัตร คนไทยก็ไม่ค่อยเยอะ เราจึงไม่ได้รู้สึกแปลกแยกสักเท่าไหร่ 

“แต่พอวันหนึ่ง คำพูดเหล่านี้มันมากขึ้นและรุนแรงขึ้น จำได้ว่า อยู่ดีๆ วันนึงก็มีตำรวจเข้ามาจับคนในหมู่บ้าน เราก็งง มาจับทำไม ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่คือ ไม่มีบัตรประชาชน ในตอนนั้นเราไม่เข้าใจ ตำรวจมาตระเวนทีไร ทุกคนจะปิดบ้านเงียบ เขามาเคาะประตูก็ไม่เปิด”

มึดาย้ายโรงเรียนอีกครั้งเมื่อต้องขึ้นชั้น ป.6 โดยไปอาศัยที่ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ในที่แห่งนั้น เพื่อนของเธอล้วนแล้วแต่เป็นเด็กขาดโอกาสที่แสวงหาช่องทางในการเรียนหนังสือเช่นมึดา นั่นจึงทำให้เธอไม่รู้สึกแปลกแยกมากนัก 

“แต่วันแรกที่ไปโรงเรียนใหม่ คุณครูถามว่า ‘หนู หนูเป็นต่างด้าวหรอ’ เราก็คิดในใจ ต่างด้าวคืออะไร ต่างด้าวแล้วทำไม จึงตอบครูไปว่า ‘ไม่นะคะ’ ครูถามต่อว่า ‘หนูเป็นคนพม่าหรือเปล่า มาจากพม่าใช่ไหม’ เราก็บอกครูว่า ‘หนูไม่ได้มาจากพม่านะคะ หนูก็เกิดและโตในประเทศไทย’” 

หนูเป็นต่างด้าวหรือเปล่า หนูเป็นคนพม่าใช่ไหม …ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจจำได้ ที่มึดาต้องตอบคำถามเหล่านี้

“ที่หนักมากๆ คือตอนที่ใกล้จะจบ ป.6 มีทุนการศึกมาให้โดยคัดเลือกจากเกรดเฉลี่ย เราเป็นหนึ่งในผู้มีโอกาสได้รับทุน ครูประกาศว่าวันจันทร์ให้เอาทะเบียนบ้าน ใบเกิด รูปสองนิ้ว เพื่อที่จะยื่นขอทุน 

“เราดีใจมาก ไปลงทุนถ่ายรูปสองนิ้วมา แล้วเราก็กลับไปถามเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒาเครือข่ายเด็กและชุมชนว่า หนูต้องเอาใบเกิดและทะเบียนบ้านใปให้ครูเพื่อยื่นทุนการศึกษา มันคืออะไรหรอคะ หนูไม่รู้จัก 

“เจ้าหน้าที่บอกว่า เราไม่มี เพราะเราเป็นคนไร้สัญญาชาติ จนวันที่ต้องไปโรงเรียน เราก็ยังไม่ได้คิดอะไรนะ เอารูปสองนิ้วไปให้ครู​ ครูบอกว่า ‘ครูไม่สามารถเอาทุนนี้ให้หนูได้นะ หนูไม่มีสิทธิ์ เพราะหนูไม่มีสัญญาชาติไทย’

ในวันนั้น คือวันที่มึดารับรู้ได้อย่างแจ่มชัดว่า การเป็นชาติพันธุ์ซ้ำยังไร้สัญชาติในประเทศนี้ไม่ง่าย ไม่ใช่เธอคนแรกที่ต่อสู้ และเธออาจไม่ใช่คนสุดท้าย ถ้าหากไม่สู้

นางสาวมึดา นาวานาถ

ในวัยใกล้เรียนจบ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ขณะนั้นกฎหมายอนุญาตให้ประชาชนตั้งนามสกุลเองได้  จาก ‘นาวสาวมึดา ไม่มีนามสกุล’ จึงกลายเป็น นางสาวมึดา นาวานาถ 

“ตลอดชีวิต  เราไม่เคยมีนามสกุล เราอยากมีแบบเขาบ้าง อย่างน้อยการมีนามสกุลก็สามารถทำให้คนลดอคติกับเราได้” 

เธอดีใจ เดินเข้าห้องเรียนสง่าผ่าเผย สิ่งสำคัญที่มึดาโหยหาไม่ใช่นามสกุลที่ไพเราะ แต่เป็นการร ‘ถูกยอมรับ’ จากคนรอบข้างต่างหากล่ะ

