เธอทรุดตัวลงนั่งข้างร่างไร้ลมหายใจของแม่ ก่อนเอ่ยประโยคที่แม่เฝ้ารอมาทั้งชีวิต
“แม่กลับบ้านได้แล้วนะ”
“แต่ขอโทษที่มันสายเกินไป”
‘หมี’ นิตยา เอียการนา พูดพลางก้มกราบเท้าผู้เป็นดั่งแสงนำทางชีวิต สตรีชาวม้งผู้มีชะตาซึ่งแบกความหวาดกลัวติดตัวจนวินาทีสุดท้าย…ความกลัวว่าจิตวิญญาณของเธอจะไร้บ้านให้กลับตลอดกาล

12 ปี คือระยะเวลาที่แม่ของนิตยามีชีวิตอยู่โดย ‘ไร้บ้าน ไร้ตระกูล’ บ้านที่ไม่ใช่แค่หลังคา หรือสถานที่ที่มีเตียงอุ่นให้ซุกกาย แต่คือ ‘บ้านของจิตวิญญาณ’ ที่มีสายใยของบรรพบุรุษคอยคุ้มครอง, รับขวัญ และคอยบอกตัวตนว่าเราเป็นใคร
ตามจารีตของม้ง เมื่อผู้หญิงแต่งงานออกเรือนไปแล้ว นั่นหมายถึงเธอได้ตัดขาดจากตระกูลเดิมเพื่อเข้าสังกัดตระกูลของสามีโดยสมบูรณ์ และหากวันหนึ่งที่ชีวิตคู่ต้องแยกทาง ไม่ว่าจะเพราะความรุนแรง การสูญเสีย หรือเพียงความเหนื่อยล้า เธออาจกลับมาใช้ชีวิตกับลูกหลานได้ แต่จิตวิญญาณของเธอไม่อาจกลับตระกูลเดิมได้อีก หากไม่ได้รับการประกอบพิธีรับกลับโดยผู้ชายในตระกูล
แม่ของนิตยาติดอยู่ในช่องว่างนี้นานกว่าทศวรรษ เพราะแม้ว่าชีวิตภายนอกของเธอจะสุขสบายตามอัตภาพในบ้านของลูกสาวและหลาน แต่ชีวิตด้านในกลับต่างออกไป เธอไม่มีสังกัดตระกูล ไม่มีบ้านบรรพบุรุษให้หยั่งรากทางใจ ไม่มีชายคาความเชื่อใดต้อนรับ
จนกระทั่งวันที่แม่ไม่ตื่นขึ้นมาอีก ความเงียบที่ถูกกดทับมานานจึงแตกออกเป็นวงเจรจายาวข้ามคืนในสายตระกูล ระหว่างธรรมเนียมดั้งเดิมและความหวังใหม่ของผู้หญิงม้ง
เรื่องราวต่อไปนี้ ไม่ใช่เพียงการพาร่างแม่กลับสู่บ้านบรรพบุรุษ แต่คือการเปิดม่านให้เห็นโครงสร้างที่กดทับผู้หญิงม้งมาทั้งชีวิต ตั้งแต่โต๊ะอาหารที่ไร้เก้าอี้สำหรับสตรี พิธีกรรมที่เกือบปิดประตูใส่ผู้หญิงที่ล่วงลับ และเรื่องราวของลูกสาวคนหนึ่งที่ต่อสู้กับระบบอำนาจเชิงวัฒนธรรม ที่เผยให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเพียงหนึ่งครั้ง กำลังสั่นสะเทือนธรรมเนียมที่สืบทอดมาหลายชั่วคนได้เพียงใด
โต๊ะอาหารที่ไร้เก้าอี้สำหรับหญิงม้ง
นิตยาเติบโตมาภายใต้โลกสองใบที่ซ้อนทับกันอยู่เสมอ
โลกหนึ่งคือชุมชนชาวม้งตีนเขาในจังหวัดน่าน ในบ้านหลังใหญ่ที่มีญาติพี่น้องอาศัยร่วมกัน ในบ้านที่คนในชุมชนมักแวะเวียนเข้ามาปรึกษาหารือกับปู่ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนตั้งแต่เช้าตรู่จนมืดค่ำ
ส่วนอีกโลกหนึ่ง คือพื้นที่เงียบแคบของการเป็น ‘ลูกสาว’ ที่ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ยังเล็กว่ามีเส้นแบ่งบางอย่างที่เธอไม่ควรก้าวข้าม
