พลัดบ้านในถิ่นเกิด – อะไรทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นแรงงานพลัดถิ่น

รายการ IMN Live Special EP.#27 ในหัวข้อ: “พลัดบ้านในถิ่นเกิด – อะไรทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นแรงงานพลัดถิ่น” จัดขึ้นเมื่อวันที่  1 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 – 20.00 น

“ในชุมชนไม่ได้มีงานรองรับสิ่งที่เล่าเรียนมา จึงเป็นเหตุผลที่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล ผู้นำเยาวชนจากชุมชนบ้านแม่นิงใน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่ครั้งหนึ่งเคยทำงานอยู่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งใน กทม. ก่อนที่เมื่อสามปีที่แล้วญาดาตัดสินใจเดินทางกลับมาอยู่ที่บ้าน เพราะทนรับแรงกดดันและความวุ่นวายของเมืองใหญ่ไม่ไหว

“ด้วยหนี้สินที่เราต้องใช้คืน ถ้ากลับมาอยู่ที่ชุมชน ก็ไม่สามารถสร้างรายได้มากพอเพื่อชำระหนี้ทางการศึกษาได้”

การทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องย้ายถิ่นไปทำงานในเมืองนั้น ต้องเริ่มจากต้นตอที่พวกเขาเหล่านั้น ต้องออกไปจากชุมชนของตนเองเพื่อโอกาสทางการศึกษา ตามมาด้วยการต้องกู้ยืมเงินผ่านระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เมื่อเป็นหนี้สิน จึงตามมาด้วยการต้องทำงานใช้หนี้ กลายเป็นวงจรชีวิตของคนรุ่นใหม่ชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำงานในเมือง เพื่อการันตีรายได้ที่มากพอในการใช้หนี้ทางการศึกษา และส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว

“มันมีความเปราะบางมากกว่านั้น” คำอิ่ง ลุงแสง  คนรุ่นใหม่ชาติพันธุ์ไทใหญ่กล่าวเสริม “ยังมีกลุ่มเยาวชนชาติพันธุ์ ที่มีปัญหาเรื่องสถานะบุคคล ที่ทำให้คนกลุ่มนี้แม้ตั้งใจเรียน เพื่อออกมาทำงาน ก็ยังถูกจำกัดงานที่สามารถทำได้อยู่ดี”

คำอิ่งมองว่าเวลาพูดถึงเรื่อง ‘แรงงานชาติพันธุ์พลัดถิ่น’ สามารถแบ่งแยกออกมาได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นคนดั้งเดิมบนแผ่นดินไทย แต่ต้องพลัดถิ่นออกมาทำงานในเมือง และกลุ่มที่สองคือกลุ่มชาติพันธุ์อพยพ เข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งคนสองกลุ่มนี้เผชิญความท้าทายที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันจากความเป็นอื่นในสังคมเมือง

เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ทั้งในมิติเชิงชุมชน และสิทธิแรงงาน IMN Live Special EP.#27 ในหัวข้อ: “พลัดบ้านในถิ่นเกิด – อะไรทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นแรงงานพลัดถิ่น”  ได้ชวนผู้ที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน

ไกลบ้านแบบไม่มีทางเลือก..และทางกลับบ้านของชาติพันธุ์พลัดถิ่น

คำอิ่งเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของตนเองว่า เธอเกิดในครอบครัวลูกหลานแรงงานนอกระบบชาวไทใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่า เพราะชุมชนที่เธอเติบโตมานั้น เป็นชุมชนของผู้อพยพ ที่อยู่อาศัยปะปนกับสังคมเมือง ทำให้ชาวไทใหญ่มีความทับซ้อนทางอัตลักษณ์ ที่ทั้งถูกมองในฐานะหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ในขณะที่บางส่วนก็ยังคงอยู่ในสถานะของแรงงานข้ามชาติ