“พอเดินเข้าห้องเรียน คำถามจากครูกลับกลายเป็นว่า  ‘มึดา ทำไมเธอต้องตั้งนามสกุลด้วย เธอไม่มีสิทธิ์นะ เธอน่ะคนต่างด้าว เธออยากจะมีนามสกุลใช่ไหม เดี๋ยวครูตั้งให้เป็น “มึดา -“

“เพื่อนในห้องก็หัวเราะกันยกใหญ่ แต่เราเจ็บมาก ทั้งอาย ทั้งเจ็บ หากมุดแผ่นดินหายไปได้ คงมุดไปแล้ว แต่มันมุดไม่ได้จริงๆ อายก็อาย แต่มันกลายเป็นเรื่องตลกของเพื่อนๆ ในห้อง เพื่อนๆ เราเลยเรียกเราว่า “มึดา – (แดช)”

เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่โตอยู่พักใหญ่ เมื่อมีนักข่าวมาสัมภาษณ์มึดาเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ปี 1 เธอเล่าเหตุการณ์นี้เพื่อสะท้อนถึงความไม่รู้และไม่เข้าใจของบุคคลากรครูในโรงเรียน ในการเคารพความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ ซึ่งความไม่รู้นั้น สร้างบาดแผลให้เด็กชาติพันธุ์และเด็กไร้สัญชาติมาแล้วนับไม่ถ้วน 

“สุดท้ายครูเขาก็โทรมาเคลียร์ว่า ‘ทำไมหนูต้องให้สัมภาษณ์อย่างนั้น หนูไปบอกนักข่าวเลยนะว่าให้เขียนแก้ข่าว รู้ไหมครูเสียชื่อเสียง อาจจะถูกพักงาน’ ครูคนนี้เเริ่มพูดถึงคำว่า บุญคุณในสังคมไทย ว่าเราเติบโตมาเพราะครูสอน อะไรประมาณนั้น” 

“เราก็ฟังนะ จนรู้สึกไม่ไหวเลยตอบไปว่า ‘เอาตรงๆ นะครู เปิดใจคุยกันนะ วันนั้นครูจำได้ไหม ครูอาจจะจำไม่ได้ แต่หนูจำฝังใจจนตาย’ แล้วเราก็เล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ครูฟัง ครูอาจจะรู้สึกสนุกปาก ไม่คิดอะไร คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่รู้ไหมว่า วันที่ทุกคนหัวเราะใส่เรา มันทำลายจิตใจเราแค่ไหน ความเจ็บปวดนี้สร้างบาดแผลให้เราแค่ไหน บังเอิญว่าหนูหน้าด้านพอที่จะสู้กับมัน แต่ถ้าวันนั้นเป็นเด็กคนอื่น เขาคงลาออกไปแล้วค่ะ”

“จนถึงทุกวันนี้ เราได้ตามข่าวตลอด ทราบมาว่าการพูดการจาและการปฏิบัติต่อชาติพันธุ์​ก็เริ่มเปลี่ยนไป ครูเริ่มระมัดระวังมากขึ้น”

สังคมไม่เปิดกว้างและกฎหมายไม่เปิดช่อง

“เราอยากเป็นหมอ หมอเท่มากสำหรับเรา ราวกับสามารถชุบชีวิตคนกลับมาได้ ” คือความฝันแรกของเด็กหญิงมึดา 

มึดา คือเด็กหญิงที่มักล้มหมอนนอนไข้อยู่บ่อยครั้ง โดยมีผู้ใหญ่ในชุมชนคอยรักษาด้วยความรู้ท้องถิ่น ทั้งการใช้สมุนไพร และใช้ความเชื่อ เธอหายจากโรคภัยและเติบโตมาอย่างแข็งแรงด้วยประการฉะนี้ แต่ในทางกลับกัน โรคบางโรคเรียกร้ององค์ความรู้และเครื่องไม้เครื่องมือในการรักษาที่ทันสมัย แต่ถึงอย่างนั้น โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด กลับไกลออกไปจากชุมชนมาก

“ถ้ามีหมอมาดูแลคนในชุมชนก็คงดี ป่วยหนักทีนึงก็ต้องเข้าเมือง เดินทางไกล บางทีก็ไปไม่ทัน ตอนนั้นเราจึงมีความฝันว่าอยากเป็นหมอ”

