ประเทศไทย มีชาติพันธุ์มากกว่า 60 กลุ่ม คิดเป็นจำนวนประชากรประมาณ 10 ล้านคน (หรือ 1 ใน 7 ของจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ) แต่ในสนามการเลือกตั้งปี 2569 นี้นโยบายเพื่อคนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองกลับกลายเป็นเพียงไม้ประดับการหาเสียง ที่ขาดความชัดเจนในเชิงปฏิบัติ
การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จึงตามมาด้วยคำถามสำคัญที่ว่านโยบายพรรคการเมือง “มองเห็น” ชนเผ่าพื้นเมืองจริงหรือไม่? สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองชวนนักวิชาการ และแกนนำชนเผ่าพื้นเมือง มาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายพรรคการเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. และการทำประชามติรัฐธรรมนูญ
ใน IMN Live Spacial EP.#21 หัวข้อ:“ชนเผ่าพื้นเมือง: อยู่ตรงไหน ในสมการการเลือกตั้ง 2569” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 19.00–20.00 น.

ชาติพันธุ์ “มีชื่อแต่ไร้อำนาจ” บนสมการเลือกตั้ง
“เราไม่ได้ต้องการพรรคการเมืองที่บอกว่าจะมาช่วยเรา แต่เราต้องการพรรคการเมืองที่ยอมรับว่าเราเป็นเจ้าของเสียงและอำนาจในประเทศนี้ร่วมกัน”
ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชี้ให้เห็นว่าการพูดถึงกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ในการเมืองไทย ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการยอมรับทางวัฒนธรรม แต่ต้องหมายรวมถึงการยอมรับสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองด้วย
แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จะเป็นก้าวสำคัญในการรับรองอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่ยังไม่แตะถึงแก่นของอำนาจ นั่นคือสิทธิในการจัดการวัฒนธรรม พื้นที่ และทรัพยากรของตนเองอย่างแท้จริง
“การเลือกตั้งครั้งนี้ ผมมองว่าชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองมีชื่อแต่ไร้เสียง”
อ.สุวิชานตั้งคำถามว่า โครงสร้างการเมืองของรัฐไทยเปิดพื้นที่ให้ชนเผ่าพื้นเมืองปรากฏตัวในฐานะเจ้าของอำนาจหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งคือกระบวนการที่ประชาชนมอบอำนาจให้ผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตน
แต่ในความเป็นจริง กลุ่มชาติพันธุ์กลับถูกนับเพียงเชิงสัญลักษณ์ มีชื่อ มีภาพ มีนาม แต่กลับไม่มีเสียงในการกำหนดทิศทางนโยบายของตนเอง
“ตอนนี้กลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในสมการการเมืองของพรรคการเมือง ในแง่การมองเห็นเชิงสงเคราะห์ แต่ไม่ยอมรับในเชิงอำนาจ”

แม้พรรคการเมืองจะกล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้นในนโยบาย แต่ส่วนใหญ่ยังวางพวกเขาไว้ในฐานะผู้ยากไร้ ผู้ขาดโอกาส หรือกลุ่มที่ต้องได้รับการพัฒนา มากกว่าจะยอมรับในฐานะผู้ถือสิทธิ์ทางการเมืองที่มีอำนาจเฉพาะเรื่อง โดยเฉพาะสิทธิในการจัดการพื้นที่และทรัพยากร ชาติพันธุ์จึงยังคงอยู่ในสมการการเมืองแบบ “การสงเคราะห์” ไม่ใช่ “การแบ่งปันอำนาจ”
อ.สุวิชานมองว่า การหยิบ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นเพียงเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ เป็นพื้นที่ต่อรองทางวัฒนธรรม แต่ยังไม่ใช่พื้นที่ต่อรองทางอำนาจอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน กลุ่มชาติพันธุ์ยังถูกวางไว้ในฐานะ “พื้นที่ชายขอบในจินตนาการ” ของพรรคการเมือง คือถูกกล่าวถึงแต่ไม่ถูกรับฟัง และไม่เคยกลายเป็นนโยบายหลักของพรรค
เขายังวิพากษ์บทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ในการเลือกตั้งว่า ถูกใช้เป็นทรัพยากรทางการเมือง ทั้งในฐานะตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ ผู้สมัคร หรือแม้แต่ตัวกลางในการระดมคะแนนเสียง ทำหน้าที่ไม่ต่างจากหัวคะแนน มากกว่าการเป็นตัวแทนที่มีอำนาจต่อรองเชิงนโยบายจริง
“ถูกกล่าวถึงแต่ไม่ได้ถูกรับฟัง” อ.สุวิชานกล่าว “ถูกนับแต่ไม่ถูกนับว่าสำคัญเพียงพอที่จะเป็นนโยบายหลักของพรรค”