บนโต๊ะอาหารเป็นหนึ่งในความทรงจำแรกที่สอนเธอว่า เส้นแบ่งนั้นคืออะไร
โต๊ะไม้ตัวเดิมที่เธอช่วยแม่และเหล่าสะใภ้จัดเตรียมสำรับอาหาร เตรียมน้ำ และตักข้าวให้ผู้ชายทุกคนในบ้าน โต๊ะตัวนั้นไม่มีเก้าอี้สำหรับผู้หญิง
“เราโตขึ้นมาในสถานะที่ไม่ได้กินข้าวบนโต๊ะ ผู้หญิงห้ามนั่งกินข้าวบนโต๊ะ ต้องกินข้าวทีหลังผู้ชาย ผู้หญิงมีหน้าที่หุงข้าว เตรียมอาหาร ตักน้ำ เราถูกสอนมาตลอดว่างานเหล่านี้คือหน้าที่ของลูกสาว”
สำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง นี่ไม่ใช่แค่มารยาทในบ้าน แต่คือบทเรียนแรกของระบบที่บอกเธอว่า ‘ที่นั่งของผู้หญิงไม่ได้อยู่บนโต๊ะ’ และโต๊ะตัวนั้น คือภาพแทนของโอวาทบุรุษทั้งหมดที่ผู้หญิงต้องนอบน้อมทำตาม
หน้าที่ของผู้หญิงปรากฏผ่านกิจวัตรของแม่และสะใภ้ในบ้าน พวกเธอตื่นก่อนฟ้าสาง หอบร่างไปทำไร่ทำสวน หุงหาอาหาร รับผิดชอบเลี้ยงลูกหลาน คอยหาน้ำท่าต้อนรับแขกเหรื่อที่มาหาผู้นำไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แต่อย่าเชียว… บริการเสร็จแล้วจงรีบปลีกตัวไปให้ห่างจากวงสนทนาของบุรุษ แม้หัวข้อวงสนทนานั้นจะส่งผลต่อชีวิตของผู้หญิงคนใดคนหนึ่งในบ้านก็ตาม
นั่นคือบทเรียนของนิตยาในฐานะลูกสาว …บ้านทั้งหลังขับเคลื่อนด้วยแรงของผู้หญิง แต่พื้นที่ในการคิด ตัดสินใจ และพูดคุยเรื่องสำคัญกลับปิดตายสำหรับพวกเธอ นั่นเพราะสิทธิของผู้หญิงในบ้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ แต่ขึ้นอยู่กับ ‘เพศ’ ของเธอเท่านั้น
ในวันที่นิตยาโตพอจะตั้งคำถามถึงภาพตรงหน้า แม่มักบอกว่า “แม่ก็ไม่ค่อยรู้อะไร” หรือ “ไม่รู้สิ เขาทำกันมาแบบนี้”
ประโยคนี้เป็นทั้งเกราะป้องกัน ความเหนื่อยล้า และพันธนาการในคราวเดียวกัน เพราะทั้งชีวิตแม่ถูกสอนให้เงียบจนเคยชิน จนเธอเชื่อว่าการไม่ตั้งคำถามคือหนทางรอด
“แม่มักบอกเสมอว่า ถ้าแม่เกิดในสมัยนี้ แม่จะไม่เลือกทางเดินชีวิตตัวเองแบบนี้ เป็นเรื่องที่เราชอบแลกเปลี่ยนกัน…ก่อนที่แม่จะจากไป”
ผู้หญิงจะมีค่า ต่อเมื่อเป็นเมีย
นิตยาเล่าว่า แม่แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ใต้ร่มเงาของสามี ดูแลบ้าน ดูแลลูก และอยู่กับการตัดสินใจที่ไม่เคยเป็นของตัวเอง จนวันที่สามีเสียชีวิต แม่เหมือนถูกผลักเข้าสู่ช่องว่างที่ไม่มีคำอธิบาย ที่ซึ่งผู้หญิงม้งจำนวนมากต้องยืนอยู่ เมื่อไม่มีสามีเป็นผู้กำหนดชีวิตอีกต่อไป
“ช่วงที่แม่ยังอยู่กับพ่อ ทั้งคู่ทะเลาะกันบ่อย แต่แม่ไม่เคยกล้าเลิก แม่บอกว่าเลิกไม่ได้ เพราะกลับบ้านเดิมไม่ได้ ต้องทนอยู่อย่างนี้