เมื่อโตมาจึงรู้ว่า การเป็นหมอไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เพราะเธอเรียนไม่ดี หรือไม่มีศักยภาพ หากเป็นเพราะสังคมที่ยังไม่เปิดกว้าง กฎหมายที่ไม่เปิดช่อง ระบบการศึกษาที่ไม่เปิดใจ ทำให้เด็กๆ หลายคน ถูกปิดตายความฝัน

“สังคมไทยไม่ได้มีแค่คนไทยนะ แต่มีมากกว่านั้น ซึ่งหลักสูตรในสถาบันการศึกษาก็ไม่ได้เน้นย้ำว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทางภาษา ทางวัฒนธรรม แต่เราอยู่ด้วยกันได้นะ 

ในวัยเรียน มึดาทำทุกกิจกรรมที่เธอมีโอกาสเข้าร่วม เดินทางไปทุกเวทีที่พูดถึงปัญหาของชาติพันธุ์และคนไร้สัญชาติ จนเธอสังเกตุได้ว่า ทุกๆ ที่ล้วนกล่าวถึง ‘กฎหมาย’ กุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหา

“ความฝันในการเป็นหมอเริ่มหายไปแล้ว เพราะยาก การเป็นหมอต้องมีสัญญาชาติไทย เราเหมือนจะหมดสิทธิ์ เราก็กลับมาถามตัวเองแล้วว่าอยากทำอะไร เป้าหมายคือ อยากช่วยพี่น้องชาติพันธุ์ พี่น้องที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม 

“สิ่งแรกที่มองคือ กฎหมาย คือเครื่องมือสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหา เราจึงตั้งใจจะเรียนกฎหมายด้วยความเชื่อว่า หากเราเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้ ก็จะแก้ไขปัญหาได้ กฎหมายคือกุญแจสำคัญ 

ระหว่างที่มึดาเรียนนิติศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยพายัพ เธอได้ขับเคลื่อนประเด็นไร้สัญชาติควบคู่ไปด้วย ทั้งการเป็นตัวแทนคนไร้สัญชาติไปจัดค่ายกิจกรรมด้านเยาวชน และการเก็บรวบรวมข้อมูลคนไร้สัญชาติ รวมไปถึงการเป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงจัดวันเด็กไร้สัญชาติที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนทุกๆ ปีเพื่อผลักดันประเด็นต่างๆ เช่น ประเด็นหลักฐานการเกิด วุฒิการศึกษา การเดินทาง 

“ขณะเดียวกัน นักวิชาการ นักการเมือง ก็มีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ สัญชาติใหม่เมื่อปี 2551 โดยมีมาตรา 23 ออกมา โดยเบื้องหลังของการออกมาตรานี้ มีกรณีศึกษาของเราเป็นหนึ่งในเคสอื่นๆ ในการแก้ไขกฎหมาย และนั่นทำให้เราได้สัญชาติไทย

(พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.2508 และแก้ไข ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551)

“พอมีกฎหมายและระเบียบใหม่ออกมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เด็กทุกคนต้องได้เรียนหนังสือและได้วุฒิการศึกษาเหมือนเด็กไทยทั่วไป สิ่งเหล่านี้เกิดจากกฎหมายทั้งนั้น สิ่งที่เราเคยคิดว่า กฎหมายคือกุญแจในการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหา มันจริง มันยังเป็นเช่นนั้น” 

การคลอดมาตรา 23 ใน พระราชบัญญัติ สัญชาติ  ฉบับแก้ไขปี 2551 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติได้บางประการ ทว่านัยหนึ่ง แม้กฎหมายจะเป็นกุญแจในการแก้ปัญหา แต่ก็เป็นเครื่องมือในการสร้างปัญหาอีกนานัปประการเช่นกัน

You’re not belong.

