อัคคีศาสตร์ชาติพันธุ์: จากจำเลย สู่สถาปัตยกรรมกำกับไฟ และนวัตกรรมอุปกรณ์ป้องกัน ดับไฟโดยชุมชน

สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือกลับมารุนแรงในปี 2569 ตามมาด้วยอคติและการกล่าวโทษคนที่อยู่ใกล้ชิดกับป่ามากที่สุด อย่างกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ที่กลายเป็นจำเลยของสังคมอีกครั้ง ในขณะที่ไม่ว่าจะเป็นจำเลยหรือฮีโร่ หน้าที่หนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างออกไปในทุกปี คือการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ของตนเอง 

“พวกเราเป็นชาวสวนปลูกชา กาแฟ ถ้าเราเผาป่าเราก็เผาวิถีชีวิตและลมหายใจของเราไปด้วย ใครกันจะอยากเห็นชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองไฟไหม้”

อาหล่อง อุ่ยแม้ ชาวอ่าข่าหัวหน้าทีมดับไฟ จากบ้านพนาเสรี ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย กล่าวพร้อมบอกว่าเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เมื่อไหร่ คนในเมืองพร้อมที่จะชี้นิ้วบอกว่าเป็นเพราะคนบนดอยจุดไฟเผาป่าทุกเมื่อ ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากภารกิจดับไฟป่ามาหมาดๆ 

อาหล่อง อุ่ยแม้ ชาวอ่าข่าหัวหน้าทีมดับไฟ จากบ้านพนาเสรี ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

“ต่อให้วันนี้ไม่มีงบประมาณ หรือใครจะพูดอย่างไรเราก็ต้องดูแลจัดการไฟป่า เพราะว่าเรามีสวนชา กาแฟ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเราอยู่ที่นี่”

การจัดการไฟไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในพื้นที่ของอาหล่องแค่นั้น แต่เป็นวิถีปกติของอีกหลายชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ใกล้ชิดกับป่า เหมือนที่ประวิทย์ ธุระวร ชาวปกาเกอะญอ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย กล่าวว่า เขาผ่านการเข้าไปดับไฟป่ามาทั้งชีวิต

“ดับไฟป่าตั้งแต่สมัยที่ชาวบ้านทำกันเอง”ประวิทย์กล่าว “การห้ามเผานี่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะคนออกกฎไม่ได้ลงมาดูในพื้นที่ว่า แหล่งเกิดไฟมันล่อแหลมขนาดไหน”

ประวิทย์อธิบายว่า การปล่อยให้เชื้อเพลิงสะสมอยู่มากเกินไป ยกตัวอย่างเช่น  ไม้ไผ่ที่แห้งตายหากติดไฟขึ้นมาจะดับยาก และลามอย่างรวดเร็ว 

อาหล่อง อุ่ยแม้ ชาวอ่าข่าหัวหน้าทีมดับไฟ จากบ้านพนาเสรี ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

ประวิทย์เสนอว่าก่อนช่วง 15 มีนาคม ควรเปิดโอกาสและจัดระเบียบให้เกิดการชิงเผา และทำแนวกันไฟให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อเพลิงก่อนเข้าสู่ฤดูไฟป่า  และค่อยตามมาด้วยนโยบายห้ามเผาอย่างเด็ดขาด ในช่วงเวลาต่อมาจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม

แม้ว่าแนวคิดเรื่องการชิงเผาจะได้รับการถกเถียงในสังคม ฝ่ายที่คัดค้านไม่เชื่อมั่นในระบบการจัดการว่า การชิงเผาจะถูกควบคุมได้จริง และมักถูกใช้เป็นข้ออ้างในการเผาป่าเพื่อจุดประสงค์อื่น ยกตัวอย่างเช่น เนื้อหาในโลกออนไลน์จากเพจ ‘วิทย์นอกห้อง’ ที่มองว่าการชิงเผาเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดจุด เพราะทำลายระบบนิเวศและตัวช่วยย่อยสลายตามธรรมชาติ โดยยืนยันว่าไฟป่าในไทยเกือบทั้งหมดเกิดจากคน ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ

เพื่อหาคำตอบและทางออกสำหรับเรื่องนี้ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ได้สรุปสาระสำคัญจาก IMN Special live: Ep.25 ในหัวข้อ: “อัคคีศาสตร์ชาติพันธุ์: จากจำเลย สู่สถาปัตยกรรมกำกับไฟ และนวัตกรรมอุปกรณ์ป้องกัน ดับไฟโดยชุมชน” ไว้ในเนื้อหาต่อจากนี้

วิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาการจัดการไฟ

“วิทยาศาสตร์ต้องไม่ไปกดทับภูมิปัญญา และภูมิปัญญาก็ต้องไม่ปฏิเสธวิทยาศาสตร์” 

ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวสรุปใจความสำคัญในสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารกับสังคมว่า ในระดับสากลผ่านกรอบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ใช้ชื่อว่า Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES) ซึ่งเป็นเวทีระหว่างรัฐบาลที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อสร้างองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ โดยมีสมาชิกจากนานาประเทศมากกว่า 150 ประเทศ

กรอบการทำงานดังกล่าวไม่ได้ยึดวิทยาศาสตร์ เป็นคำอธิบายเพียงชุดเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” และความรู้ของชนเผ่าพื้นเมืองควบคู่กันไป

“ในเมื่อกรอบของทั้งโลก เขาไม่ได้ยึดวิทยาศาสตร์อย่างเดียว เราก็ต้องหาจุดร่วมกันในการแก้ไขปัญหาไฟป่า”

ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ปัญหาขณะนี้ นอกจากเรื่องของไฟ คือเรื่องของการที่คนยึดมั่นถือมั่นอยู่กับความรู้และความเชื่อของตนเองสุดโต่ง โดยไม่เปิดโอกาสให้องค์ความรู้อื่น ได้มีที่ยืนหรือทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่คนบางกลุ่มใช้เพื่อกดทับองค์ความรู้อื่นๆ ดร.บริพัตรชี้ว่า 

“ผมไม่อยากให้มันเกิดภาพว่า วิทยาศาสตร์ไปกดทับภูมิปัญญา ภูมิปัญญาไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีคุณค่าเลย แต่เราต้องตั้งคำถามว่าภูมิปัญญาแบบนี้ อธิบายด้วยหลักการวิทยาศาสตร์อย่างไรดี”

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ดร.บริพัตร ยกตัวอย่างการทำงานร่วมกับชุมชนชาติพันธุ์ม้ง อ่าข่า และปกาเกอะญอ หลายหมู่บ้านใน จ.เชียงราย ผ่านเครือข่ายที่ใช้ชื่อว่า Forest Guardian ใช้แนวคิด “นิเวศบริการ” (ecosystem services) มาสนับสนุนการจัดการไฟและลดมลพิษ โดยกล่าวว่า

“เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า คนอยู่ในป่ามันมีมานานก่อนกฎหมายประกาศ” ดร.บริพัตรกล่าว “ในเมื่อไม่สามารถแยกคนออกจากป่าได้ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงหรือไฟป่า ควรต้องมาวางกติการ่วมกัน”

โดยแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจาก ผศ.ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ที่ระบุว่า ณ ปัจจุบันองค์ความรู้เรื่องไฟป่าของเรายังมีไม่เพียงพอ ในการทำความเข้าใจปัญหา และระบุสาเหตุที่แท้จริงของไฟป่าที่เกิดขึ้น ทำได้เพียงระบุตำแหน่งการเกิดไฟ ตามจุดความร้อนจาก GISTDA ที่สะสมต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ

โดยเมื่อศึกษาข้อมูลย้อนหลังพบว่า จุดความร้อนจำนวนมากกว่า 60% เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเหมารวมว่าชุมชนเป็นต้นเหตุของไฟป่าอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

“ไฟจำนวนมากไม่ได้เกิดในพื้นที่เกษตรหรือพื้นที่ที่ชุมชนดูแล” 

ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผศ.ดร.นิอรกล่าว โดยสรุปในประเด็นนี้ได้ว่า การจัดการไฟป่าที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องผสานทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาชุมชน เพื่อทำความเข้าใจความหลากหลายของไฟ ที่ยังคงเป็นพื้นที่ว่างทางความรู้ของสังคมไทย

เมื่อมนุษย์ต้องการเอาชนะไฟด้วยอำนาจ

“ในสายตาของโลกสมัยใหม่ ไฟคือสิ่งที่ต้องควบคุม แต่ในสายตาของคนอยู่กับป่า ไฟไม่ใช่สิ่งที่ต้องเอาชนะ แต่ไฟคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจ”