“พอพ่อจากไป แกก็ไม่รู้ว่าจะต้องพึ่งใคร แกมองว่าต้องพึ่งผู้ชายอีกคน เลยไปแต่งงานใหม่ เชื่อมั่นว่าสามีคนใหม่จะกลับมาดูแลลูกๆ ของแก แต่กลับไม่ใช่แบบนั้น”
สามีคนใหม่กลายเป็นความหวังและที่พึ่งของแม่ในการดูแลลูกๆ แต่สุดท้ายครอบครัวใหม่ไม่อาจพยุงชีวิตแม่ได้จริง กระทั่งในเวลาต่อมา สามีใหม่ก็จากไปเช่นกัน
หลังการสูญเสียครั้งนั้น นิตยารับแม่มาอยู่ด้วยกันในจังหวัดเชียงใหม่ ชีวิตภายนอกดูสงบและสบาย หลานๆ รายล้อม ได้เดินทางพักผ่อน เป็นอิสระจากพันธนาการการแต่งงานในแบบที่ผู้หญิงม้งจำนวนมากไม่เคยได้สัมผัส
แต่เบื้องลึกในใจแม่ เธอกลับ ‘ไร้บ้านทางจิตวิญญาณ’ อยู่นานหลายปี
เมื่อจิตวิญญาณไร้บ้าน
นิตยาเล่าว่า หลังสามีใหม่ของแม่เสียชีวิต ครอบครัวของเขาส่งข่าวมาถามว่า “จะเอาอย่างไรต่อ” ในความหมายว่า “ต่อจากนี้จะให้แม่สังกัดตระกูลไหน?”
ตามหลักแล้ว แม่ยังคงอยู่สังกัดตระกูลสามีใหม่ได้ หากไม่มีใครคัดค้าน
แต่แม่ไม่อยากอยู่ที่นั่น…แม่อยากกลับไปอยู่ตระกูลของสามีคนแรก เพราะเธอไม่ต้องการเป็นคนนอกในตระกูลที่ลูกๆ อยู่ ประกอบกับช่วงนั้นกระแสโครงการ ‘รับลูกสาวกลับบ้าน’ เริ่มเป็นที่พูดถึง แม่จึงเห็นความหวังริบหรี่ว่า เธออาจได้กลับบ้านในความหมายทางจิตวิญญาณ
“พอทางนั้นถามมา ตอนนั้นตระกูลบ้านเรารับปากหนักแน่นว่า จะไปรับแม่กลับมา โดยส่งตัวแทนคนที่เป็นตระกูลเดียวกันไปรับกลับมาชั่วคราวก่อน
“แต่หลังจากพิธีรับตัวชั่วคราวเสร็จ เราไปคุยกับผู้ใหญ่ในตระกูลอีกที กลายเป็นว่า เขาบอกว่า รับแม่กลับมาไม่ได้แล้ว”
นับจากวันนั้น แม่ของนิตยาจึงไม่สังกัดตระกูลใดเลย
ไม่ใช่ของสามีใหม่
ไม่ถูกตระกูลสามีเก่ายอมรับ
และไม่อาจกลับไปหาบรรพบุรุษของพ่อแม่ตัวเองได้
นี่คือสภาวะของ ‘คนเร่ร่อนทางจิตวิญญาณ’ สถานะที่คนม้งเชื่อว่าหนักที่สุดในชีวิตมนุษย์
แม่เริ่มล้มป่วยเพราะความกลัวที่ฝังลึก เธอไปดูหมอ ดูคนทรง หลายคนบอกตรงกันว่า “ขวัญของแม่กระเจิดกระเจิง ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีบรรพบุรุษรองรับ” ยิ่งในความเชื่อม้ง นั่นหมายถึงไม่มีใครคุ้มครอง ทำบุญก็รับไม่ได้ ตายแล้วก็ไม่รู้ว่าวิญญาณจะไปอยู่ที่ไหน
“เราเคยให้แม่ลองคิดดูว่า แม่สบายกว่าคนอื่น แม่มีกินมีใช้ แม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ทำไมแม่ยังยึดติดกับเรื่องนี้ ทำไมแม่ไม่หลุดพ้น แม่ลองเปลี่ยนศาสนาไหม ไปเป็นคริสต์ก็ได้ หรือมาเป็นพุทธเหมือนเราก็ได้