“ถ้าเรามองว่า คนชาติพันธุ์คือกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว ไม่ว่าจะโอกาสหรือสิทธิต่างๆ แต่ถ้าเป็นชาติพันธุ์แล้วไร้สัญชาติเข้าไปอีก มันยิ่งเปราะบางซ้ำซ้อน ถ้าเป็นคนชาติพันธุ์มีสัญชาติ สังคมก็อาจมองว่า เป็นคนไทยคนหนึ่งที่แตกต่างจากเขา แต่หากไร้สัญชาติ เขาจะโดนผลักทันทีว่าไม่ใช่คนในประเทศไทย You’re not belong. คุณไม่ใช่คนของชาติ คุณไม่ใช่พลเมือง”

“หากพูดถึงกฎหมายสัญชาติ มันก็พัฒนามาเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันนี้คือ กฎหมายป่าไม้และที่ดินพยายามทำทุกวิถีทางให้คนออกจากป่า ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่ากลุ่มชาติพันธุ์เขาอยู่ในป่ามานาน พอกฎหมายออกมาเช่นนี้ ราวกับว่าคนเขียนกฎหมายเขาไม่ได้นับชาติพันธุ์เป็นคน ถ้าคุณเห็นหัวเขา นับเขาเป็นมนุษย์ คุณจะไม่ออกกฎหมายแบบนี้ ยึดที่ดินเขา ข่มขู่เขา ตั้งข้อหาเขา จับเขาเข้าคุก และฆ่าเขา”

แม้มึดาต่อสู้เรื่องประเด็นไร้สัญชาติมายาวนาน แต่ถึงอย่างนั้น การต่อสู้เพื่อสิทธิของความเป็นมนุษย์ทั้งของกลุ่มชาติพันธุ์และคนไร้สัญชาติก็ดูราวไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะในยุคสมัยที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ยุคที่ทหารมองเห็นผืนป่าเพียง “ความมั่นคง” และมองมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในป่าเป็นภัยคุกคาม 

“นี่คือปัญหาทรัพยากรและที่ดินค่ะ ถ้าพูดให้แฟร์ๆ มันไม่ใช่แค่ชาติพันธุ์นะที่โดน คนทั่วประเทศไทยก็ประสบปัญหา พี่น้องคนไทยในภาคอีสาน ภาคใต้ ก็ประสบเหมือนกัน นั่นหมายความว่า ปัญหาเรื่องที่ดิน มันคือปัญหาใหญ่มากสำหรับคนไทย แต่ทำไมชาติพันธุ์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็เพราะเขาอยู่ในป่าแต่ไหนแต่ไร พอรัฐจะเอาป่า พวกเขาจึงโดนเต็มๆ” 

หากเราไปไล่เรียงดูประวัติศาสตร์ จะพบการใช้คำนิยามโดยรัฐมากมาย ไม่ว่าจะชนกลุ่มน้อย ชาวเขา ราษฎรบนที่ราบสูง กลุ่มชาติพันธุ์ ขณะเดียวกัน คนในพื้นที่ต่างก็มีความพยายามใช้คำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ให้สอดคล้องกับนิยามสากล  

“ทุกชนเผ่าเขามีคำเรียกตัวเองนะ แต่ที่ผ่านมา รัฐเรียกเขาด้วยคำต่างๆ เช่น ชาวเขา คำๆ นี้ตีความได้หลายแบบนะ อาจเพราะคนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตอยู่บนเขา แต่หากมองลึกไปกว่านั้น มันก็ดูเหมือน Joke ที่ไม่ขำนะ ‘อ๋อ เขาเป็นชาวเขา ไม่ใช่ชาวเรา’ นัยยะของการพูดคือการแบ่งพรรคแบ่งพวก 

“หรือ ชนกลุ่มน้อย ซึ่งถ้าอิงตามหลักกฎหมายสัญชาตินะ ชนกลุ่มน้อยในที่นี้คือ ไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่ชาติพันธุ์ที่มีสัญชาติไทย แต่หมายถึงคนที่อพยพเข้ามา ซึ่งรัฐไม่ควรใช้คำว่า ชนกลุ่มน้อย เพราะมันคือการตีตราเขาว่า ไม่ใช่คนไทย

“คำว่า ชาติพันธุ์ เริ่มดีขึ้นหน่อย ความหมายบวกมากขึ้น แต่ถ้าพูดถึงกฎหมายระหว่างประเทศ เขาก็จะมีคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ซึ่งคนกลุ่มนี้หมายถึงคนที่เขาอยู่ในแผ่นดินนั้นๆ ตั้งแต่บรรพบุรุษ”

