สายธารชีวิต คน ป่า ณ ดอยช้างป่าแป๋ จังหวัดลำพูน

“อ่อ ก่อ เก่อตอกอ”
กินอยู่กับป่า ต้องดูแลรักษาป่า
“อ่อที เก่อตอที”
ดื่มน้ำ ต้องดูแลรักษาแหล่งน้ำ

ข้อความสั้น ๆ บนป้ายบริเวณทางเข้าหมู่บ้านดอยช้างป่าแป๋ จังหวัดลำพูน เป็นสิ่งแรกที่ต้อนรับผู้มาเยือน ก่อนที่เส้นทางการเรียนรู้ภายในชุมชนจะเริ่มต้นขึ้น

ในตอนนั้น คำกล่าวดังกล่าวอาจดูเป็นเพียงคำขวัญประจำหมู่บ้าน แต่เมื่อได้ใช้เวลาพูดคุยกับผู้คน เดินสำรวจผืนป่า และเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน จึงพบว่าถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อความบนป้ายไม้อีกต่อไป หากเป็นหลักคิดที่ผู้คนยึดถือและปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน

จุดหมายแรกของการเดินทางคือบ่อเก็บน้ำจากตาน้ำของชุมชน ซึ่งอยู่ท่ามกลางร่มเงาของต้นไม้น้อยใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่โดยรอบ พี่หวาน หนึ่งในคณะผู้ร่วมนำทางและเป็นประชากรผู้อาศัยในหมู่บ้านนี้ เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของแหล่งน้ำว่า

“ชุมชนของเรามีแหล่งน้ำที่ไม่เคยแห้ง เราช่วยกันดูแลรักษาพื้นที่รอบ ๆ โดยปลูกต้นกล้วยไว้ น้ำจากที่นี่หล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย หากเราใช้น้ำ เราก็ต้องดูแลน้ำให้สะอาด นี่คือคำสอนของบรรพบุรุษที่ส่งต่อมาถึงพวกเรา”

คำบอกเล่าดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สำหรับชาวดอยช้างป่าแป๋ ต้นไม้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ หากเป็นจุดเริ่มต้นของสายน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งหมู่บ้าน ต้นไม้ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน ก่อนจะค่อย ๆ ส่งผ่านเป็นน้ำที่ใช้ดื่มกิน ใช้ทำการเกษตรและหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนมาตลอดหลายชั่วอายุคน

จากแหล่งน้ำของหมู่บ้าน เส้นทางพาเราเดินต่อไปยังไร่หมุนเวียน ระหว่างทางฝนเริ่มโปรยลงมาเบา ๆ ก่อนที่แสงแดดจะสาดส่องผ่านยอดไม้ในเวลาไม่นาน

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นหัวข้อสนทนาระหว่างการเดินทาง และสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญในยุคที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนมากขึ้น

แม้ชุมชนดอยช้างป่าแป๋จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ แต่สิ่งที่ยังคงปรากฏให้เห็นคือความพยายามในการดูแลผืนป่าต้นน้ำที่เป็นรากฐานของการดำรงชีวิต เพราะผู้คนในชุมชนตระหนักดีว่า หากต้นไม้ยังคงอยู่ สายน้ำก็ยังคงไหล และหากสายน้ำยังคงไหล ชีวิตของผู้คนก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้

“เห็ดนี้กินไม่ได้นะ ไม่ดีกิน”

คำเตือนสั้น ๆ ถึงคณะเดินทาง เมื่อใครบางคนกำลังก้มมองเห็ดดอกหนึ่งที่ขึ้นอยู่ด้วยความสนใจ การตักเตือนสั้น ๆ กลับสะท้อนองค์ความรู้ที่เกิดจากการอยู่ร่วมกับผืนป่ามาอย่างยาวนาน ความรู้เกี่ยวกับพืช อาหาร และทรัพยากรธรรมชาติถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่เติบโตเคียงคู่กับผืนป่า ความรู้เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในตำราเรียน หากแต่อยู่ในประสบการณ์ของผู้คน อยู่ในความทรงจำของชุมชน และยังคงถูกถ่ายทอดผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน

เมื่อเดินทางมาถึงไร่หมุนเวียนที่ด้านข้างมีกระท่อมปลายนา เมื่อได้หันไปตรงหน้าให้มีลมเย็นพัดผ่าน ภาพปรากฏชัดคือ ภาพของท้องนาสีเขียวที่กำลังเติบโตขณะที่หมอกสีขาวค่อย ๆ เคลื่อนตัวปกคลุมอยู่ท่ามกลางภูเขาและผืนป่าที่โดยรอบ

แทนคำอธิบายสายธารแห่งชีวิตได้ชัดเจนที่สุด

ต้นไม้บนพื้นที่ต้นน้ำช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนป่า สายน้ำจากป่าหล่อเลี้ยงนาข้าว และนาข้าวก็กลายเป็นอาหารของผู้คนในชุมชน ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่เดียวที่ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ต้นไม้กักเก็บน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงผืนนา ผืนนาหล่อเลี้ยงผู้คน และผู้คนช่วยกันดูแลผืนป่าให้ยังคงอยู่ เพราะป่าไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ หากเป็นรากฐานของน้ำ อาหาร ภูมิปัญญา และการดำรงอยู่ของชุมชน

ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากภาวะโลกรวน ชุมชนแห่งนี้อาจไม่ได้มีคำตอบสำหรับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กำลังแสดงให้เห็นว่า การดูแลธรรมชาติเริ่มต้นจากความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับทรัพยากรที่พวกเขาพึ่งพา

เมื่อถึงเวลาต้องเดินทางกลับ ป้ายไม้บริเวณทางเข้าหมู่บ้านยังคงตั้งอยู่ที่เดิม

“อ่อ ก่อ เก่อตอกอ”
กินอยู่กับป่า ต้องดูแลรักษาป่า
“อ่อที เก่อตอที”
ดื่มน้ำ ต้องดูแลรักษาแหล่งน้ำ

ตลอดการเดินทางในดอยช้างป่าแป๋ คำกล่าวเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงบนป้ายไม้ แต่สะท้อนอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ผ่านการดูแลแหล่งน้ำ การรักษาผืนป่า และการส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เช่นเดียวกับคติประจำหมู่บ้านที่กล่าวว่า

“ข้าวอร่อย คนดี มีคุณธรรม”

คำกล่าวนี้อาจสะท้อนตัวตนของชุมชนดอยช้างป่าแป๋ได้ดีที่สุด เพราะนอกจากจะบอกเล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดจากผืนป่าและสายน้ำแล้ว ยังสะท้อนถึงคุณค่าของผู้คนที่ตระหนักว่า การได้รับประโยชน์จากธรรมชาติย่อมมาพร้อมกับหน้าที่ในการดูแลรักษา เพื่อส่งต่อผืนป่า สายน้ำ และวิถีชีวิตเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต

และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดที่ชุมชนดอยช้างป่าแป๋กำลังบอกเล่าผ่านวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของพวกเขา ว่าเมื่อมนุษย์ดูแลป่า ป่าก็จะดูแลมนุษย์เช่นกัน

เขียน: อะเลมิ หลี่ผะ

บันทึกจากการเดินทางร่วมกิจกรรม เวิร์กช็อปสื่อชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อรับมือกับข้อมูลเท็จด้านสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2 จัดโดย IMN ร่วมกับ K4D และสนับสนุนโดย IMS