โดย นพพล ไม้พลวง
เยาวชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกชาวลีซู อ่าข่า อูรักลาโว้ย ไทโส้ ประสานเสียงพ้อง เลือกผู้แทนโดยดูจากนโยบายที่หาเสียง เผยอยากเห็นประเทศพัฒนา มีการเปลี่ยนแปลงด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาสถานะบุคคล ลดการกลั่นแกล้งดูถูกเด็กชนเผ่าฯ ยอมรับยังสับสน ว่ามีการลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญพ่วงด้วย เนื่องจากเข้าไม่ถึงประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สะท้อนช่องว่างของการสื่อสาร ที่ยังไปไม่ถึงกลุ่มคนชายขอบ ฟากอีสานพ้อ ขอรถหาเสียงที่ไม่วิ่งก่อนแปดโมงเช้าและขับช้าลงหน่อยเพราะฟังไม่ทัน
จากข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ใช้เป็นฐานจัดทำบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ปี พ.ศ. 2569 พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First Voter) ในช่วงอายุ 18-22 ปี มีจำนวนกว่า 4 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 53 ล้านคน หรือราว 7.55% ของผู้มีสิทธิทั้งประเทศ หนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นคือ เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่แต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ การเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง จึงเป็นหนึ่งในพิธีกรรมทางประชาธิปไตย ให้พวกเขาได้ทำหน้าที่ตามสิทธิในฐานะพลเมือง

กมลวรรณ ผอมด้วง เยาวชนอูรักลาโว้ยผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่เกาะจำ ตำบลศรีบอยา จังหวัดกระบี่ เล่าว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการเข้าคูหา แต่น่าเสียดายป้ายหาเสียง หรือการติดตามนโยบายของผู้สมัครและพรรคการเมืองต่าง ๆ ยังมีช่องทางน้อย ต้องอาศัยการติดตามจากโซเชียลมีเดีย และโลกออนไลน์ ทำให้สมาชิกในบ้านหลายคนอาจเข้าไม่ถึง
“ทุกวันนี้ยังจำเบอร์คนลงสมัครแบบแบ่งเขตกับเบอร์พรรคไม่ได้เลย จะต้องไปอ่านให้แน่ใจอีกทีวันที่เลือก เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกก็ไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด บรรยากาศในพื้นที่เอง ก็ไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่หลายคนยังไม่รู้เลยว่า ใกล้เลือกตั้งแล้ว”
สำหรับการตัดสินใจเลือกผู้แทนและพรรคการเมืองตามทัศนคติของกมลวรรณ คือ ต้องเป็นพรรคที่มีนโยบายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยภาพลักษณ์หน้าตาของผู้สมัคร ไม่ใช่เหตุผลจำเป็นในการมอบคะแนนเสียงให้

“เริ่มมีการพูดกันในชุมชน ว่าลงให้คนนั้นสิ คนนี้สิ เคยเห็นเขามาลงพื้นที่แล้วดูดีน่าเชื่อถือ แต่เราแค่รับฟัง เพราะใจจริงก็อยากเห็นชาวเล หรือคนชาติพันธุ์เป็นผู้สมัครสส. แต่เมื่อมันไม่มี ก็ต้องตัดสินใจเลือกจากว่า เขามีนโยบายอะไร หรือพูดถึงสิ่งที่เราสนใจ ความเดือดร้อนของเราบ้างไหม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสิทธิด้านที่ดิน ควบคู่กับพัฒนาการท่องเที่ยว เลยอยากเห็นนโยบายเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน หรือแนวทางแบบที่มาช่วยส่งเสริมรายได้ของชาวบ้าน มากกว่าที่จะด่ากันไปมา ซึ่งก็ยอมรับว่าจนถึงวันนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะไม่เห็นใครมีนโยบายแบบนี้ในพื้นที่”