คำอิ่ง ลุงแสง คนรุ่นใหม่ชาติพันธุ์ไทใหญ่จาก Mekong Foundation ภาพ: จากรายการ IMN Live Special EP.#27 ในหัวข้อ: “พลัดบ้านในถิ่นเกิด – อะไรทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นแรงงานพลัดถิ่น” จัดขึ้นเมื่อวันที่  1 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 – 20.00 น

แต่สิ่งที่คล้ายคลึงกันคือ พวกเขาล้วนมาจากสังคมเกษตรกรรม ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาพืชผลทางเกษตรตกต่ำ เป็นหนึ่งในอีกปัจจัยที่บีบบังคับให้คนชาติพันธุ์ต้องละทิ้งอาชีพเกษตรกรรม เข้ามาทำงานรับจ้างทั่วไปในเมือง

“ลูกหลานก็ปล่อยไว้กับพ่อแม่ อยู่กับปู่ ย่า ตายาย” นี่คือสิ่งที่เห็นได้ดาษดื่น ตามชุมชนชาติพันธุ์ในปัจจุบัน 

อย่างไรก็ดีอย่างที่คำอิ่งกล่าวในตอนต้น นอกจากสาเหตุหลักเรื่องภาษา และสถานะบุคคล ที่ทำให้แรงงานชาติพันธุ์กลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางกว่าแรงงานทั่วไป พวกเขายังต้องพบเจอกับการละเมิดสิทธิแรงงานเช่น การต้องทำงานหนักในประเภท 3 D คือ งานหนัก, งานอันตราย และงานที่สกปรก ที่ไม่ได้รับค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งชั่วโมงการทำงานที่สูงเกินค่าเฉลี่ย สิ่งเหล่านี้คือสถานการณ์ที่แรงงานพลัดถิ่นในเมืองต้องเผชิญ ยิ่งประกอบกับเรื่องสถานะและการสื่อสาร ทำให้แรงงานหลายคนไม่กล้าที่จะร้องเรียน เพราะกังวลถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา

“เมื่อพูดไม่ชัด การแต่งตัวก็แปลกๆ จึงถูกตีตราไปก่อนว่าไม่ใช่คนไทย แม้ว่าจะเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่มาดั้งเดิม แต่ต้องเข้ามาทำงานรับจ้างรายวัน”

คำอิ่งกล่าวสรุปว่า อยากให้สังคมและภาครัฐ มองกลุ่มชาติพันธุ์พลัดถิ่นที่เข้ามาทำงานในเมือง ไม่ได้เป็นแค่แรงงานชั่วคราว แต่เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เช่นเดียวกันกับแรงงานกลุ่มอื่นๆ เช่น แรงงานข้ามชาติ เป็นต้น  ภายใต้ระบบการจ้างงานที่เป็นธรรม ที่สามารถนำไปสู่การคุ้มครองแรงงาน มากกว่าการควบคุม

ทางฝั่งญาดา เธอเคยแบ่งปันประสบการณ์เป็นแรงงานพลัดถิ่นในเมืองหลวงให้ IMN ฟังว่า เป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายสำหรับเธอ จากบรรยายกาศที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เธอเล่าว่า ในกรุงเทพฯ แทบไม่หลงเหลือฤดูกาลใดๆ ให้เธอได้สัมผัสถึงความแตกต่าง 

หนำซ้ำการใช้ชีวิตในเมืองเธอต้องใช้เงินซื้อทุกอย่างตั้งแต่น้ำ, อาหาร, ยันค่าเช่าที่พักอาศัย แตกต่างจากชีวิตที่บ้านของเธอในไร่หมุนเวียน ที่เปรียบเสมือนซุปเปอร์มาเก็ตให้เธอได้เลือกสรรวัตถุดิบในการทำกิน