อย่างไรก็ตาม อ.สุวิชานเห็นสัญญาณบวกจากการเปลี่ยนแปลงของทั้งพรรคการเมืองและขบวนการชาติพันธุ์ โดยบางพรรคเริ่มเปิดพื้นที่ในกระบวนการสรรหาตัวแทนผู้สมัคร สส.ในสัดส่วนชาติพันธุ์มากขึ้น หากสิ่งนี้พัฒนาเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง ก็อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้วาระของชาติพันธุ์อย่างน้อยได้เข้าไปอยู่ในวาระรองของพรรค
ขณะเดียวกัน กลุ่มชาติพันธุ์เองก็เปลี่ยนบทบาทจากผู้รอคอยความช่วยเหลือ เป็นผู้ตั้งคำถามและผู้ต่อรองเชิงนโยบาย คนรุ่นใหม่จำนวนมากสามารถอ่านกฎหมาย เข้าใจภาษาเชิงนโยบาย และเชื่อมโยงประเด็นป่า ที่ดิน วัฒนธรรม และสิทธิความเป็นพลเมือง เข้ากับการเมืองระดับชาติได้อย่างชัดเจน นี่คือจุดเริ่มต้นของ “การเมืองชาติพันธุ์เชิงรุก” ที่ไม่เพียงปกป้องตัวเอง แต่ผลักดันวาระเข้าสู่การต่อรองเชิงโครงสร้าง
ในท้ายที่สุด อ.สุวิชานย้ำว่า สิ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องการ ไม่ใช่พรรคการเมืองที่เข้ามา ช่วยเหลือ แต่คือพรรคการเมืองที่ยอมรับว่าชนเผ่าพื้นเมืองคือเจ้าของเสียงและอำนาจของประเทศนี้ร่วมกันอย่างเท่าเทียม
ชนเผ่าพื้นเมือง (นอก) สมการการเลือกตั้ง
ทางด้านอาดัง อาจอ แกนนำเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองมองว่า ประเด็นสำคัญที่สุดของชนเผ่าพื้นเมืองคือ “การยอมรับการมีอยู่” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการใช้คำว่า “ชาติพันธุ์” ในเชิงนโยบายหรือวาทกรรม แต่ต้องเป็นการยอมรับในทางกฎหมาย โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสถานะบุคคลและสัญชาติ ซึ่งยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่รอการพิสูจน์สิทธิสถานะความเป็นพลเมือง ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยก็ควรถูกแก้ไขควบคู่กันไป ไม่ใช่แยกส่วนออกจากกัน
“ยังคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่รอการพิสูจน์สิทธิสถานะพลเมือง ซึ่งตามมาด้วยปัญหาสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ที่ควรถูกแก้ไขไปพร้อมๆ กัน”

ในการเลือกตั้งปี 2569 อาดังสะท้อนว่า กลุ่มเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองมีความตื่นตัวสูง และตั้งความหวังว่าจะได้เห็นพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งหยิบยก “ชนเผ่าพื้นเมือง” ขึ้นมาเป็นนโยบายอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการกล่าวถึงในนามกลุ่มชาติพันธุ์กว้างๆ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นพรรคใดให้พื้นที่กับการมีตัวตนของชนเผ่าพื้นเมือง ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างจริงจัง
“ผมมองประเด็นการยอมรับในการเป็นชนเผ่าพื้นเมืองเป็นประเด็นสำคัญ โดยไม่ใช้นิยามคำว่าชาติพันธุ์เพียงอย่างเดียว”
หากมองย้อนกลับไปในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา อาดังชี้ว่า กลุ่มชาติพันธุ์เคยถูกมองผ่านสองกรอบหลัก คือกรอบความมั่นคง และกรอบการสงเคราะห์จากรัฐ แม้ในระยะหลังเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์จะดังขึ้น และรัฐเริ่ม “มองเห็น” มากขึ้นในสังคม แต่การมองเห็นนั้นยังไม่แปรเปลี่ยนเป็นนโยบายที่ชัดเจนในทางการเมือง
อาดังจึงตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า ชนเผ่าพื้นเมืองยังคงอยู่นอกสมการของการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะประเด็นชาติพันธุ์ไม่เคยถูกยกให้เป็นวาระหลัก หากแต่ถูกใช้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการดึงคะแนนเสียงให้พรรคการเมือง เสียงของชนเผ่าพื้นเมืองจึงถูกตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้วมีความหมายเพียงเพื่อพาใครบางคนเข้าไปนั่งในสภาหรือไม่
“ชนเผ่าพื้นเมืองยังอยู่นอกสมการของการเลือกตั้ง และประเด็นของเรายังไม่เคยเป็นวาระหลักของพรรคการเมือง”
แม้ว่าในระดับการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เพิ่งผ่านมา อาดังมองเห็นพัฒนาการเชิงบวกจากการตื่นตัวของชนเผ่าพื้นเมือง ที่พยายามแสดงศักยภาพให้สังคมยอมรับว่าสามารถเป็นผู้นำระดับท้องถิ่นได้ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นเรื่องของสัญชาติ เพราะมีผู้สมัครจำนวนไม่น้อยถูกตัดสิทธิ์หรือถูกตีความว่า “ไม่ใช่คนไทย” แม้จะเกิดและใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินนั้นมาโดยตลอด