ขณะที่ ยูจีน หวัง เยาวชนอ่าข่า นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาการจัดการโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แสดงความกังวลใจ เรื่องค่าแบกใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบสำหรับการเดินทางกลับไปเลือกตั้ง พร้อมหวั่นใจเรื่องระบบขนส่งสาธารณะอาจทำให้การกลับไปใช้สิทธิไม่เป็นตามกำหนด
“บ้านที่อยู่นอกเมืองต่างจังหวัด ไม่มีอะไรการันตีเลยว่าเราจะถึงคูหาตามเวลาที่หวังไหม สิ่งที่อยากบอกคือการอำนวยความสะดวก ทั้งเลือกตั้งนอกเขต เลือกตั้งล่วงหน้าอยากให้เขาเปิดหลายวันกว่านี้ แล้วประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะตามมหาวิทยาลัยที่มีเด็กต่างจังหวัดมาเรียนเยอะ ที่ผ่านมาแม้ผมจะอยู่กรุงเทพ แต่พอไม่ได้ติดตามเรื่องการเมือง ก็แทบไม่รู้เลยว่าเราสามารถเลือกล่วงหน้า เลือกนอกเขตโดยไม่ต้องกลับบ้านได้”
อย่างไรก็ตาม เยาวชนอ่าข่ารายนี้แน่วแน่เรื่องการกลับไปใช้สิทธิครั้งแรก แจ้งชัดเรื่องวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้าแล้ว รวมทั้งระบุเรื่องการศึกษาข้อมูลนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง จนมีตัวเลือกในใจ ซึ่งเกณฑ์การมอบคะแนนเสียงให้ จะเน้นแก้ปมที่เคยพบเจอจากอดีต

“พอเราเป็นคนชนเผ่าแล้วมาเรียนในเมือง เรื่องการใช้ภาษาที่อาจจะไม่เหมือนเพื่อน พูดไม่ชัด มันจะถูกล้อถูกแกล้ง ถ้าแค่จากเพื่อนนักเรียนด้วยกันยังพอเข้าใจได้ แต่ส่วนตัวเคยเจอครูกับคนในโรงเรียน ที่ยังเห็นว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องตลก แค่เด็กแหย่กัน แต่มันกลายเป็นความทรงจำแย่ ๆ ต่อสถานที่ ความตั้งใจอยากเรียนมันก็ลดลง ดังนั้น ถ้าพรรคการเมืองไหนมีนโยบายพัฒนาการศึกษา ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจเรื่องชาติพันธุ์ความแตกต่างกันของคน ก็จะเป็นตัวเลือกแรก รวมถึงเรื่องใหญ่คือ การที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษา แม้ว่าพวกเขาจะมีบัตรประชาชนไหม หรือบนบัตรจะนำหน้าด้วยเลขอะไร เพราะที่ผ่านมาก็มีเพื่อนอีกหลายคนที่อยากเรียนต่อ แต่ติดขัดอุปสรรคเรื่องสถานะ”
นอกเหนือจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นแล้ว ตัวแทนเยาวชนจากทั้งเหนือและใต้ 2 รายนี้ ยอมรับตรงกันว่า ไม่ทราบมาก่อนเรื่องการออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้ง แต่เมื่อรู้ข้อเท็จจริงจะรีบศึกษารายละเอียดขั้นตอน วิธีการใช้สิทธิ แล้วบอกต่อสมาชิกในครอบครัวรวมถึงคนใกล้ชิดด้วย
เช่นเดียวกับ อะเลมิ แซ่เฉิ่น เยาวชนลีซูวัย 22 ปี ซึ่งปรากฎชื่อมีสิทธิเลือกตั้งที่บ้านรินหลวง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ส่ายหัวให้กับเรื่องการออกเสียงประชามติ ยืนยันว่าไม่เคยรู้มาก่อน แต่สำหรับการเลือกผู้แทนราษฎรและผู้บริหารรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เธอเฝ้ารอ
“หนูเพิ่งได้บัตรประชาชนเมื่อปี 68 เลยทำให้เลือกตั้งครั้งก่อนไม่มีสิทธิเหมือนคนอื่น ที่หมู่บ้านยังมีคนที่เขายังไม่มีบัตรแบบหนูอีกเยอะเลย ถ้านับแค่เยาวชนที่สำรวจก็ 217 คน บางคนอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ บางคนได้ถ่ายบัตรบ้างแล้ว แต่ยังไงคนที่เกิดสิทธิไม่ทันกุมภาพันธ์นี้ก็มีไม่น้อย สำหรับตัวเอง การเลือกตั้งที่จะมาถึงนั้นอยากมีส่วนร่วมมาก เพราะจะสนับสนุนผู้แทนที่มีนโยบายช่วยเหลือด้านการพิสูจน์สัญชาติ การพัฒนาชุมชน ตั้งแต่เรื่องน้ำใช้ ไฟทาง ถนน แล้วก็หวังว่าหมู่บ้านของหนูมันจะสามารถเจริญขึ้นกว่านี้ได้ เพราะไม่ได้อยู่ห่างไกลแบบบนเขาบนดอย แต่กลายเป็นถูกลืม”

