วันเสาร์, ตุลาคม 16, 2021
หน้าแรก บล็อก หน้า 13
“เอาะแพะอ่าก๊ะหึ๊   หลึ๊แพะอ่าเลอโล” “กินแค่พออิ่มท้องห่มแค่พออุ่นกาย” สุภาษิตปกาเกอญอ ที่เล่าขานกันมาแต่บรรพกาล เป็นสิ่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่สอนให้ลูกหลานรู้จักความพอเพียงเท่าที่ชีวิตและร่างกายต้องการเท่านั้น ดังที่บอกไว้ในสุภาษิตข้างต้นเวลากิน ก็ให้กินแค่พออิ่มท้อง ไม่ต้องสรรหามากักตุนไว้มากมาย เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราไขว่คว้าหาสิ่งต่างๆ เกินกว่าความจำเป็นในชีวิตจริงก็ย่อมจะต้องไปเบียดเบียนทรัพยากรในอนาคตหรือแย่งเอาของคนอื่นมา น่าเศร้านักที่ทุกวันนี้เห็นหลายๆชุมชนที่ไม่สามารถดำรงวิถีความพอเพียงอีกแล้วต้องตกอยู่ในวงจรที่ยากนักในการหลุดพ้นผู้เฒ่าเคยบอกว่าเมื่อใดที่งูเหลือมเข้ามาในชุมชน งูเหลือมจะกลืนกินทุกสิ่งคงจะเป็นจริงแล้วในวันนี้  มีนายทุนใหญ่ได้เข้ามาชุมชนและเอาเมล็ดพันธุ์ปุ๋ย ยา และยังออกเงินลงทุนให้ชาวบ้าน ชาวบ้านหลงดีใจนักที่มีนายทุนมาลงทุนให้ก่อนจึงต่างพากันไปฟันไร่เหล่าเพื่อปลูกพืชเหล่านั้น ไม่นานก็รู้ว่าพืชที่ปลูกไปต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวในยามที่เก็บผลผลิตได้ชาวบ้านต่างเฝ้ารอว่าปีนี้จะลืมตาอ้าปากได้ซะทีแต่แล้วราคาผลผลิตกลับตกต่ำ เงินที่ได้จากการขายผลผลิตก็แทบไม่พอคืนเงินและดอกเบี้ยที่กู้จากนายทุนแลยแม้แต่เมล็ดพันธุ์ก็ไม่สามารถนำไปปลูกในปีต่อไปได้อีก เพราะมันถูกดัดแปลงพันธุกรรมสิ่งที่ทำได้คือ ต้องหาแหล่งเงินกู้อื่นๆ หรือเอาที่ดิน รถ ไปจำนอง ไม่นานนักทรัพย์สินเหล่านั้นก็ต้องตกไปอยู่ในมือของคนอื่น กว่าชาวบ้านจะรู้ตัวว่าตกหลุมพรางก็แทบจะไม่เหลืออะไรแล้วสิ่งที่นายทุนทิ้งไว้ให้คือ หนี้สินล้นพ้นตัวที่ต้องแบกรับติดตัวไปโดยไม่รู้ว่าชาตินี้จะจ่ายหมดหรือเปล่า ที่ดินที่ถูกใช้งานอย่างหนักทั้งปุ๋ย ยา สารเคมี ก็ยากที่จะปลูกอะไรได้อีกมิหนำซ้ำยังต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บป่วยจากการใช้สารเคมีอีกด้วย เมื่อต้องแบกรับทั้งภาระหนี้สินค่ารักษาพยาบาลแต่ละปีชาวบ้านก็แทบหากู้ยืมเงินมาได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยของหนี้ก้อนโตอยู่แล้ว  และแล้วช่องว่างระหว่างชนชั้นคนจนกับคนรวยก็ห่างขึ้นไปทุกทีคนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น ส่วนคนจนยิ่งจนและโดนย่ำยีมากขึ้นทุกวัน ผมแทบจะไม่อยากเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริงในหมู่บ้านของเรา  หากย้อนเวลากลับไปได้ อยากให้พี่น้องทุกคนน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ อยากให้ทุกคนรู้จักพอกินแค่พออิ่มท้อง ห่มแค่พออุ่นกาย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันเพื่อแผ่นดินไทย #ชาวนา #กเหรี่ยง #ปกากาเกอญอ
เวทีฝึกอบรมทักษะการผลิตสื่อ นักข่าวชนเผ่าพื้นเมือง ครั้งที่ ๔ ระหว่างวันที่๘ – ๑๐ มิถุณายน ๒๕๕๘ ณ อุทยานเเหงชาติหาดท้ายเหมือง จ.พังงา
เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ประณามชายฉกรรจ์กว่าร้อยคน รุมทำร้ายชาวเลราไวย์บาดเจ็บ ทำลายข้าวของชาวบ้าน  วอนทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาอย่างสันติ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาตาม มติ ครม. ชาวเล ปี 53 และยึดแนวปฏิบัติตามข้อตกลงสากลต่างๆ ด้วย วันนี้ เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานกองเลขาเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย หรือ คชท.  อำเภอสันทราย  จังหวัดเชียงใหม่ มีแกนนำชนเผ่าพื้นเมืองบางส่วน ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ประณาม เหตุการณ์ที่มีชายฉกรรจ์กว่า 100 คน เข้าทำร้ายทุบตีชาวบ้านที่มาคัดค้านกลุ่มทุนรายหนึ่ง ที่กำลังทำการก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางเดินลงหาด และพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของชุมชนดั้งเดิม ในพื้นที่หาดราไวย์ ตำบลราไวย์ จังหวัดภูเก็ต จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บหลายคน ในจำนวนนี้ มีชาวบ้าน 2 รายที่อาการสาหัสอยู่ รายละเอียดของแถลงการณ์ มีดังนี้ https://www.youtube.com/watch?v=DI0VK1msNuE "แถลงการณ์ ประณามผู้ใช้ความรุนแรงต่อพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองชาวเล...
อ้างอิงจากผู้ใช้เฟสบุ๊ค ชื่อ ชาวเล ราไวย์  ได้โพสต์วีดีจำนวนหลายคลิป พร้อมคำอธิบายว่า ชาวเลราไวย์ จังหวัดภูเก็ตกำลังต่อรองกับเอกชนรายหนึ่ง เพื่อขอคืนพื้นที่ทางพิธีกรรมตามความเชื่อของชาวเล ซึ่งกำลังจะถูกรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นโรงแรม การเผชิญหน้ากันครั้งนี้ เจ้าของเฟสบุ๊คดังกล่าวระบุว่า มีทั้งมวลชนที่เป็นชาวเล และกลุ่มชายฉกรรจ์จากฝ่ายเอกชน ขณะเดียวกันก็มีกองกำลังทหารจำนวนหนึ่งเข้ามาในพื้นที่ด้วย ติดตามรายละเอียด ได้ที่เฟสบุ๊ @ชาวแล ราไวย์ คลิกเพื่อดูวีดีโอ วีดีโอ ชาวเล ราไวย์  
คำคม คนรักษ์ป่า "ชนเผ่าพื้นเมืองกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ" ------------- วันนี้แกนนำชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าต่างๆในภาคเหนือ จัดเวทีประชุมที่สมาคม IMPECT อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหารือและวางแผนแนวทางการทำงานด้านการจัดการทรัพยากรธรรมร่วมกันอย่างยั่งยืน บนฐานภูมิปัญญาดั้งเดิมของแต่ละชนเผ่า โดยมีการขับเคลื่อนงานร่วมกันในนาม "เครือข่ายการจัดการสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง" ในเวทีประชุม มีการตั้งคำถามสำคัญว่า "อยากเห็นภาพของชนเผ่าพื้นเมือง กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นอย่างไร?" แกนนำจากหลากหลายพื้นที่ ได้แสดงทัศนะกันอย่างหลากหลาย อาทิ นางสาว คะติมะ หลี่จา ชนเผ่าลีซู สมาชิกเครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมือง กล่าวว่า ตนอยากเห็น "ชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง มีความมั่นคงในที่ดิน และอยู่อย่างถูกกฎหมาย"   ทางด้านนายหยั่ว ถนอมรุ่งเรือง ซึ่งเป็นผู้รู้ภูมิปัญญาม้ง กล่าวว่า "อยากเห็นชนเผ่าฯ อยู่กับกับป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และป่าอยู่ร่วมกับชุมชนโดยไม่ถูกทำร้ายเช่นกัน" ส่วนนายพิพัฒน์ บุญปวน ตัวแทนชนเผ่ากะเหรี่ยง จากบ้านโป่งสา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า "อยากเห็นการยอมรับจากสังคมว่า...