ในวันที่ปัญหาไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วทั้งในพื้นที่ป่า และในหัวใจคน การรีบเร่งแก้ไขปัญหาด้วยการสั่ง ห้าม และทำทุกวิถีทางไม่ให้เกิดไฟ กลายเป็นสูตรสำเร็จ ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการบรรลุผล ตามมาด้วยมาตรการที่เข้มงวดอย่างเช่นการห้ามเผา การปิดป่า เป็นต้น แต่ในโลกของคนอยู่กับป่านั้น ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ชาวปกาเกอะญอ และอาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มองไฟในฐานะ “สิ่งมีชีวิตทางนิเวศ” ไม่ใช่วัตถุที่ต้องควบคุมหรือกำจัด โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมุมมองแบบรัฐสมัยใหม่ที่พยายามควบคุมไฟ กับมุมมองของคนที่อยู่กับป่า ซึ่งเรียนรู้ที่จะฟัง และเข้าใจไฟ ทั้งจังหวะ เสียง ความร้อน และฤดูกาลของมัน

“วันนี้เสียงกล่าวโทษกันดังกว่าเสียงไฟจริงๆ ด้วยซ้ำ”

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ชาวปกาเกอะญอ และอาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ผศ.ดร.สุวิชานมองว่าวิกฤตที่แท้จริงไม่ใช่เพียงเรื่องไฟป่า แต่คือการสูญเสียองค์ความรู้และภูมิปัญญา ในการอยู่ร่วมกับสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัว รวมถึงวัฒนธรรมทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และการถกเถียงด้วยการใช้อำนาจเข้าตัดสิน แทนที่จะสร้างความเข้าใจร่วม

ในประเด็นการจัดการไฟ ผศ.ดร.สุวิชาน ย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเผาอย่างเดียว แต่คือการเสียสมดุลในการใช้ไฟ  ขณะเดียวกันสังคมกลับสร้างภาพเหมารวมว่าชุมชนชาติพันธุ์เป็นต้นเหตุของไฟป่า ทั้งที่ในความเป็นจริงชุมชนเหล่านี้คือ ผู้รักษาสมดุลของไฟ

“วันนี้คนที่อยู่กับไฟมากที่สุด กลับถูกเชื่อว่าเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด”

อเล็กซ์ เรนเดลล์ นักแสดง และผู้ร่วมก่อตั้ง Environmental Education Centre Thailand (EEC Thailand)

อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่เคยเข้าไปคลุกคลีอยู่กับชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ย่อมรู้ดีว่า การจัดการไฟมีความซับซ้อนและมีองค์ความรู้มากมายที่ซ่อนอยู่ อเล็กซ์ เรนเดลล์ นักแสดง และผู้ร่วมก่อตั้ง Environmental Education Centre Thailand (EEC Thailand) เป็นหนึ่งในคนที่เคยได้เข้าไปคลุกคลีกับชุมชนชาติพันธุ์ผ่านโครงการ Environmental Education Centre Thailand พาเยาวชนเข้าไปเรียนรู้ในไร่หมุนเวียน รวมทั้งเขาเคยร่วมทำแนวกันไฟกับชุมชน ที่ทำให้วิธีคิดและความเชื่อของอเล็กซ์ที่มีต่อชุมชน สะท้อนถึงความพยายามในการปรับตัวและรับมือกับปัญหา เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขา

“การโทษกันไปกันมาไม่เกิดประโยชน์” อเล็กซ์กล่าว “การที่บอกว่า คนชาติพันธุ์ในพื้นที่ มีส่วนในการทำให้เกิดไฟป่า ผมกล้าพูดได้เลยว่า ผมในฐานะของคนที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ผมยังไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ที่พวกเขากล่าวหา”

ทางด้านผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าวันนี้ สังคมพยายามที่จะดับไฟ ควบคุมไฟ โดยละเลยหรือมองไม่เห็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับไฟมากที่ชุด คือชุมชนในพื้นที่ป่า  ซ้ำร้ายยังผลักคนเหล่านี้ให้กลายเป็นจำเลยของสังคม

“เป็นเรื่องที่อันตรายที่มีคนบางกลุ่มสนใจแต่เรื่องไฟป่า แต่ละเลยไฟที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตข้าวโพด เพื่อเป็นผลิตอาหารสัตว์”

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผศ.ดร.ไชยณรงค์มองว่าการมุ่งกล่าวโทษชุมชน โดยไม่แตะบทบาทของทุนและอุตสาหกรรม เป็นรูปแบบหนึ่งของการเลือกปฏิบัติ ที่มักตกกับกลุ่มคนที่ไม่มีอำนาจและไม่มีพื้นที่สื่อ