อะเลมิ ย้อนความหลังในฐานะลูกหลานชาวลีซูบ้านรินหลวงว่า เธอเกิดจากมือหมอตำแย เพราะหมู่บ้านห่างไกลจากโรงพยาบาล ช่วงเวลานั้นถูกตัดขาดเรื่องความรู้ความเข้าใจในการแจ้งเกิด ทำให้คนรุ่นเดียวกับเธอส่วนใหญ่กลายเป็นคนไร้สัญชาติ ความพยายามของตัวเองตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เจออุปสรรคทั้งความล่าช้า การโยกย้ายตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ แม้กระทั่งการถูกเรียกเก็บเงินโดยไม่กล้าปฏิเสธ หรือหากย้อนกลับไปตั้งแต่วัยเด็ก ครอบครัวของเธอก็เคยตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋น ที่หลอกเงินค่าดำเนินการทำใบเกิด ทำบัตรประชาชน จนสูญเสียเงินไปมากกว่า 3 แสนบาท
“หนูได้ใบเกิดตอนอยู่ ม.5 กว่าจะผ่านกระบวนการตรวจ DNA และการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาสองสามปี แล้วมาเดินเรื่องขอมีบัตรประชาชนด้วยตัวเองภายใต้การแนะนำของรุ่นพี่ จนเพิ่งได้ถ่ายบัตรประชาชนก็ตอนอายุ 22 นี่แหละ กว่าจะมาถึงวันนี้ เคยบอกตัวเองว่า ถ้าขั้นตอนมันวุ่นวายเรื่องมากคงไม่ต้องมีแล้วสัญชาติ แต่มันทำไม่ได้เพราะเราต้องยืนยันตัวเอง เพื่อให้มีสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนคนอื่นเขา ไอ้เรื่องเวลาที่เสียไปมันอาจเรียกคืนมาไม่ได้ แต่เมื่อมีโอกาสที่เราจะกำหนดอนาคตตัวเองบ้าง ก็อยากเห็นนักการเมือง หรือรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังกับการเร่งรัดพิสูจน์สิทธิ และการปราบปรามพวกหลอกลวงประชาชน เรียกเก็บเงินกับกระบวนการด้านสัญชาติพวกนี้เสียที”
นอกจากความคาดหวังเรื่องปราบปรามขบวนการทุจริต เรียกเก็บเงินดำเนินการด้านสัญชาติแล้ว เยาวชนสตรีลีซูยังยกตัวอย่างในชุมชนเกี่ยวกับการทุจริตซื้อเสียง ที่มักมาในรูปแบบแจกข้าวกล่องพร้อมซอง คล้ายเป็นธรรมเนียมซึ่งเจ้าตัวอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง
“บรรยากาศในหมู่บ้านตอนนี้ จะมีแต่ป้ายหาเสียง เห็นว่ามีบางพรรคลงมาเดินแจกใบปลิวที่ตลาดบ้างแล้ว ส่วนตัวได้เจอหน้าผู้สมัครตัวเป็น ๆ แค่พรรคเดียว ไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้จะมีคนมาเสนอนโยบายอะไรเพิ่มเติมอีกไหม แต่อย่างว่า…บ้านหนูต่อให้เจ้าตัวไม่มา ชาวบ้านก็พากันได้รับแจกข้าวกล่องอยู่ทุกรอบ ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราอยากเห็น”
แตกต่างจากพื้นที่ชาวไทโส้ บ้านโพธิไพศาล อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ของ ‘ไวไว’ กิตติภูมิ บุตราช ซึ่งการหาเสียงเต็มไปด้วยความคึกคัก มีทั้งการติดป้ายผู้สมัคร การใช้รถเครื่องขยายเสียงแห่ไปตามย่านชุมชนบ้านพัก การปราศรัยที่วัด ตลาด นัดหมายไปฟังนโยบายหน้าอำเภอ แถมยังมีการประกาศเสียงตามสายชวนไปเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่หนูอยากฝากอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ คือ รถแห่ที่เปิดเสียงดัง ๆ เขาจะขับไวมาก บางทีได้ยินแต่เบอร์ไม่ทันฟังนโยบายอะไรเลย แล้วก็อยากให้เขาวิ่งสายหน่อย ไม่ใช่ตั้งแต่หกโมงเจ็ดโมง บางทียังไม่ตื่นเลย เข้าใจได้ว่าชาวบ้านเราตื่นเช้า แต่ก็มีคนที่เขาอยากพักผ่อน ยิ่งวันเสาร์อาทิตย์ การวิ่งก่อนแปดโมงนี่ไม่น่ารักเลย”
