Report: “เมื่อเรือรั่ว เราจะถูกทิ้งเป็นกลุ่มแรก”

Report: “เสียงของกลุ่มเปราะบาง ภายใต้สถานการณ์โควิด – 19”

ณิชา เวชพานิช – เรียบเรียง

เวลาเรือรั่ว สิ่งไม่สำคัญจะถูกทิ้งก่อน พวกเราชาติพันธุ์คือคนกลุ่มนั้นเสมอ” 

“เขาพูดว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่เรารู้สึกตลอดมาว่าเป็นคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สถานการณ์โรคระบาดก็เช่นกัน เวลาเรือกำลังรั่ว อะไรไม่สำคัญจะถูกทิ้งไปก่อน ซึ่งเราคือคนกลุ่มนั้นเสมอ เราถูกทิ้งให้ตาย”

สำหรับลูกทะเลอย่าง วิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานชาวเลและรองประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ภาคใต้ เขาเข้าใจความไม่แน่นอนของท้องทะเลดี และวันนี้ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโควิดไม่ต่างอะไรกับเรือรั่วใกล้จมน้ำ ผู้โดยสารกลุ่มเล็กๆ ในเรือลำนี้อย่างชนเผ่าพื้นเมืองกำลังเสี่ยงเป็นคนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” กลายเป็นคำสวยหรูที่หลายภาคส่วนเชิดชูเป็นสโลแกนขององค์กร ราวกับเป็นสรณะใหม่ให้ยึดมั่น ทว่า…ความเป็นจริงแล้วยังมีประชาชนอีกมากมายที่ถูกทอดทิ้ง กีดกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นห้วงเวลาวิกฤต – โกลาหล คนที่ถูกทิ้งต้องรีบจ้ำเรือพายหนีความวิบัติกลุ่มแรก ๆ คือ คนที่มีความเปราะบาง กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นสถานการณ์ที่กลุ่มเปราะบางถูกทอดทิ้งในวิกฤตโควิด – 19 แพร่ระบาดเวลานี้ 

เมื่อวันที่ 16 ที่ผ่านมา วงเสวนาหัวข้อ “เสียงของกลุ่มเปราะบาง ภายใต้สถานการณ์โควิด – 19” บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยเฉพาะประชากรชนเผ่าพื้นเมืองที่วิกฤตสุขภาพและพิษเศรษฐกิจตอกย้ำซ้ำเติมปัญหาที่มีมาตลอดอย่างการถูกกีดกันจากวิถีชีวิตพึ่งพาธรรมชาติหรือการไม่มีบัตรประชาชน จึงต้องฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อให้เข้าถึงสวัสดิการ หรือการเยียวยาที่รัฐจัดสรรให้ “

ภาพหน้าปก งานเสวนา

สูญเสียสิทธิเก่า เข้าไม่ถึงสิทธิใหม่

ภาคใต้มีชนพื้นเมืองราว 16,000 คนจาก 5 ชนเผ่า ได้แก่ มอแกน มอแกลน อูรักลาโวย ซึ่งสามกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตผูกพันกับท้องทะเลจึงเรียกขานตนเองว่า “ชาวเล” นอกจากนี้ มีชาวมันนิและโอรัง-อัสลีที่อาศัยอยู่กับป่าแถบเทือกเขาบรรทัด 

แต่ด้วยความเป็น “เกาะสวรรค์แดนใต้” การท่องเที่ยวภาคใต้ผลิบาน มูลค่าที่ดินเพิ่ม ทำให้พื้นที่ชาวเลถูกแย่งชิง พัฒนาเป็นอุทยานแห่งชาติและแหล่งท่องเที่ยว ถึงจะมีมติครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลที่ออกเมื่อสิบปีก่อนเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนกับอุทยานแล้ว ชาวเลยังถูกห้ามไม่ให้ทำประมงในพื้นที่อนุรักษ์

“พี่น้องถูกแย่งชิงธรรมชาติ หลายคนปรับวิถีชีวิตมาทำเรื่องการท่องเที่ยวคู่กับการอนุรักษ์ เคยคิดว่าการท่องเที่ยวคือความมั่นคงที่สุด แต่โควิดมาแล้วจบเลย ไม่สามารถหารายได้มาจุนเจือ” หนุ่มมอแกลนอธิบายสถานการณ์

แม้จะมี “ภูเก็ตแซนด์บ็อก” และชาวเลในภูเก็ตจะพากันฉีดวัคซีนพร้อมเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจแผนนี้ดูท่าจะไม่ประสบความสำเร็จหรือสร้างรายได้มากพอให้พวกเขามีเงินเก็บเป็นต้นทุนตั้งรับวิกฤต