“เวลาอยู่ข้างนอกเต็มไปด้วยแรงกดดัน” ญาดาเล่าถึงชีวิตของเธอก่อนตัดสินใจกลับบ้าน “บางทีอยากลางาน ก็ไม่สามารถขออนุญาตได้อย่างอิสระ หลายคนเจอปัญหานี้แต่ก็ต้องกัดฟันสู้ เพื่อจะไปต่อข้างหน้าได้”

แต่ญาดาเลือกอีกเส้นทาง เธอตัดสินใจยุติชีวิตการเป็นแรงงานพลัดถิ่นในเมือง และกลับมาอยู่บ้านเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอเล่าว่าเป็นเวลา 3 ปีที่เธอต้องการสร้างอาชีพในชุมชน และหาทางทำให้ชุมชนของเธอสามารถรองรับคนรุ่นใหม่กลับมาอยู่บ้านได้

ความโชคดีหนึ่งของญาดาคือ ชุมชนบ้านแม่นิงใน เต็มไปด้วยทรัพยากรชุมชนที่มีคุณค่าทั้งต้นชาพันปี, การทำไร่หมุนเวียน, กาแฟ, น้ำผึ้งป่า และเสริมด้วยทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก เป็นปัจจัยทำให้มีทรัพยากรบุคคลเริ่มกลับมาอยู่อาศัยในชุมชนมากขึ้น

“เราเป็นเยาวชนคนหนึ่งที่ได้กลับมาอยู่บ้าน และก็ไม่อยากให้ใครออกไปทำงานข้างนอกเหมือนเราอีก เราพยายามแก้ไขปัญหาการอยู่บ้านและรายได้ไม่เพียงพอ หรืออาชีพไม่หลากหลายที่ทำให้คนไม่อยากกลับมาอยู่บ้าน”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล ผู้นำเยาวชนจากชุมชนบ้านแม่นิงใน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ภาพ: จากรายการ IMN Live Special EP.#27 ในหัวข้อ: “พลัดบ้านในถิ่นเกิด – อะไรทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นแรงงานพลัดถิ่น” จัดขึ้นเมื่อวันที่  1 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 – 20.00 น

ญาดาได้สรุปจากประสบการณ์ชีวิตของเธอ และจากเพื่อน พี่ น้องชาติพันธุ์ ที่ต้องประสบกับสถานการณ์การเป็นแรงงานพลัดถิ่นในเมืองว่า มักเริ่มต้นจากภาวะหนี้สินทั้งจากการศึกษา และจากการทำการเกษตร  เสริมด้วยปัจจัยผลักทั้งราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ, การไม่มีงานรองรับในชุมชน ทำให้ภาพสำหรับวัยแรงงาน การกลับมาอยู่บ้านเท่ากับความไม่มั่นคง และไม่เห็นภาพงานที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้

ในอีกมุมหนึ่งในฐานะคนที่ตัดสินใจเลือกกลับมาอยู่บ้าน ญาดาให้คำแนะนำว่า ควรเริ่มต้นจาก การมองเห็นฐานทรัพยากรชุมชนของตนเองที่มีอยู่แล้ว และสามารถนำมาต่อยอดทำให้เกิดรายได้ ถัดจากนั้นคือการรวมกลุ่มในชุมชน ทำให้คนอื่นได้เห็นสิ่งที่พวกเขามี ซึ่งสิ่งที่ควรจะตามมาคือ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ เช่น จากองค์การบริหารส่วนตำบล และในระดับที่ใหญ่ขึ้น สิ่งสำคัญคือภาครัฐต้องเห็นคุณค่าในฐานทรัพยากรของชุมชนชาติพันธุ์เหล่านี้ ภายใต้พื้นฐานที่ว่า

“ชุมชนชาติพันธุ์ทุกชุมชนมีของดีอยู่กับตัว เราอยากบอกพี่น้องชาติพันธุ์คนอื่นๆ ว่า ถ้าทำงานอยู่ในเมืองไม่ไหว ก็อยากให้กลับมาอยู่บ้าน มาหาทางปรับเปลี่ยนชุมชนไปด้วยกัน” ญาดากล่าวทิ้งท้าย