ชนเผ่าพื้นเมืองสามารถระบุได้ด้วยลักษณะบางประการ ได้แก่

  • พวกเขาระบุตนเองว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมือง
  • มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศหรือภูมิภาคในช่วงเวลาที่ผู้คนต่างวัฒนธรรมหรือชาติพันธุ์มาอาศัยในประเทศหรือภูมิภาคนั้น
  • มีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับดินแดนและทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบ
  • มีระบบสังคม เศรษฐกิจหรือการเมืองที่เป็นเอกลักษณ์
  • มีภาษา วัฒนธรรม และความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์
  • เป็นคนชายขอบและถูกเลือกปฏิบัติโดยรัฐ
  • พวกเขารักษาและพัฒนาสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของกลุ่ม

“สำหรับรัฐไทย เรามองว่าปัญหาคือ การไม่ยอมรับว่าเขาคือชนเผ่าพื้นเมือง เพราะหากยอมรับ นั่นเท่ากับว่ารัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดที่ชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกเผชิญคือ ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ 

จากบทสัมภาษณ์ของ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 โดย Greenews ตอนหนึ่งนายวราวุธได้กล่าวถึงกรณี #saveบางกลอย หลังจากมติยกแก่งกระจานเป็นมรดกโลกว่า

‘ประเทศไทยเราไม่มี ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ คำว่า ‘Indigenous Peoples’ ประเทศไทยเราไม่มี เรามีแต่คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยเท่านั้น ต่างกับหลายๆ ประเทศที่มีชนเผ่าพื้นเมืองนะครับ ผมยืนยันว่าเราไม่มีนะครับ เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว เราไม่มีชนเผ่า เราไม่มีอะไรทั้งนั้น’

ถ้อยคำข้างต้นอาจสะท้อนให้เห็นถึง ‘การไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการ’ ของรัฐไทย ถึงการมีอยู่ของ ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ในประเทศไทย และการไม่รับรองปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองแต่อย่างใด

“เมื่อไหร่ที่รัฐไทยยอมรับคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ นั่นหมายความว่า ภาระหน้าที่ก็ต้องตามมา คุณต้องให้สิทธิในที่ดิน ในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมด เราเลยไม่แปลกใจว่าทำไมเขาจึงไม่ยอมรับ 

“ซึ่งในความจริง รัฐไทยต้องยอมรับได้แล้วว่าประเทศไทยเรามีชนเผ่าพื้นเมืองจริงๆ เพราะทุกๆ ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย จะมีชนเผ่าพื้นเมืองอยู่ในนั้น เผ่าใดเผ่าหนึ่งอยู่ในนั้น เขาไม่ได้เพิ่งอพยพมา แต่เขาอยู่มานานแล้ว นานก่อนที่จะมีคำว่าชาติด้วยซ้ำ 

สิทธิ์ในเสียงของ Native Americans 

ครั้งหนึ่ง มึดามีโอกาสได้เดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ยังชุมชนที่เรามักเรียกกันติดปากว่า ‘อินเดียนแดง’ ซึ่งในความจริง พวกเขาเรียกตนเองว่า ชนพื้นเมืองอเมริกัน หรือ Native American

“ยอมรับเลยว่า Native Americans สู้ตายมาก รัฐบาลต้องมาขอโทษกับประวัติศาสตร์ที่เคยกดขี่พวกเขา กลับมาขอโทษในสิ่งที่เคยทำพลาดไป 

ที่น่าสนใจกว่านั้น มึดาพบว่า โครงการพัฒนาหรือนโยบายใดๆ ก็ตามที่รัฐบาลนำเข้าไปในชุมชน ล้วนแล้วต้องได้รับการยิมยอมจากคนในพื้นที่ก่อนทั้งสิ้น 

อย่างกรณีหนึ่งเขื่อนที่เข้าไปในชุมชนของคนพื้นเมือง สุดท้ายแล้ว จากการต่อสู้ทำให้เขื่อนนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นของรัฐ อีกครึ่งหนึ่งเป็นของ Native Americans ดังนั้น ผลกระโยชน์ที่เกิดขึ้นจากเขื่อนจึงต้องเป็นของคนในพื้นที่ด้วย การตัดสินใจในทุกกระบวนการสร้างเขื่อน พวกเขาสามารถอยู่ในกระบวนการตัดสินใจตั้งแต่ต้นจนถึง ณ วันนี้ วันที่เขื่อนสร้างเสร็จและผลิตไฟฟ้า”