กลุ่มที่กระทบหนักสุดจากท่องเที่ยวคือชนเผ่ามันนิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่อยู่ชายป่า เพราะได้บอกลาวิถีหากินในป่าเปลี่ยนมาใช้ชีวิตตามกระแสหลัก ทำท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและรับจ้างทั่วไป ไม่ว่าจะปีนต้นไม้ เก็บสะตอ กรีดยาง แต่ช่วงโควิดทำให้ไม่มีงานและไม่สามารถไปทำงานเฉพาะด้านอื่น ๆ อย่างช่างซ่อมหรือรับราชการได้

“สิทธิในการดำรงชีวิตในธรรมชาติที่เคยมีสูญหายไป แต่สิทธิใหม่ตามกระแสหลักอย่างบัตรประชาชนก็ยังวิกฤตอยู่ มีคนเกือบสองพันจากห้ากลุ่มชาิตพันธุ์ที่ยังไม่มีบัตรประชาชน เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ”

ปีที่แล้ว ในวาระครบรอบ 10 ปี มติครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ชาวเลเกาะสุรินทร์ได้ร่วมกับหน่วยงานส่วนต่างๆ เตรียมประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษ แต่วิกฤตโควิดวันนี้ได้ทำให้ความตั้งใจตลอดหลายปีหยุดชะงัก แผนการร่วมกับภาครัฐไม่เดินต่อ จนพวกเขาหันมาจับมือกับพี่น้องกะเหรี่ยงช่วยเหลือเรื่องปากท้องชั่วคราวกันเอง ผ่านโครงการแลก “ข้าวแลกปลา” เอาปลาจากทะเลไปแลกกับข้าวสารจากไร่หมุนเวียน

“ถ้าชาวเลไม่ได้รับคุ้มครองให้กลับไปเข้มแข็งกับวิถีวัฒนธรรมแบบเดิม เขาก็สูญเสียต้นทุนจนอยู่ไม่ได้ อาจจะล่มสลาย”

เรือประมงชาวเลที่จอดรอน้ำขึ้น เพื่อออกไปหาปลา ภาพ-พนม ทะโน/imnvoices.com

ไร้รัฐ ไร้บัตร ติดกับอยู่ตรงกลาง

นอกจากในชนบทแล้ว ยังมีชนชั้นแรงงานที่ทำงานอยู่ในเมือง กลุ่มหนึ่งคือชาวไทใหญ่ หลายคนทำงานอยู่ในเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ทั้งคนที่อยู่ในไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษและคนที่เป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน 

จริงอยู่ว่า นโยบายปิดแคมป์ทำให้แรงงานเคลื่อนย้ายไม่ได้ แต่มากกว่าการ “ติดที่”​ ทางกายภาพ พวกเขายังต้องเผชิญการ “ติดกับ”​ ในช่องว่างระหว่างกฎหมายกับความเป็นจริง 

“นโยบายห้ามเคลื่อนย้ายแรงงาน ทำให้คนที่หนังสืออนุญาตทำงานหมดอายุแล้วต่อทะเบียนไม่ได้ คนไทใหญ่บางส่วนต้องอยู่อย่างผิดกฎหมาย” แสงระวี สุวีรการย์ อุปนายกสมาคมการศึกษาและวัฒนธรรมไทใหญ่ เล่า

“พอมีปัญหาเรื่องเอกสารปุ๊ปก็ถูกนายจ้างกดค่าแรง ไม่สามารถต่อรองได้ ค่าแรงขั้นต่ำทั่วไปสามร้อย กลุ่มนี้ถูกกดเหลือร้อยห้าสิบ แต่เพื่อความอยู่รอดก็ต้องทำ”

เธอเล่าถึงผู้หญิงไทใหญ่คนหนึ่งที่สมาคมเพิ่งได้ติดตามให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ หญิงสาวท้องเจ็ดเดือนถูกสามีทิ้ง เนื่องจากสามีไม่มีงานทำ เธอรู้สึกจนหนทางเมื่อความคิดอยากจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะถูกจำกัดไม่ให้เดินทางข้ามจังหวัด

คนไทใหญ่ท้องถิ่นในไทยหลายคนยังไม่มีบัตรประชาชน จึงเป็นเสมือนคนไม่มีรัฐคุ้มหัว บางคนมีสถานะทางทะเบียนแล้ว แต่อยู่ในสถานะ “เลขหัวศูนย์” ที่มีสิทธิไม่ทัดเทียมสัญชาติไทย จึงเข้าไม่ถึงสิทธิฉีดวัคซีนป้องกันโควิด หรือรับสิทธิ์เยียวยาต่าง ๆ 

นอกจากไร้รัฐ ไร้บัตร ไร้สิทธิเข้าถึงวัคซีนแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือความไม่รู้ เนื่องจากช่องทางลงทะเบียนวัคซีนทั้งหลายล้วนเป็นภาษาไทยที่หลายคนไม่เข้าใจ

“ไม่อยากให้เลือกปฏิบัติในการช่วยเหลือกันเลย สถานการณ์แบบนี้ทุกคนคือเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน จะยิ่งกลายเป็นสร้างความแตกแยกและความเหลื่อมล้ำเพราะทำให้ชาวบ้านรู้สึกแบ่งแยก เหมือนเป็นคนไม่ใช่คน” 

เราไม่ทิ้งกันมาตรการเยียวยาที่ทอดทิ้ง?