ด้านเกณฑ์ในการพิจารณาลงคะแนนให้ผู้สมัคร ไวไว เปิดเผยว่า อยากเลือกคนที่ใกล้ชิด เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเข้าถึงง่าย ขณะที่ภาพลักษณ์เป็นเรื่องรองลงมา เพราะหากทำให้น่าเชื่อถือไว้ก็จะดีต่อตัวพวกเขาเองมากที่สุด
“เราเลือกเขาเป็นผู้แทน ก็คงต้องขอเป็นคนที่สื่อสารโดยตรงได้ ไม่ใช่ปิดประตูไม่อยู่บ้านไปทำงานที่ไหนก็ไม่รู้ สำหรับหนูนโยบายทั่วไปคงอยากเห็นไม่ต่างจากทุกคน ทั้งการศึกษาที่เรียนฟรีต้องฟรีจริง ๆ ได้แล้ว ไหนจะเรื่องที่ดิน เรื่องการรักษาพยาบาล แล้วก็วัฒนธรรม ที่จะมีค่าเป็นได้แค่พิพิธภัณฑ์เก่า ๆ เล็ก ๆ อยากให้มันถูกนำไปใช้แบบที่ชุมชนได้ประโยชน์… แต่ว่าสิ่งสำคัญกว่านโยบาย คือ การยกระดับทั้งงานบริหารและระบบราชการ ต้องทำให้สามารถตรวจสอบได้ แม้ปัจจุบันจะพอมีช่องทางให้เข้าไปดู แต่มันคือต้องรอทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วมาดู มาเช็คนะ ถ้าทำให้สามารถตรวจสอบกันได้ตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณา การสรรหา แล้วเราสามารถพูดอะไรได้บ้าง อันนั้นจะเริ่ดที่สุดเลย”
ในการเลือกตั้ง 69 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด มีเขตเลือกตั้งรวม 133 เขต จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 133 คน ไวไว หวังว่า จะมีสักคนช่วยลบภาพความห่างไกล ความน่าเวทนา และการเป็นประชากรที่ถูกเหยียดอยู่เสมอได้บ้าง
“การเป็นคนอีสาน แค่ยังไม่ต้องพูดถึงความเป็นชาติพันธุ์ก็จะถูกมองแล้ว ทำนองว่าไม่มีวันฉลาด ต้องทำแต่เรื่องไม่ดี ล้าหลังเสมอ ภาพจำพวกนี้นอกจากการพัฒนาสิ่งก่อสร้างเพิ่มความเจริญแล้ว ต้องอาศัยการพัฒนาคนให้สามารถอยู่ในสังคมแบบไม่ดูถูกกันได้ด้วย ก็หวังว่าการเมืองจะเป็นความหวังให้ช่วยลดเรื่องพวกนี้ลงไปบ้าง”
ส่วนการทำประชามติในรอบนี้ เยาวชนไทโส้เป็นอีกคนที่สะท้อนว่า ตนยังไม่เข้าใจและไม่ได้ยินมาก่อนเลย ดังนั้น บัตรเลือกตั้ง 3 ใบ ที่กำลังจะได้รับใส่มือของพวกเขา จึงไม่ใช่แค่กระดาษเอาไว้กากบาท แต่คือใบเบิกทางสู่อนาคต ที่พวกเขาจะกำหนดนิยามความเป็นพลเมืองด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตามสำหรับการเลือกตั้งพ่วงคำถามประชามติที่กำลังจะมาถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐแห่งหนึ่ง ในอาคารบี ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งยอมรับว่า การประชาสัมพันธ์ 2 กิจกรรมใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันทำได้ลำบาก หากประเมินกำลังของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งเรื่องการทุจริตเรื่องการเลือกตั้งเองก็ทำได้แค่แก้ปัญหาปลายทาง เพราะในพื้นที่บางแห่งหากไม่มีการแจกเงินเลยก็คล้ายไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียม
“ขอพูดเลือกทุจริตก่อน นับแค่จากเลือกตั้งทั่วไป อบจ. อปท. เลือกตั้งซ่อมที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 66 – 68 สถิติคําร้องหรือสํานวนเรื่องคัดค้านการเลือกตั้งทุกประเภท เข้ามาที่สารบบของกลุ่มภารกิจสืบสวนสอบสวน รวม 3,803 เรื่อง บางเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาส่งกลับสอบสวนเพิ่มเติม ยังไม่แล้วเสร็จเลย เหมือนกับว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติของสังคมที่ต้องเลือกตั้งไปแล้ว เพราะตั้งแต่เข้ามาทำงานไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนไม่เกิดข้อร้องเรียน ซึ่งรูปแบบการทุจริตจะเป็นเรื่องของการให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในวัด ชุมชน โรงเรียน การหาเสียงด้วยการจัดให้มีการรื่นเริงงานเลี้ยง แต่หลายสำนวนมันก็มีเรื่องแค่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เช่น หาเสียงเกินเวลา การหาเสียงโดยใส่ร้ายด้วยความเท็จ