https://www.youtube.com/watch?v=WPCbLQCq1HQ งานปีใหม่ม้ง ประจำปี 2559 ที่จังหวัดเชียงใหม่ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีของชาวม้ง โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า หนึ่งหมื่นคน ทั้งที่เป็นชาวม้งจากทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย และมีชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มต่างๆ รวมทั้งประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง กิจกรรมภายในงาน มีทั้งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มอื่น การขับร้องและถ่ายทอดบทเพลงม้ง ซึ่งมีทั้งบทเพลงดั้งเดิม และเพลงสมัยใหม่ ที่สำคัญคือ มีกิจกรรมโยนลูกช่วงหรือลูกบอลผ้าให้กันและกัน พร้อมทั้งพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมของหนุ่มสาวม้ง งานปีใหม่ม้ง จัดขึ้นในหลายพื้นที่ตามความพร้อมของแต่ละท้องถิ่น แต่สำหรับงานที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้ง จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 15-17 มกราคม 2559 ณ สวนหลวง ร.9 หากท่านใดสนใจก็สามารถเดินทางไปร่วมงานกันได้  
ฉันรู้สึกเจ็บปวดใจเมื่อแอบได้ยินเด็กๆคุยกันว่า “เราไม่ต้องพูดภาษาคะฉิ่นเดี๋ยวคนอื่นจะรู้ว่าเราเป็นชาวเขา” “สราม่า” หรือ “ป้ามล” ของเด็กๆชนเผ่าคะฉิ่นแห่งบ้านใหม่สามัคคี  ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้พูดถึงความกังวลที่มีต่อเด็กๆในหมู่บ้าน  ป้ามลมีชื่อจริงว่า นางมล  มาลิ  เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2508 ปัจจุบันมีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน  ด้วยเหตุผลจากการไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง  ป้ามลและครอบครัวจึงต้องไปรับจ้างทำไร่ที่หมู่บ้านแม่ข่า ต.แม่ข่า อ.ฝาง จ.เชียงใหม่  จึงทำให้ลูกๆของป้ามลพูดภาษาคะฉิ่นไม่ค่อยได้  และไม่นานมานี้เองได้ย้ายกลับไปยังหมู่บ้านใหม่สามัคคี  ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชนเผ่าคะฉิ่นอาศัยอยู่  ทำให้ตนได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องคะฉิ่นอีกครั้ง “ตอนแรกๆที่กลับมาอยู่ใหม่ๆ ลูกๆพูดภาษาคะฉิ่นไม่ได้เลย  ฉันก็รู้สึกเสียใจเหมือนกันที่ลูกๆพูดภาษาตนเองไม่ได้  บ้านฉันตั้งอยู่ใกล้ๆถนน  ตอนเย็นๆจะมีเด็กมาเดินเล่นกันและคุยกันเป็นภาษาไทย  ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดมากที่เด็กๆ ไม่ยอมพูดภาษาของตนเอง  ต่างจากเด็กๆละหู่และจีน  ซึ่งยังพูดภาษาของตัวเองอยู่” ป้ามลได้แต่คิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กๆยอมพูดภาษาตนเอง  ยอมเรียนรู้วัฒนธรรมของชนเผ่าตัวเอง  เพราะทุกวันนี้คนแก่ๆก็เริ่มตายจากกันไปหมดแล้ว  โดยเฉพาะคนที่ทอผ้าเก่งๆในหมู่บ้านก็เหลือแค่สองคน  ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้คะฉิ่นจะยังมีตัวตนอยู่ได้อย่างไร  ซึ่งในขณะนั้นป้ามลก็ได้แต่คิด ...