ดันพืชพื้นบ้าน สู่ความมั่นคงด้านอาหาร และเศรษฐกิจชุมชน

ดันพืชพื้นบ้าน สู่ความมั่นคงด้านอาหาร และเศรษฐกิจชุมชน

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย จับมือนักวิชาการ ภาคีเครือข่าย ผลักดันแนวทางสร้างความมั่นคงด้านอาหาร – รายได้ ให้แก่ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ในเขตป่า ควยคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เดินหน้านำร่องแล้วในสามพื้นที่

วานนี้ (24 ตุลาคม 2563) คณาจารย์จากภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสมาคมสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนชาติพันธุ์ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย และคณะทำงานจากมูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางไปติดตามการทดลองขยายพันธุ์พืชพื้นบ้านที่ชุมชนบ้านหินเหล็กไฟ และบ้านขุนแตะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

นักวิชาการจากมหาวิทยาราชภัฏเชียงราย ร่วมศึกษาการใช้ประโยชน์พืชพื้นบ้าน

โดยการทดลองขยายพันธุ์พืชในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและสุขภาวะให้แก่ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย โดยมีฐานคิดว่าเมื่อชุมชนอยู่กับป่าและได้ดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มแข็ง ก็น่าจะใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรธรรมชาติรอบชุมชนได้ ด้วยวิธีการที่ยั่งยืนและไม่ทำลายป่า พร้อมกับการสืบทอด ถ่ายทอดองค์ความดั้งเดิมไว้

พืชที่คัดมาทดลองขยายพันธุ์ไว้ในบริเวณชุมชนในครั้งนี้ ประกอบด้วย “ห่อทีหล่า” เป็นพืชตระกูลเฟิร์น หรือรู้จักกันอีกชื่อว่า “ผักกูดหิน” ชอบขึ้นตามโขดหินในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี ดังนั้นจึงเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติด้วย

ในการทดลองขยายพันธ์ุห่อทีหล่า ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ได้ทดลอง 3 รูปแบบ คือ วิธีแรกปลูกในถาดดินและให้มีระบบน้ำหยด วิธีที่สอง ขึ้นแปลงปลูกเหมือนผักทั่วไป และวิธีที่สามปลูกไว้บนโขดหินริมลำธารใกล้ชุมชน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเฝ้าสังเกตการณ์และติดตามการเจริญเติบโต

ห่อทีหล่า ที่งอกออกมาจากถาดเพาะปลูก

ส่วนตะไคร้ต้นนั้น ตามธรรมชาติเติบโตได้ดีในพื้นที่ภูเขาสูง ชาวบ้านเล่าว่าเป็นพืชที่มีอายุประมาณสิบปี เป็นไม้เนื้ออ่อน การใช้ประโยชน์ในตามวิถีชีวิตของชาวปกาเกอญอนั้น ผลดิบ นำมาแกงกับหน่อไม้ หรือตากแห้งไว้ใช้ในฤดูอื่น บางครั้งใช้ทำเป็นเครื่องเทศโขลกเป็นเครื่องแกง เนื่องจากมีกลิ่นฉุนเหมือนตะไคร้ ส่วนเปลือกและรากนั้น นำมาต้มเป็นยาแก้หวัด หรือแก้อาการท้องเสียได้

จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน พืชชนิดนี้ขยายพันธุ์ยากมาก สามารถเพาะเมล็ดได้แต่อัตราการรอดชีวิตและเติบโตต่ำ ในขณะที่การตอนกิ่งก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าไหร่นัก เพราะปกติชุมชนไม่ค่อยได้นำมาปลูก แต่เก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นที่เติบโตตามหัวไร่ปลายนา ชาวบ้านเห็นพ้องกันว่า “ตะไคร้ต้น” เติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีการเผาเศษซากไม้ โดยเฉพาะไร่หมุนเวียน คล้ายกับต้น “มะแข่วน” หรือ “ระมาศ”

ตะไคร้ต้น

ส่วนพืชอีกหนึ่งชนิด คือ “ค้างคาวดำ” หรือ “เนระพูสีไทย” จะทดลองขยายพันธุ์ที่บ้านปางสา อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยเน้นการขยายจากส่วนเหง้าของพืช สำหรับการใช้ประโยชน์นั้นเป็นได้ทั้งไม้ประดับ บ้างเชื่อว่าเป็นไม้มงคล และเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นสรรพคุณบำรุงสมรรถนะทางเพศได้ด้วย ชนเผ่าลีซูเรียกพืชชนิดนี้ว่า “ถูจิละเผี่ยะ” นิยมนำใบสดมาย่างไฟให้กรอบและขยี้ใส่แกง มีรสขม

ค้างคาวดำ

การทดลองขยายพันธุ์พืชพื้นบ้าน มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บหาพืชที่ขึ้นตามธรรมชาติจนเกินปริมาณ ในกรณีที่พืชเหล่านี้กลายเป็นความต้องการของตลาดในปริมาณมาก หากผลการศึกษาพบว่าสามารถแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยขณะนี้คณะผู้ดำเนินงานโครงการกำลังร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ศึกษาหาคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยา พร้อมทั้งคิดค้นวิธีการแปรรูป ออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกและสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนที่อยู่ในเขตป่าต่อไป