หลายสำนวนเมื่อทางคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัย เชื่อได้ว่ามีการทุจริต พอส่งสำนวนไปยังศาล กลับพิจารณาว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอในแบบที่จะรับฟังได้ว่า มีการแจกเงินจริง ๆ ต้องเห็นกับตา กรณีที่เห็นแล้วอ้างว่าเป็นเงินอย่างอื่น ไม่ใช่เงินซื้อเสียง ก็ทำอะไรคนทุจริตแทบไม่ได้ อันนี้ขอทำความเข้าใจไปด้วยเลยว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่บริหารและกำกับการเลือกตั้ง มีอำนาจสอบสวน สั่งการทางปกครองได้แค่ระดับหนึ่งแต่ การตัดสิทธิสั่งปรับ จำคุกขั้นเด็ดขาด ต้องเป็นของศาล มันก็เป็นอีกปัญหา ทีนี้ที่บอกว่า เป็นธรรมเนียมเพราะเคยคุยกับผู้สมัครรับเลือกตั้งบางพื้นที่ เขาพูดเลยว่า เวลาไปหาเสียงชาวบ้านถามเลยให้เท่าไหร่ พอบอกไม่ให้ก็จะถูกทักว่ามันต้องมีเป็นธรรมเนียมนะแบบนี้”
เจ้าหน้าที่ของรัฐรายนี้ระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการหรือแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องทุจริต ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ดำเนินการกำหนดให้มี ผู้ช่วยหาเสียงเอาไว้ ซึ่งถ้าจะหมายความให้ตรงไปตรงมา คือ การทำให้เงินสีดำหรือเงินซื้อเสียง ถูกจ่ายในที่แจ้งให้แก่ผู้ช่วยหาเสียงแบบสามารถเห็นที่มาที่ไปและตรวจสอบได้


ส่วนประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นนั้น เจ้าตัวยอมรับว่า หน่วยงานดำเนินงานตามศักยภาพแล้ว แต่การทำ 2 กิจกรรมหลักพร้อมกันกระบวนการทำความเข้าใจอาจไม่ทั่วถึง
“สิ่งที่ทำไปแล้วและน่าจะได้ครบทุกบ้านคือคู่มือทั้งการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ นอกจากนั้นก็มีสื่อทั้งโซเชียลมีเดีย หน้าเว็บไซต์กกต.ก่อนเข้าก็มีแบนเนอร์ทำความเข้าใจ ชวนไปใช้สิทธิ … ส่วนตัวคิดว่าเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ก็พยายามทำเต็มที่แล้ว แต่ด้วยหน้าที่เท่าที่มีกับสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ อาจยังไม่ได้อย่างที่ประชาชนคาดหวัง”
ท้ายที่สุด เสียงสะท้อนจากเยาวชนทั้ง 4 ภูมิภาค ย้ำเตือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความหมายมากกว่าทุกครั้ง ท่ามกลางความสับสนเรื่องประชามติ กกต. กำหนดให้มี บัตร 3 ใบ ได้แก่ บัตรใบที่ 1 สีเขียว เลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต, บัตรใบที่ 2 สีชมพู เลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ จากนั้นเมื่อใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วเสร็จ ต้องเข้าคิวรับบัตรออกเสียงประชามติสีเหลือง (บัตรใบที่ 3) เพื่อกากบาทในช่อง “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งทุกใบในวันที่ 8 กุมภาฯ อาจกลายเป็นกุญแจไขประตูสู่การพัฒนา ที่พวกเขาพยายามถามหาและอยากเห็น
____________________
ผลงานนี้เกิดจากจากความร่วมมือระหว่าง เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN), ฮาร์ดสตอรี่ (HaRDstories), เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED)