“สัตว์อยู่ได้ คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้” บ้านพุระกำ: ปกาเกอะญอแห่งป่าตะวันตก

เดือนเมษายน ในวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ขณะที่หลายพื้นที่กำลังคึกคักไปด้วยเสียงเพลงและหลายคนกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลด้วยการสาดน้ำกันอย่างชุ่มฉ่ำ วันหยุดที่ใครหลายคนอยู่กินข้าวพร้อมหน้ากับครอบครัว กำลังมีกลุ่มพี่น้องกะเหรี่ยงปกาเกอะญอจากหมู่บ้านพุระกำและบ้านหนองตาดั้งที่รวบรวมแรงกายแบกถังน้ำเพื่อไปหยุดยั้งเปลวเพลิงไม่ให้ลุกลามเข้ามาทำลายผืนป่า พร้อมปกป้องบ้านของสัตว์ป่าและลมหายใจของทุกๆคน

ชาวบ้านพุระกำ กำลังดับไฟป่า ภาพ: Rad ri Lab

11 เมษายน 2569 ท้องฟ้าเหนือเทือกเขาตะนาวศรีเริ่มกลายเป็นสีส้มหม่น กลุ่มควันพร้อมกลิ่นไหม้โชยมาตามลมแรงที่พัดมาจากทิศตะวันตก เปลวเพลิงจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านได้โหมกระหน่ำข้ามแนวชายแดน ลุกลามเข้าสู่พื้นที่ “เขาสวรรค์” ในเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี ชาวบ้านพุระกำรวมกำลังกับเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมไฟป่า และเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีหน่วยพิทักษ์บ้านหนองตาดั้ง เดินเท้าแบกเครื่องเป่าลมและเป้ฉีดน้ำ มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่สูงชันท่ามกลางแสงแดดเดือนเมษา เพื่อทำแนวกันไฟสกัดเปลวเพลิงที่ลุกลามข้ามพรมแดนจากฝั่งเพื่อนบ้านมายังเขตเทือกเขาตะนาวศรี จ.ราชบุรี เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน (11เมษายน-19เมษายน) ที่พวกเขาต้องสลับเวรยามกันประจันหน้ากับความร้อน นอนพักเอาแรงบนพื้นดิน สำหรับคนอาสากกลุ่มนี้ป่าแห่งนี้ไม่ใช่แค่เพียงพิกัดบนแผนที่แต่คือบ้าน คือชีวิตที่บรรพบุรุษได้สั่งสอนถ่ายทอดวิถี เปลวไฟที่พวกเขากำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่เหมือนบทพิสูจน์ความรักที่พวกเขามีต่อผืนป่า ที่กว่าจะกลายเป็นหมู่บ้านกลางผืนป่ามรดกโลกที่งดงามอย่างในวันนี้ บรรพบุรุษของพวกเขาต้องแลกมาด้วยการเดินทางและการปรับตัวอย่างยาวนาน 

ชาวบ้านพุระกำ กำลังดับไฟป่า ภาพ: Rad ri Lab

บ้านพุระกำ หมู่บ้านชาวปกาเกอะญอสุดเขตแดนภาคตะวันตก ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี จังหวัดราชบุรี พื้นที่ที่ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านแต่เป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มป่าแก่งกระจาน แหล่งมรดกโลกแห่งที่ 6 ของประเทศ และเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 3 ของไทย ต่อจากการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง และกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2564

ภาพมุมสูงบ้านพุระกำ ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี จังหวัดราชบุรี ภาพ: Rad ri Lab

หากเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านพุระกำ ต้องย้อนไปตั้งแต่กลุ่มชาวปกาเกอะญอถูกอพยพมาจากบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ตามโครงการอพยพราษฎรของรัฐ

“พ่อแม่พี่เติบโตจากใจแผ่นดิน แล้วลงมาหาที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง เขาก็จะทำไร่หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ พอมาปี2536-37 ก็มาอยู่แถบพุระกำ” เปเล่ กัวพู้ ชาวบ้านพุระกำ เล่าให้เราฟังถึงการโยกย้ายถิ่นฐานของรุ่นพ่อแม่