นี่คือภาพของประเทศที่ยอมรับการมีอยู่ของ คนดั้งเดิมในพื้นที่  ให้อำนาจในการส่งเสียงและตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งหากย้อนมองกลับมายังประเทศไทย เพียงแค่การยอมรับและเคารพความเป็นมนุษย์ ก็ดูห่างไกลเกินกว่าจะจินตนาการ

ด้วยเหตุนี้  พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย  จึงถูกร่างขึ้น เพื่อให้สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในในประเทศไทย ได้รับการส่งเสริม คุ้มครอง และปกป้อง ตามรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศในปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองที่ไทยเคยให้สัตยาบันไว้ 

และเพื่อให้ ‘สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง’ ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องและเป็นทางการ

“ถ้ามี พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ หนึ่ง – แสดงถึงการยอมรับว่า ประเทศไทยเรามีกลุ่มชาติพันธุ์นะ มีชนเผ่าพื้นเมืองนะ เรามีความหลากหลายนะ  เราให้การเคารพสิทธิมนุษยน เราให้การยอมรับว่าคนเท่ากัน”

“สอง-ถ้ามี พ.ร.บ. ฉบับนี้ หมายความว่าประเทศไทยทำตามกฎหมายระหว่างประเทศ ปฏิญาสากว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ประเทศไทยจะมีหน้ามีตาในสังคมโลก ในการเคารพสิทธิมนุษย์ชนและยอมรับความแตกต่างหลากหลาย 

“สาม-ตอนนี้รัฐยังไม่ยอมรับและเชื่อในศักยภาพของชาติพันธุ์ ว่าชาติพันธุ์เขามีศักยภาพพอ เขาดูแลป่าได้ เขาจัดการที่ดินได้ หรือเขาจัดการร่วมกันกับรัฐได้ ถ้าเรามี  พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ มันจะเกิดพื้นที่ของการพูดคุย การบูรณาการ และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย มีหลักการดังนี้ 

  • เพื่อยืนยันสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และยืนยันการรับรองสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเองที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคี รวมถึงปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองที่กำหนดให้รัฐบาลที่จะต้องส่งเสริม คุ้มครอง และปกป้องสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองที่มีอยู่ในประเทศของตน
  • เพื่อให้สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เป็นกลไกหลักในการส่งเสริม ประสานงาน และแก้ไขปัญหากลุ่มประชากรชนเผ่าพื้นเมืองได้อย่างทั่วถึงทุกด้าน
  • เพื่อให้รัฐสนับสนุนกลไกการจัดกระบวนการและประสานความร่วมมือในการสร้างหลักประกันในการขจัดการเลือกปฏิบัติและอคติทางชาติพันธุ์ และสนับสนุนให้รัฐสามารถจัดทำนโยบายและแผนงานที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนของชนเผ่าพื้นเมืองในไทย

“พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ  จะสร้างผลดีทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่ชาติพันธุ์ แต่รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติด้วยที่จะยังเหลืออยู่ กระทั่งว่า ชาติพันธุ์นี่แหละที่จะเป็นหนึ่งในผู้คัดกรองโครงการต่างๆ อย่างโครงการผันน้ำยวม คนในพื้นที่รู้ว่ามันไม่ดี แต่คนตัดสินใจคือคนภายนอก หากคุณฟังเสียงคนในพื้นที่สักนิด มันจะมีทางออกที่ดีมากกว่านั้น ยั่งยืนกว่านั้น 

“อย่างบางกลอย หากรัฐยอมรับพวกเขาเป็นชนเผ่าพื้นเมืองจริงๆ มันจะเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ จะเป็นมรดกโลกทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม นั่นหมายความว่า มรดกโลกไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เพราะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่า ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องคุ้มครองพื้นที่ และเป็นพื้นที่ศึกษาที่มีองค์ความรู้มากมาย” มึดาทิ้งท้าย 

อ้างอิง https://www.ilaw.or.th/node/5822 


สนับสนุนบทความโดย

ความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียน และไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดเห็นขององค์การสหประชาชาติ รวมถึงโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และรัฐสมาชิก โดยเป็นการตีพิมพ์เอกสารอย่างอิสระซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

The views expressed in this publication are those of the author(s) and do not necessarily represent those of the United Nations, including UNDP, or the UN Member States. This report is an independent publication with financial support from the European Union.