“แต่แกบอกว่า …ไม่ใช่แบบนั้น เขาเป็นม้งแบบดั้งเดิม เขาอยากกลับไปหาบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในความสุขบั้นปลายชีวิตของแม่ ปมนี้เลยทำให้แม่เกิดความกลัว”
การเจรจาที่ปิดตายของ ‘แม่’
หลายปีที่ผ่านมา นิตยาเล่าว่า มีความพยายามเจรจาครั้งใหญ่สองครั้งเพื่อหาทางออกให้แม่ได้กลับบ้าน
ในการเจรจาครั้งแรก ผู้ใหญ่ในชนเผ่าม้งกล่าวว่า การแต่งงานใหม่คือการตัดขาดครอบครัวเดิมอย่างสมบูรณ์ ไม่อาจย้อนกลับได้ แม้เวลาผ่านไปหลายปี และแม้ลูกๆ จะยืนกรานว่าต้องการให้แม่กลับมาอยู่ในตระกูลเดียวกับพวกเขา แต่เสียงนั้นไม่เพียงพอจะฝ่าระบบที่ยึดโยงด้วยความเชื่อโบราณ
“ก่อนแม่เสีย ผู้อาวุโสเสนอทางเลือกว่า ให้น้องชายของพ่อเรา มาขอแม่กลับไปเป็น ‘ภรรยาในนาม’ เพื่อให้แม่กลับมาอยู่ดูแลลูก และกลับเข้าสู่สายบรรพบุรุษได้อีกครั้ง
“แต่อีกฝั่งมีเสียงคัดค้านว่า ถ้าเอามาเป็นภรรยาต้องอยู่กินกันฉันสามีภรรยาเลย อยู่กันในนามเฉยๆ ไม่ได้ พวกลูกๆ ไม่เห็นด้วย เลยล้มการเจรจาครั้งนั้นไป”
การเจรจาครั้งที่สองเกิดขึ้นในเวลาต่อมา แต่คราวนี้แทนที่จะเปิดทาง ผู้หลักผู้ใหญ่บางส่วนกลับย้อนความผิดทั้งหมดกลับมาที่แม่ของนิตยา ว่า “ทำไมไม่อยู่เฉย ๆ ทำไมต้องไปแต่งงานใหม่ ตอนนี้จะมาเรียกร้องอะไร”
โดยในกรอบคิดแบบเก่า ผู้หญิงที่ ‘เลือกแต่งงานใหม่’ จะถูกมองว่าเป็นฝ่ายตัดขาดตระกูล จึงไม่ควรมีสิทธิ์กลับมาหรือเรียกร้องใดๆ การเจรจารอบนี้จึงล้มเหลว และปิดประตูความหวังของแม่อย่างแท้จริง
แล้ววันหนึ่ง…แม่ก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
เช้าวันนั้น นิตยาปลุกแม่เหมือนเช้าที่ผ่านมา แต่ร่างของแม่สงบนิ่ง มือตกข้างลำตัว ราวกับคนที่เหนื่อยเกินกว่าจะรอความหวังใดๆ
“คืนนั้นแกนอน แล้วจากไปเลย”
ทันทีที่ข่าวกระจายออกไป วงเจรจาครั้งที่สามจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทว่าไม่ใช่เพื่อผู้หญิงที่ยังมีชีวิต แต่เพื่อร่างอันไร้วิญญาณของแม่ ที่รอคอยจะได้กลับบ้านบรรพบุรุษจนนาทีสุดท้าย
นี่ไม่ใช่การพาลูกสาวกลับบ้าน ไม่ใช่การพาแม่กลับบ้าน แต่คือการพา ‘ผู้หญิงหม้ายที่ตายไปแล้ว’ กลับบ้าน สิ่งที่ในประวัติศาสตร์ของม้งแทบไม่เคยมีใครทำสำเร็จ
ประตูที่ปิดใส่ผู้หญิงม้งครั้งแล้วครั้งเล่า
ในโลกภายนอก ‘นิตยา เอียการนา’ คือหนึ่งในผู้นำทางความคิดของผู้หญิงม้ง
เธอเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง เป็นผู้อำนวยการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) เป็นผู้ที่ขึ้นไปพูดบนเวทีระดับชาติเรื่องความเท่าเทียม และได้รับความเคารพจากทุกแซ่ ทุกตระกูลในหมู่ชาวม้ง