ลองนึกภาพ ชนพื้นเมือง 10 คนยืนอยู่ด้วยกัน มีเพียง 1 ในนั้นที่ไม่ถูกทอดทิ้งจากโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน”

จินตนาการนั้นอาจฟังดูน่ากลัว แต่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะคือเรื่องจริงที่เจ็บปวด งานวิจัยโดยมูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ศึกษาว่าชนพื้นเมืองเข้าถึงมาตรการเยียวยาของภาครัฐโควิดระลอกแรกมากน้อยแค่ไหน (มีนาคม – กรกฎาคม 2563) พบว่ามีเพียง 10% ของคนทั้งหมดเท่านั้นที่ได้รับมาตรการดังกล่าวจากพันคน

มูลนิธิฯ สำรวจผลกระทบโควิดและมาตรการเยียวยาจาก 8 ชุมชน 4 ชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงโพล่งในเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ มละบริ จังหวัดน่าน และมันนิกับมอแกนในภาคใต้ เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีปัญหาทับซ้อนหลายอย่างทำให้เปราะบางกว่าแห่งอื่น

เช่นเดียวกับเงิน 5,000 ก้อนนั้น มาตรการเยียวยาช่วงโควิดอื่น ๆ อย่างช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบในครอบครัวยากจน) มีผู้ได้รับแค่ 5.6% ขณะที่มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและประมงซึ่งคนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนี้มีผู้ได้รับเพียง 10% เนื่องจากส่วนหนึ่งไม่มีทะเบียนที่ดินทำเกษตร เป็นผลพวงจากนโยบายทวงคืนผืนป่าทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินทำกิน เช่นที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงน้อยพลังงาน จ.เชียงใหม่

หมู่บ้านน้อยพลังงานยังไม่มีไฟฟ้า ซึ่งกลายเป็นเหตุผลหลักที่แม้พวกเขาจะเข้าถึงสิทธิเยียวยาต่างๆ แต่ชนพื้นเมืองซึ่งมักจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลไร้สัญญาณโทรศัพท์ไม่ได้ “เข้าถึง” จริง ๆ เพราะมาตรการทุกอย่างเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์ทางสมาร์ทโฟน

“งานวิจัยมีข้อเสนอว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควรจะทำงานเชื่อมโยงกันเพราะบางหน่วยงานมีทะเบียนราษฎร รู้ว่ามีใครที่ต้องได้รับการเยียวยาบ้างอยู่แล้วและสามารถเข้าถึงได้เลย นอกจากนี้ควรจะเร่งแก้สถานะสถานะบุคคลไร้สัญชาติให้เร็วแทนการใช้เวลา 4-7 ปี ทำให้หลายคนต้องเสียโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ” กาญจนา มะหรั่น สาวคะฉิ่นหนึ่งในทีมวิจัยอธิบาย…

หากประเทศไทยเป็นเรือเหมือนที่ชาวเลเปรียบเปรยไว้ แล้วเรือลำนี้กำลังรั่ว เราจะเอาชีวิตรอดกันอย่างไร หรือจำเป็นจะต้องทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง?

ปฏิบัติตามคำสั่งกัปตันอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง อีกทางรอดอาจเป็นช่วยเหลือกันเอง

ชาวเล ไทใหญ่ และชนพื้นเมืองกลุ่มอื่นๆ ต่างเริ่มมองหาทางรับมือวิกฤต แนวคิดหนึ่งคือเตรียมแผนรับมือโควิดออกแบบโดยชาติพันธุ์ เริ่มตระเตรียมว่าพื้นที่ไหนจะเป็นพื้นที่กักตัวหรือคลังอาหารชุมชนให้พร้อมรับสถานการณ์

พวกเขาเชื่อว่าเครือข่ายชนพื้นเมืองเข้มแข็งและพร้อมเชื่อมต่อวัฒนธรรมกับภาษาที่แตกต่างแต่นั้นย่อมตั้งอยู่บนการสนับสนุนที่ดี

“พวกเราเชื่อว่าชุมชนจัดการตัวเองได้ แต่รัฐต้องหนุนเสริมให้แข็งแรง กระจายอำนาจส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เอื้อให้ท้องถิ่นที่เป็นคนใกล้ชิดชุมชนนำแผนของชุมชนเป็นพัฒนา นี้ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาจากด้านล่างสู่บนอย่างแท้จริง”

ชมการเสวนาย้อนหลังได้ที่
Facebook: IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

Youtube: IMN Channel 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจาก
United Nations Development Programme (UNDP) in Thailand และ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.)