เปเล่ กัวพู้ ชาวบ้านพุระกำ ภาพ: Rad ri Lab

“เมื่อก่อนชาวบ้านเขาอยู่กันกระจัดกระจาย แต่ถามว่าอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่ลำภาชี อำเภอสวนผึ้งเรานี่แหละ และก็มีบางส่วนที่ลงมาจากใจแผ่นดิน ตอนหลังทางหน่วยงานราชการต้องการให้มาอยู่รวมกัน เพื่อควบคุมทั้งเรื่องอนามัย การศึกษา รวมถึงการปกครองด้วย ก็เลยมารวมกันเป็นพุระกำ และหนองตาดั้ง” สมบัติ วริทอิทรกุล ชาวบ้านพุระกำ เล่าให้ฟังเพิ่มเติมถึงการเริ่มรวมตัวของชาวบ้าน

สมบัติ วริทอิทรกุล ชาวบ้านพุระกำ ภาพ: Rad ri Lab

จากบันทึกประวัติชุมชนบ้านพุระกำ การมีอยู่ของผู้คนเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2480 โดยมีกลุ่มชาวบ้านอยู่เดิมอาศัยอยู่แล้วประมาณ 10 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าว และเมื่อปี พ.ศ.2524 พี่น้องกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ย้ายจากใจแผ่นดินมาอาศัยอยู่แถบห้วยพุระกำ และรวมกันก่อตั้งเป็น บ้านพุระกำ (ณ.ตอนนั้น อยู่ในหมู่ 3 ห้วยม่วง กิ่งอำเภอสวนผึ้ง) แต่เมื่อมารวมกันแล้วต่อมาพื้นที่หมู่บ้านได้ถูกประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จากการบอกเล่าของ สมบัติบอกว่าช่วงนั้นลำบากมากถนนหนทางไม่ดี ไฟฟ้าไม่มี ชาวบ้านไม่สามารถออกไปไหนได้และข่าวสารจากภายนอกก็เข้ามาไม่ถึงชาวบ้านเช่นกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 จึงได้มีการลงชื่อผู้อยู่อาศัยก่อนก่อตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี ในปี พ.ศ. 2537 กองพลพัฒนาที่ 1 ได้เข้ามาจัดสรรที่ทำกินให้กับชาวบ้านจำนวน 42 ครัวเรือน โดยเป็นพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี ที่ได้รับอนุญาตให้ทำกินตามโครงการพื้นที่นำร่องคนอยู่ร่วมกับป่า และปี พ.ศ. 2542 ได้จัดตั้งเป็น ม.6 บ้านพุระกำ ขึ้นมา

การโยกย้ายมาที่พุระกำนี้ชาวบ้านได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำไร่หมุนเวียนสู่การทำไร่ถาวรภายใต้กฎหมาย ชาวบ้านหันมาปลูกพืชผักส่งขายตลาด สร้างรายได้หมุนเวียนของตัวเองปลูกไม้ยืนต้นอย่าง  ทุเรียน  มะม่วง อโวคาโด้ รวมทั้งพืชหรืออาหารที่เคยต้องเข้าไปหาในป่า พวกเขาก็นำมาปลูกในพื้นที่ของตัวเอง เช่น ผักหวานป่า ผักกูด ผลผลิตต่าง ๆ นั้นไม่ใช่แค่พอกิน แต่ยังเป็นรายได้ไปขายในตลาดสร้างรายได้ให้ครอบครัว ชาวบ้านยังลดการใช้ทรัพยากรจากป่าที่สำคัญคือการปลูกไม้ใช้สอยเอง เช่น ต้นไผ่ ต้นสน ไม่ยุ่งเกี่ยวบุกรุกแผ้วถางอีกต่อไป

การปลูกพืชผักและไม้ใช้สอยเพื่ออุปโภคบริโภค ลดการใช้ทรัพยากรจากป่าไปได้อย่างมาก อีกทั้งชาวบ้านหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเพราะกลัวผลกระทบจากการปนเปื้อนลงแหล่งน้ำ ถือเป็นการช่วยลดต้นทุนการทำการเกษตร และส่งผลดีต่อสุขภาพของชาวบ้านเองด้วย การปรับเปลี่ยนวิถีนี้เพื่อคอยปกป้องรักษาผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์และผืนป่าที่เป็นแหล่งต้นน้ำที่มอบชีวิตให้พวกเขา เปเล่ กัวพู ระบุต่อว่า

  “เราต้องปรับวิถีชีวิต ต้องวางแผนว่าจะปลูกอะไร คนไหนมีที่ราบก็จะไปทำนา คนไหนไม่ได้ที่ราบก็ปลูกกล้วยปลูกไม้ยืนต้น ก็ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เรามีรายได้ ไม่ถึงกับรวยเราอยู่ได้ ขอแค่มีกินมีใช้เราไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนป่า ไม่เบียดเบียนสัตว์ป่า เราอยู่แบบสันติ ดูแลซึ่งกันและกัน สัตว์อยู่ได้ คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้”