แต่เมื่อใดก็ตามที่เธอย่างเท้าสู่บ้านของตัวเอง เธอกลายเป็นเพียง ‘ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้ว’ เป็นเพียงคนนอกตระกูล ที่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปอยู่ในวงตัดสินใจ ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะถามว่า ‘ทำไมแม่ถึงกลับบ้านไม่ได้’
ความจริงที่โหดร้ายคือ อำนาจทางวัฒนธรรมในหลายชุมชนม้งแบบดั้งเดิม ไม่ได้มอบให้กับคนที่รู้และทำงานหนัก แต่ถูกผูกไว้กับเพศเพียงอย่างเดียว
นิตยาเล่าว่า “มันน่าเจ็บปวดกว่าอะไรทั้งหมด” เพราะในคืนที่ตัดสินชะตาแม่ของเธอ บทบาท ‘ผู้นำระดับประเทศ’ กลับไม่มีความหมายใด เธอเป็นได้เพียงลูกสาวที่ต้องยืนรอฟังข่าวจากน้องชายผ่านปลายสายโทรศัพท์เท่านั้น
ข่าวการเสียชีวิตของแม่นิตยากระจายไปทั่วทุกทิศในหมู่คนม้ง พร้อมกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา ไม่ใช่จากคนในตระกูลเท่านั้น แต่จากเครือข่ายผู้หญิง ผู้นำทั้ง 18 แซ่ และชุมชนที่รู้ว่า ถ้าปล่อยให้ผู้หญิง ‘ตายโดยไร้บ้าน’ จะเป็นแผลลึกต่อผู้หญิงทุกคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ จะกลายเป็นความขัดแย้งที่ถูกผูกเงื่อนต่อไปอีกหลายสิบปี และส่งผลให้ขบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่พยายามทำกันมาถอยหลังไปหลายก้าว
“พอแม่เสียก็เกิดวงหารือใหญ่มาก ถ้าเอาตามแบบดั้งเดิมคือ ศพแม่ไม่สามารถตั้งในบ้านได้ ต้องตั้งนอกบ้าน หรือห้องครัว แล้วทำพิธีให้แม่ได้เล็กๆน้อยๆ แล้ววิญญาณของแม่จะล่องลอยไป เวลาเราส่งอาหารหรือว่าทำบุญอะไรแกจะไม่ได้รับ”
คืนนั้น การเจรจาของตระกูลเริ่มตั้งแต่ก่อนเที่ยงวัน ลากยาวไปจนเที่ยงคืน แตกเป็นอีกวงตอนตีห้า และยังดำเนินต่อไปจนถึงสิบโมงเช้าของวันถัดมา
โทรศัพท์จากน้องชายนิตยาดังขึ้นเป็นระยะ รายงานการโต้เถียงของผู้ใหญ่ รายงานข้อเสนอที่โหดร้าย เช่นว่า
“เอาร่างแม่ไปไว้ในบ้านที่ไม่มีหิ้งบรรพบุรุษ หรือไม่ก็เอาไปไว้ในห้องครัว นี่ถือว่าเอ็นดูมากแล้ว หรือถ้าคุณไม่ยอมแบบนี้ก็ไม่ต้องขนร่างแม่กลับมา ให้ทำที่บ้านลูกสาวเลย ไม่ต้องขนกลับบ้านที่นี่”
ประโยคเหล่านี้ทำให้นิตยาต้องกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ เธอรู้ว่ามันไม่ใช่แค่การปฏิเสธแม่ของเธอ แต่เป็นการปฏิเสธผู้หญิงม้งทั้งรุ่นที่กำลังต่อสู้เพื่อกลับบ้านในความหมายของศักดิ์ศรี
ค่ำคืนแห่งการต่อรอง เดิมพันของผู้หญิงม้ง