ขณะที่ในการเลือกตั้งระดับประเทศ แม้จะมีผู้สมัครที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเพิ่มขึ้นในหลายพรรคการเมือง แต่อาดังชี้ว่ายังขาดความตื่นตัวในเรื่องสำคัญอย่างการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาพร้อมกับการเลือกตั้งรอบนี้ พี่น้องจำนวนมากยังไม่เข้าใจหลักเกณฑ์และเป้าหมายของกระบวนการนี้ โดยมีอุปสรรคสำคัญคือการสื่อสารที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ทำให้การเข้าถึงข้อมูลไม่ครอบคลุมถึงชุมชน ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นของตนเองเป็นหลัก
สำหรับอาดัง การตื่นตัวทางการเมืองของชนเผ่าพื้นเมืองมีอยู่จริง แต่ยังต้องก้าวไปอีกขั้น คือการทำให้ความเข้าใจเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม ผ่านการสื่อสารที่เคารพภาษา วัฒนธรรม และบริบทของชุมชน เพื่อให้การมีส่วนร่วมทางการเมือง ของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ถูกทิ้งไว้เพียงในนามเท่านั้น
การยอมรับตัวตนต้องไปให้ไกลกว่าการแค่มีสิทธิเลือกตั้ง
และสำหรับผู้ร่วมการเสวนาคนสุดท้ายอย่างปิ่นสุดา นามแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมืองมองว่า ประเด็นเร่งด่วนที่สุดของชนเผ่าพื้นเมืองในเวลานี้ คือการที่รัฐไทยต้องยอมรับ “การมีตัวตน” อย่างแท้จริง
แม้พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จะประกาศใช้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในหลายด้านยังคงถูกจำกัด ทั้งสิทธิชุมชน สิทธิในที่อยู่อาศัย และสิทธิด้านการศึกษา ซึ่งยังมีความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนเมื่อพิจารณาจากบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกัน
ดังนั้นแล้วปิ่นสุดาชี้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองได้รับการยอมรับในตัวตนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในเรื่องสถานะภาพ การเข้าถึงสิทธิ และความชัดเจนทางกฎหมายที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้คน

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองสามารถถูกยอมรับในตัวตน ปรับเปลี่ยนสถานะภาพและการเข้าถึงสิทธิได้ชัดเจนขึ้น”
นอกจากนี้สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 ปิ่นสุดาสะท้อนว่า บทบาทของชนเผ่าพื้นเมืองแทบไม่ปรากฏ แม้จะมีการขับเคลื่อนและรณรงค์มาอย่างต่อเนื่อง แต่ชนเผ่าพื้นเมืองยังคงถูกมองผ่านกรอบความมั่นคง อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าการถูกกล่าวถึงมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต ก็ยังถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกในระดับหนึ่ง
เมื่อมองไปที่นโยบายของพรรคการเมือง ปิ่นสุดาเห็นความเปลี่ยนแปลงตรงที่มีการระบุคำว่า “ชาติพันธุ์” มากขึ้น แต่เนื้อหานโยบายยังขาดความเข้มข้น และยังไม่ชัดเจนพอที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริง นโยบายด้านชาติพันธุ์ในปัจจุบันจึงยังเป็นเพียงแรงกระเพื่อมเล็กๆ ที่ต้องอาศัยแรงผลักจากภาคีเครือข่ายและภาคประชาชน เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุดในประเด็นการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปิ่นสุดาเน้นย้ำถึงปัญหาการสื่อสาร แม้เยาวชนและคนวัยทำงานจะใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย แต่การประชาสัมพันธ์จากภาครัฐยังคงจำกัดอยู่มาก ส่งผลให้แม้แต่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่เอง ก็ยังมีเพียงส่วนน้อยที่เข้าใจหลักการและความหมายของการทำประชามติ
สำหรับเธอที่ทำงานร่วมกับเยาวชน การสื่อสารจึงเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งในพื้นที่ออนไลน์และในชุมชน เพราะหากผู้คนไม่เข้าใจว่าการทำประชามติเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองอย่างไร การมีส่วนร่วมทางการเมืองก็จะยังไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