สัตว์อยู่ได้ คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี มีเนื้อที่ทั้งหมด 489.31 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 305,820 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านบึง ตำบลบ้านคา กิ่งอำเภอบ้านคา และตำบลท่าเคย ตำบลสวนผึ้ง ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี มีพื้นที่ทางทิศใต้ติดกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี และทิศตะวันตกติดประเทศเมียนมา

ลักษณะพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ เขาพุน้ำร้อน สูงประมาณ 1,062 เมตร มีพื้นที่ราบบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบแคบๆ ตามลำห้วยใหญ่เป็นพื้นที่ป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และมีคุณค่าทางระบบนิเวศ

“ หน่วยพิทักษ์ป่าหนองตาดั้งที่ผมดูแลอยู่นี้  ถือว่าอุดมสมบูรณ์มาก ความเขียวทางแผนที่ชี้วัดเป็นจุดสีเขียว ด้วยเป็นพื้นที่ที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีสัตว์ป่าหลายชนิดเดินข้ามอยู่ เราไม่ได้ปิดกั้นเขตแดนเป็นเส้นทางธรรมชาติสัตว์ยังเข้าออกกันได้” เสือ คำลือ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าหนองตาดั้ง ให้ข้อมูล

เสือ คำลือ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าหนองตาดั้ง ภาพ: Rad ri Lab

สิ่งที่โดดเด่นของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี คือมีสัตว์ป่าต่าง ๆ ที่หายาก ไม่ว่าจะเป็น สมเสร็จ เก้งหม้อ เลียงผา โดยส่วนใหญ่พบบริเวณตอนล่างของพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ส่วนเลียงผาจะพบในบริเวณภูเขาสูงชันทั่วไปของพื้นที่ อีกทั้งยังพบกระทิง หมี ที่ส่วนใหญ่อยู่บริเวณป่าดิบแล้งตอนล่างของเขตฯ ส่วนเสือ เก้ง กวาง และสัตว์เล็ก ๆ พบกระจายทั่วไปของพื้นที่

“พื้นที่ป่าแห่งนี้แค่เรามองไปเราก็เห็นแล้วว่าป่าสมบูรณ์แค่ไหน มีชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีและมูลนิธิสืบฯ เข้าไปติดกล้องถ่ายภาพสัตว์ป่าในพื้นที่ เราได้ภาพสัตว์ป่ามาเยอะมาก มันแสดงให้เห็นว่าคนที่นี่อยู่กับป่า รักษาป่า สมเสร็จก็มี กระทิงก็มี เก้งกวางมีหมด ถือว่าสมบูรณ์มาก” อรยุพา สังขะมาน เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ร่วมเพิ่มเติมข้อมูลยืนยันว่าการอยู่ร่วมกันระหว่างป่ากับคนยังคงเป็นไปได้

ความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือเป็น “ป่าต้นน้ำ” โดยเป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำภาชี น้ำจากลำห้วยต่างๆ จะไหลมารวมเป็นแม่น้ำภาชีที่ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง แล้วไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย ที่อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี รวมเป็นแม่น้ำแม่กลอง แล้วไหลย้อนมาผ่านตัวจังหวัดราชบุรี ถือเป็นแม่น้ำสำคัญสายหนึ่งในภาคตะวันตกของประเทศไทย เป็นแหล่งน้ำจืดที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรม การท่องเที่ยว โอบอุ้มวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำและอุตสาหกรรมในพื้นที่  หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าหนองตาดั้งระบุว่า ป่าแห่งนี้ได้รับนิยามให้เป็นป่าชั้นเอที่ยังคงมีสภาพป่าสมบูรณ์ ตามข้อมูลการสำรวจ

อรยุพา สังขะมาน เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ภาพ: Rad ri Lab

“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีเป็นป่าต้นน้ำชั้นเอ ต้นน้ำภาชีมีการหล่อเลี้ยงชาวบ้านตั้งแต่พุระกำ หนองตาดั้ง ห้วยกระวาน ห้วยน้ำหนัก  สวนผึ้งและลงไปถึงบ้านบ่อ หล่อเลี้ยงหลายชีวิตเรียกว่าเป็นแม่น้ำสายหลักของคนสวนผึ้งเลยก็ว่าได้ครับ”