ท่ามกลางความขัดแย้งนั้น บางคนเริ่มเสนอทางออกที่ยอมไม่ได้ บางคนยืนกรานว่าทำไม่ได้เพราะ ‘ผิดผี’ บางคนใช้ ‘คำสาป’ มาขู่ลูกหลาน แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ใหญ่บางคนยืนหยัดสู้ท่ามกลางวงสนทนา เพราะเขาเองเห็นว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่อยากกลับบ้าน และเขารู้ดีว่าถ้าเรื่องนี้ไม่เปิดประตู จะไม่ใช่แค่แม่ของนิตยา แต่ผู้หญิงอีกหลายคนจะตายอย่างไร้บ้านเช่นกัน
แม้ฝั่งหนึ่งจะถือธรรมเนียมไว้แน่น แต่อีกฝั่งทั้งน้องชายของนิตยา คุณอาทั้งหลายที่แม่เคยเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเยาว์ ก็เคียงข้างกันฝ่าจารีตดั้งเดิมเพื่อคืนอำนาจที่ถูกพรากไปกลับคืนสู่ผู้หญิงม้ง
“สายตระกูลของเราใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน แล้วทุกคนก็มารวมตัวกัน เอาผู้นำผู้รู้มาคุยกันว่ารับแม่กลับตระกูลไม่ได้เพราะอะไร จนท้ายที่สุด เขาบอกว่าถ้าจะเอาแม่กลับมาตระกูลนี้ มันเหมือนกับถูกสาปแช่งมาว่า อนาคตถ้าเกิดเรื่องไม่ดี ลูกหลานจะไม่เจริญ คุณต้องยอมรับสภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้
“เราคุยกับน้องชายว่า เขารับได้ไหม ถ้าหากในอนาคตเกิดอะไรขึ้น น้องชายบอกว่า น้องชายรับได้ทุกอย่าง”
คำพูดนั้นคือความกล้าของน้องชายที่ยืนหยัดแทนพี่สาวที่พูดไม่ได้ คือการค้ำจุนโครงสร้างที่ผู้หญิงไม่อาจแตะ และคือเสียงที่ทำให้ผู้ใหญ่บางคนหันมามองปัญหานี้ใหม่
จากแรงกดดันจากเครือข่ายผู้หญิง เสียงเรียกร้องจากแซ่ต่างๆ การลุกขึ้นสู้ของคนม้งรุ่นใหม่ และความมุ่งมั่นของลูกๆ และคุณอา ที่สุดแล้ว กำแพงวัฒนธรรมที่เคยแข็งที่สุดก็เริ่มอ่อนลง จนกระทั่งช่วงสายของวันถัดมา คำที่ทุกคนรอคอยก็หลุดออกมาจากปากผู้ใหญ่ที่สุดในตระกูล
“เอาแม่กลับบ้านได้”
คำไม่กี่คำ สั่นสะเทือนหัวใจของนิตยามากกว่าการต่อรองข้ามวันข้ามคืน มันคือชัยชนะที่แลกด้วยน้ำตา ความพยายาม ความรัก และความสูญเสีย คือสิทธิที่แม่ควรจะได้รับตอนยังมีลมหายใจ คือประตูบ้านที่ถูกเปิดช้าเกินไปสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง
นิตยาเดินเข้าไปหาร่างของแม่ ทรุดตัวลง หน้าผากของเธอแตะเท้าแม่อย่างอ่อนโยนราวกับขอโทษต่อทุกขวบปีที่ปล่อยให้แม่ต้องรอคอย
“แม่กลับบ้านได้แล้วนะ …ขอโทษที่สายเกินไป”
‘งานศพ’ ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์
ในงานศพ ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในบ้านตระกูล พิธียังคงดำเนินไปตามระบบเดิม ผู้ชายเป็นผู้นำพิธี ลูกชายและลูกสะใภ้รับหน้าที่สำคัญ และส่วนนิตยามีหน้าที่ยืนอยู่ริมพิธีในฐานะ ‘แขก’ มากกว่าลูกสาวเจ้าของงาน