ในประเทศที่ทุนเป็นใหญ่ แรงงานพลัดถิ่นจึงตัวเล็กและโดดเดี่ยว

ถัดจากประสบการณ์ตรงของแรงงานชาติพันธุ์พลัดถิ่นของทั้งคำอิ่งและญาดา ดร.สมคิด แก้วทิพย์  ผู้อำนวยการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ชวนมองภาพใหญ่จากเรื่องนี้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่แรงงานอยู่ในระบบที่นายทุนเป็นใหญ่ และแรงงานมีบทบาทหรือพื้นที่ในการรวมกลุ่มเรียกร้องน้อย ชีวิตของแรงงานเหล่านั้นก็ขาดอำนาจในการต่อรอง และมีบั้นปลายชีวิตที่ไร้ความมั่นคง

“ทีนี้ในมุมมองของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีสถานะ สิทธิ และโอกาสน้อยกว่าคนอื่นเขา ก็ยิ่งทำให้ชีวิตของการเป็นแรงงานลำบากมากขึ้นไปอีก”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล ผู้นำเยาวชนจากชุมชนบ้านแม่นิงใน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ภาพ: จากรายการ IMN Live Special EP.#27 ในหัวข้อ: “พลัดบ้านในถิ่นเกิด – อะไรทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นแรงงานพลัดถิ่น” จัดขึ้นเมื่อวันที่  1 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 – 20.00 น

วงจรดังกล่าวเลวร้ายขึ้นไปเมื่อกลุ่มชาติพันธุ์บางคน เลือกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่เข้าถึงได้ง่าย จากกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสภาวะเปราะบางทางสถานะบุคคลอยู่แล้ว กลายเป็นแรงงานที่เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน หลายคนเกิดภาวะไร้บ้าน ไร้ที่อยู่อาศัย ไร้สถานะ ซ้ำเติมความยากลำบาก

“จากการลงพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ ชีวิตของคนจนมันเป็นการจนซ้ำซาก จนแล้วเจ็บตามมาด้วยภาวะปัญหาสุขภาพ ที่มีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย”

และเมื่อคนรุ่นพ่อแม่ไม่สามารถตั้งตัวจากการเป็นแรงงานในเมืองได้ ผลที่ตามมาคือภาวะของลูกหลานที่ขาดการดูแล เด็กหลายคนหลุดออกจากระบบการศึกษา เข้ามาทำงานในเมือง กลายเป็นวงจรที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

“มันคือความเคว้งคว้างไม่มีที่ไปของแรงงานอพยพ” ดร.สมคิดกล่าว “เข้าไปเสี่ยงโชคในเมือง ด้วยความหวังอยากได้ดีกลับบ้าน แต่หลายคนมีจุดจบไม่ได้สวยงามนัก”

ดร.สมคิดแชร์ประสบการณ์ของเขา ในการเข้าไปตามสถานพินิจและเรือนจำพบว่า เมื่อตรวจดูรายชื่อของคนในสถานดังกล่าวก็พบว่า นามสกุลหลายคนบ่งบอกถึงที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้นภาพจำการดิ้นรนของแรงงานชาติพันธุ์ จึงถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ประสบความสำเร็จ และกลุ่มที่ไปตกระกำลำบาก แต่คนทั้งสองกลุ่มนี้ล้วนมีที่มาไม่แตกต่างกันคือ การแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

“ปัญหาตอนนี้คือระบบเศรษฐกิจเดิมของชุมชนชาติพันธุ์ มันไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ พวกเขาจึงต้องออกไปหาเงินข้างนอก”