ลำน้ำภาชีและห้วยพุระกำเป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำหลายชนิด เป็นแหล่งอาหารให้กับชาวบ้าน โดยชาวบ้านที่พุระกำจะใช้วิธีการจับกุ้ง จับปลาแบบดั้งเดิมไม่ใช้ไฟฟ้าช็อต ทำให้ปลาขยายพันธุ์ได้ มีความมั่นคงทางอาหารและไม่ทำลายระบบนิเวศ

“พอเอานักวิชาการมาสำรวจ เราก็พบว่าเป็นปลาที่บงบอกว่าน้ำที่นี่คุณภาพดีมาก เราเดินสำรวจในเส้นลำน้ำนั้นใช้เวลา2วัน ก็เจอไป 29 ชนิด พบปลา 9 ชนิดที่บงบอกว่าน้ำที่นี่มีคุณภาพดีมาก เจอปูตะนาวศรีในพื้นที่ และยังพบปูสวนผึ้งซึ่งเป็นปูเฉพาะถิ่นราชบุรี”  เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรร่วมให้ภาพความสมบูรณ์ที่ไม่ใช่แค่ป่าแต่หมายถึงในน้ำด้วย

ภาพ: Rad ri Lab

ป่ายังสมบูรณ์เพราะมีคนคอยดูแลการอยู่ร่วมกันระหว่างชาวบ้านพุระกำและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พวกเขามีการทำงานร่วมกันทั้งสำรวจแนวเขต การเก็บข้อมูล การจัดการไฟป่า และเจ้าหน้าที่ป่าไม้บางคนก็เป็นลูกหลานชาวพุระกำอีกด้วย

ในทุก ๆ ปีชาวบ้านยังร่วมกันทำแนวกันไฟระยะทางหลายกิโลเมตร ซึ่งปัญหาไฟป่าส่วนใหญ่จะมาจากนอกพื้นที่ชุมชน หรือเป็นไฟป่าจากชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ไฟป่าที่เกิดจากชุมชนนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก และชาวบ้านก็สามารถช่วยกันจัดการได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่า “คนกับป่า” อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว เป็นไปตามที่ เปเล่ กัวพู้ กล่าวว่า

“ ป่าของเรา เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเราเอง เราทำเพื่ออนาคตของลูกหลาน ถ้าเราไม่ทำวันนี้ ถ้าปล่อยให้ไฟไหม้ทุกปี เดี๋ยวป่าก็หมด แล้วสัตว์ป่าจะไปอยู่ที่ไหน”

การต่อสู้กับไฟป่าอาจเป็นภารกิจรายปี แต่การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของมรดกโลกผืนนี้คือภารกิจตลอดชีวิต เพราะที่นี่คือ “บ้าน” ที่พวกเขาจะไม่มีวันทอดทิ้งและตั้งใจรักษาเพื่อลูกหลานในอนาคต

เรื่องราวของชาวปกาเกอะญอบ้านพุระกำ คือประจักษ์พยานที่มีลมหายใจว่า “คนกับป่า” สามารถอยู่ร่วมกันได้ บนเส้นทางที่พิสูจน์ด้วยความอดทนและการปรับตัวจากบรรพบุรุษผู้จากลาถิ่นฐานเดิมจากใจแผ่นดินเดินทางไกลลัดเลาะขุนเขามาตั้งรกรากใหม่จนกลายเป็นกลุ่มคนผู้คอยดูแลผืนป่าตะวันตก

และด้วยการปรับวิถีชีวิตให้สอดรับกับหลักอนุรักษ์สากล ส่งผลให้บ้านพุระกำได้รับความไว้วางใจให้เป็น พื้นที่นำร่องแห่งแรกของประเทศไทย ตามโครงการพื้นที่นำร่องคนอยู่ร่วมกับผืนป่าและสัตว์ป่า ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 นี่คือการรับรองคุณค่าของชุมชนในฐานะผู้ที่ร่วมดูแลนิเวศมรดกโลกด้วยความรักและความเข้าใจ แสดงให้เห็นว่าการปกป้องผืนป่า สัตว์ป่าและการคงอยู่ของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็สามารถดำเนินไปได้พร้อมกันได้

“คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์อยู่ได้” คำกล่าวนี้จึงเป็นสิ่งที่ชาวพุระกำพิสูจน์ให้เราทุกคนเห็นผ่านกาลเวลา การกระทำจากรุ่นสู่รุ่น จากใจแผ่นดินสู่พุระกำ

เขียน: ณัฐชา เจริญสุข / เรียบเรียง: นพพล ไม้พลวง