“ตามวิถีม้ง คนที่มีบทบาทคือลูกสะใภ้กับลูกชาย ทำหน้าที่ขอบคุณหรือดูแลแขกผู้ใหญ่ ส่วนลูกสะใภ้ก็ต้องดูแลร่างแม่ นอนเฝ้าร่างแม่ ลูกสาวที่แต่งงานออกไปจะเหมือนแขก เพราะว่าเราไม่ได้เป็นสมาชิกในบ้านนั้นแล้ว”
แม้ดูเหมือนทุกอย่างเปิดทาง แต่ความตึงเครียดเก่ายังหลงเหลือให้เห็น เช่น หมอแคนและหมอตีกลองในหมู่บ้านปฏิเสธที่จะมาร่วมทำพิธีกรรม จนต้องไปหามาจากหมู่บ้านอื่น เรื่องนี้ดูเหมือนยิบย่อย แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่าไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วยกับการเปิดประตูครั้งนี้
ระหว่างที่พิธีดำเนินไป กลุ่มผู้หญิงจากเครือข่าย 18 แซ่ ถือโอกาสตั้งวงเสวนากลางงานศพเพื่ออธิบายเหตุผลของการเคลื่อนไหว เป็นครั้งแรกที่งานศพกลายเป็นพื้นที่สาธารณะให้ผู้คนเรียนรู้ว่าความกลัวเรื่อง ‘ผิดผี’ ไม่เคยมีหลักฐานรองรับมากไปกว่าความเคยชินที่สืบทอดกันมา
ผู้นำแซ่ระดับประเทศหลายคนเดินทางมาร่วมงานจนเกือบเป็นเสมือนเวที MOU ไม่เป็นทางการ ทุกคนรู้ดีว่าเรื่องนี้จะถูกอ้างอิงในอนาคต ไม่ใช่เพราะเป็นงานศพของแม่ใครคนหนึ่ง แต่เพราะมันเป็น ‘กรณีแรกของชาวม้ง’ ที่ลูกสาวพาแม่ผู้ล่วงลับกลับคืนตระกูลเดิมได้
เมื่อทุกอย่างจบลง นิตยาบอกตรงๆ ว่าเธอเองไม่คิดว่าต้องเจอเรื่องนี้ในชีวิตของตัวเอง
ที่ผ่านมา เธอคือคนหาเงิน หาโครงการ สนับสนุนให้ผู้หญิงม้งคนอื่นต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่วันที่เรื่องเกิดขึ้นกับแม่ เธอกลายเป็นคนที่ทำอะไรไม่ถูก และต้องยกหูขอความช่วยเหลือเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เธอเคยช่วย
“ผู้นำหลายคนโทรมาบอกว่า ถ้าต้องจัดงานศพแม่ข้างนอกบ้าน ก็ไม่ต้องไปเคลื่อนงานเรื่องรับลูกสาวกลับบ้านอีกแล้ว เพราะถ้าแม่ของตัวเองยังทำไม่ได้ งานนี้ก็ไม่มีความหมายอะไร”
ผู้หญิงม้งจะไม่โดดเดี่ยว
เรื่องของแม่และนิตยา เผยให้เห็นความจริงที่ผู้หญิงม้งทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครพูดออกมาดังๆ ว่า คุณค่าของผู้หญิงในวัฒนธรรมนี้ถูกผูกไว้กับผู้ชายเสมอ
ลูกสาวจะมีค่า ก็ต่อเมื่อมีพ่อ
หญิงสาวจะมีค่า ก็ต่อเมื่อมีสามี
ภรรยาจะมีค่า ก็ต่อเมื่อมีลูกชาย
“ในสังคมม้ง ถึงแม้ว่าเรามีบทบาททางสังคมที่ดี ทำงานเก่งแค่ไหน แต่พอเรากลับไปอยู่ในบ้าน เราก็ยังเป็นแค่ลูกสาว ที่คุณค่าไม่เทียบเท่ากับลูกชายเสเพลคนหนึ่ง”
อย่างที่นิตยาว่า …แม้ลูกสาวจะคอยดูแลพ่อแม่ ส่งเสียครอบครัว แบกรับภาระของบ้านได้แค่ไหน พวกเธอจำนวนมากยังไร้ที่ยืนในตระกูล นี่คือจารีตที่แข็งตัวมานาน จนไม่ทันเห็นว่าโลกภายนอกเปลี่ยนแล้ว วิถีครอบครัวเปลี่ยนแล้ว บทบาทผู้หญิงเปลี่ยนแล้ว แต่ธรรมเนียมหลายอย่างยังยืนอยู่ในโครงสร้างเดิม ราวกับจะทดสอบว่าผู้หญิงจะอดทนได้แค่ไหน
“การทำงานของเราไม่ใช่เพื่อให้ใครเลิกกัน แต่เพื่อช่วยผู้หญิงที่เลิกไปแล้ว ไม่ต้องกลับไปติดอยู่ในวงจรเดิม ให้เธอยืนบนขาของตัวเองและกลับมาเป็นลูกสาวของพ่อแม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ต้องหาทางออกที่ผิดเพราะไม่มีที่พึ่ง แม้จะมีกระแสกล่าวหาว่าการขับเคลื่อนของเราทำให้คนเลิกกันง่ายขึ้น แต่เป้าหมายจริงของเราคือการคุ้มครองคนที่เจ็บปวดอยู่แล้วต่างหาก”
เรื่องของนิตยาจึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า จารีตที่แข็งเกินไปอาจไม่ได้ปกป้องใครอีกต่อไป แต่มันกำลังทำร้ายผู้หญิงจำนวนมาก บังคับให้ต้องทนอยู่ในชีวิตคู่ที่เจ็บปวดเพราะกลับบ้านไม่ได้ บังคับให้ต้องแต่งงานใหม่เพื่อให้จิตวิญญาณมีที่พึ่ง บังคับให้ลูกสาวหลบอยู่หลังวงตัดสินใจโดยไม่สมัครใจ
นิตยารู้ดีว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของแม่เธอ ผลลัพธ์คงไม่เป็นแบบนี้
แม้ความเปลี่ยนแปลงจะยังช้าและสะดุดอยู่ในหลายจุด แต่นิตยาเลือกมองด้วยสายตาที่เห็นว่า วัฒนธรรมทุกอย่างเคยเกิดขึ้นด้วยเหตุผลของยุคสมัย สิ่งที่ดีในพันปีที่แล้วอาจไม่ดีในวันนี้ และสิ่งที่เคยช่วยให้ชุมชนอยู่รอด อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้หญิงในยุคปัจจุบันได้
เธอไม่ได้ต่อสู้เพื่อทำลายวัฒนธรรม แต่เพื่อทำให้วัฒนธรรม ‘อยู่ได้ในปัจจุบัน’ เป็นวัฒนธรรมที่ไม่ทอดทิ้งลูกสาว ไม่ทำให้ดวงจิตของผู้หญิงต้องเร่ร่อน และไม่ผูกว่าคนคนหนึ่งมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมีผู้ชายกำกับ
นิตยารู้ดีว่างานขับเคลื่อนยังต้องเดินต่อไป ยังต้องเผชิญกับการเป็น ‘ผู้หญิงคนเดียวในห้อง’ อีกหลายครั้ง แต่เธอเชื่อว่าหลังกำแพงบานแรกถูกเปิด จะไม่มีผู้หญิงม้งคนใดต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และการกลับบ้านจะไม่ใช่เรื่องต้องห้ามอีกต่อไป
หมายเหตุ: ธรรมเนียมว่าด้วยสิทธิของผู้หญิงหลังแต่งงานในสังคมม้งมีความแตกต่างกันตามแต่ละชุมชน แต่ละตระกูล และแต่ละผู้นำความเชื่อ ปัจจุบันหลายพื้นที่ได้ปรับวิถีให้เท่าเทียมมากขึ้นแล้ว แต่ในบางหมู่บ้านยังคงยึดถือกฎดั้งเดิมอย่างเข้มงวด กรณีนี้เกิดเฉพาะในบางชุมชนที่ยังถือจารีตดั้งเดิม ไม่ใช่ภาพรวมของม้งทุกพื้นที่
เขียนและเรียบเรียง: อรสา ศรีดาวเรือง