เนื่องด้วยระบบเศรษฐกิจเดิมของชุมชนชาติพันธุ์ขึ้นตรงอยู่กับการเกษตรเป็นหลัก ยิ่งการเกษตรแปลงเดี่ยวเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่ ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตรที่สูงขึ้น เพื่อหวังผลกำไรที่มากขึ้น แต่ในทางกลับกันผลผลิตที่ได้ออกมาในแต่ละปี กลับต้องเผชิญกับความผันผวนทางราคาที่ตัวเกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาเองได้

“ระบบเศรษฐกิจของไทย ทำให้เกษตรกรตกอยู่บนภาวะที่ยากลำบากและเป็นหนี้สิน”

ดร.สมคิดเสริมว่า เพราะระบบสถาบันของเกษตรกรในประเทศไทยนั้นอ่อนแอ ส่งผลให้เกษตรกรไทยที่รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์คิดและทำแบบปัจเจก ผสมรวมกับระบบการศึกษาจากส่วนกลาง ที่กลุ่มชาติพันธุ์เข้าถึงมากขึ้น ก็ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์ผลิตแรงงานเข้ามาตอบโจทย์ตลาดแรงงาน มากเสียกว่าการผลิตบุคลากรให้กลับไปใช้ชีวิตตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนเอง

“เรากำลังอ่อนแอภายใต้โครงสร้างระบบทุนใหญ่ ที่กลัวการจัดตั้งรวมตัวกันของแรงงานและผู้คน”

ดร.สมคิดให้ข้อสรุปว่า การที่แรงงานชาติพันธุ์ในเมือง จะมีโอกาสกลับไปอาศัยอยู่ในชุมชนของตนเองอีกครั้งได้นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยตั้งแต่ฐานทรัพยากรเดิม, ต้นทุนชีวิตทั้งครอบครัวและที่อยู่อาศัยที่ตนเองมีอยู่แล้ว อีกทั้งการมีระบบการศึกษาภายในชุมชน ที่ช่วยย่นระยะเวลาให้เด็กคนหนึ่งจำเป็นต้องออกไปเรียนในเมือง และช่วยให้พวกเขาสามารถเรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของตนเองตั้งแต่เด็กๆ 

อ่านเรื่องราวของระบบการศึกษาภายในชุมชน ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนมอวาคีได้ที่ https://imnvoices.com/?p=6734 

“ผมคิดว่าท้ายที่สุด เราต้องหันมาทำระบบการศึกษาใหม่ ส่วนหนึ่งที่ลูกหลาน ไม่สามารถทำงานในถิ่นฐานบ้านเกิดตนเองได้ เพราะสิ่งที่พวกเขาเรียน มันคนละเรื่องกับที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในถิ่นฐานของตนเอง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในตำแหน่งทางสังคมที่ท้าทาย ที่สามารถเป็นทั้งอุปสรรคและโอกาส พวกเขาจำเป็นต้องออกแรงมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม บ่อยครั้งที่ถูกเรียกร้องให้ฝึกทักษะที่เป็นการรักษาอัตลักษณ์ของชนเผ่าตนเอง ในขณะเดียวกันโลกก็เรียกร้องให้เขาต้องฝึกทักษะที่จำเป็นต้องการใช้ชีวิตในโลกสมัยใหม่

คำถามทิ้งท้ายคือ ในโลกที่ผลักกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเข้าสู่ระบบการศึกษาส่วนกลาง อันเป็นต้นสายปลายเหตุให้พวกเขาต้องอพยพเข้าเมืองเพื่อเรียนหนังสือ และทำงานในลำดับถัดไป ในขณะเดียวกันเมืองใหญ่ก็ไม่ได้มีที่ทางที่เหมาะสมให้กับคนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่เติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมอีกแบบ เชื่อว่าวันนี้แรงงานชาติพันธุ์พลัดถิ่นหลายคน เหมือนตกอยู่ระหว่างกลางของ การพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการเข้ามาอาศัยและทำงานในเมืองใหญ่ หรือการตัดสินใจกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง ที่ทั้งสองทางเลือกล้วนต้องเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างกัน  

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