ในขณะที่รัฐใช้นโยบายควบคุม เช่น “ห้ามเผา” และ “ปิดป่า” ภายใต้แนวคิด “ป่าต้องปลอดคน”  ซึ่งผศ.ดร.ไชยณรงค์มองว่าเป็นรากของปัญหาการจัดการไฟป่าในปัจจุบัน

“นโยบายห้ามเผา คือต้นเหตุที่ทำให้เราจัดการปัญหาไฟป่าไม่อยู่”

ศ.ดร.ไชยณรงค์ เสนอว่า สังคมจำเป็นต้องขยายกรอบการมองปัญหา ให้ครอบคลุมไฟหลายประเภท ทั้งไฟในชุมชน ไฟในป่าอนุรักษ์ และไฟที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมทั้งในและนอกประเทศ

สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต

โดยทางสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ได้สรุปประเด็นว่าการจัดการไฟป่าอย่างยั่งยืนต้องอาศัย การผสมผสานระหว่างกฎหมายกับจารีตควบคู่กันไป และต้องขยายกรอบการแก้ปัญหาไปสู่ระดับภูมิภาค เพราะปัญหาฝุ่นละอองและควันไฟ คือปัญหาข้ามพรมแดน ที่เรียกร้องให้รัฐมองปัญหาในฐานะ ความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพียงกรอบของรัฐชาติตนเองเท่านั้น

ชิงเผา คำตอบที่รอคอยการยอมรับและพิสูจน์

นรฤทธิ์ รักก้าวหน้า ชาวลาหู่ ผู้ใหญ่บ้านห้วยชมภู เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ต๋ำตอนบน จากต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย กล่าวถึงเรื่องการชิงเผาว่า ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบัน คือ “การสะสมของเชื้อเพลิง” จากการที่ไม่มีไฟเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี

“ใบไม้ใบหญ้าสะสมมาครึ่งเมตรแล้ว” นรฤทธิ์แสดงความกังวล ถึงในพื้นที่ของเขาที่ใช้มาตรากรห้ามเผา ทำให้เชื้อเพลิงสะสม “ถ้าไฟมาเมื่อไหร่ ได้ไหม้กันหมดแน่”

จากประสบการณ์ของเขา การปล่อยให้เชื้อเพลิงสะสมโดยไม่มีการจัดการ อาจนำไปสู่ไฟขนาดใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้ และสร้างความเสียหายรุนแรงต่อทั้งชุมชนและป่า

เขาจึงเสนอแนวทาง “การชิงเผาอย่างควบคุมได้” ในช่วงต้นฤดูแล้ง เพื่อจัดการเชื้อเพลิงในระดับที่ปลอดภัย ตามประสบการณ์ที่นรฤทธิ์มีข้อมูลว่า  “การชิงเผาในพื้นที่ที่ควบคุมได้ จะแก้ปัญหาเชื้อเพลิงสะสม”

นรฤทธิ์ รักก้าวหน้า ชาวลาหู่ ผู้ใหญ่บ้านห้วยชมภู เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ต๋ำตอนบน จาก ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

เพราะมาตรการห้ามเผาในระยะยาวเกินไป ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและฤดูกาลของชุมชน และอาจสร้างความเสี่ยงในการลุกไหม้มากกว่าการป้องกัน

สอดคล้องกับแนวคิดของมานพ บุญยืนกุล ชาวอ่าข่า และกำนันตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ที่มองว่า นโยบายปิดป่าที่ทำให้ชุมชนเข้าไปทำแนวกันไฟได้ลำบาก หรือการห้ามชิงเผาตั้งแต่ช่วงต้นปี ทำให้ชุมชนแทบไม่มีช่องทางในการป้องกันไฟก่อนฤดูไฟป่าเลย

“เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้เกิดไฟป่าเด็ดขาด”

มานพ บุญยืนกุล ชาวอ่าข่า และกำนันตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

มานพกล่าว พร้อมอธิบายว่าการจัดการไฟควรตั้งอยู่บนความเข้าใจธรรมชาติของไฟ ซึ่งไม่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นตลอดไปได้ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

ท้ายที่สุด มานพ ย้ำว่า การจัดการไฟป่าที่มีประสิทธิภาพต้องเปลี่ยนจาก “การห้าม” ไปสู่ “การจัดการ” ทั้งในมิติของเชื้อเพลิง วิธีการ และการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการมากกว่าตอนนี้

กล่าวโดยสรุปจาก IMN Special live: Ep.25 ในหัวข้อ: “อัคคีศาสตร์ชาติพันธุ์: จากจำเลย สู่สถาปัตยกรรมกำกับไฟ และนวัตกรรมอุปกรณ์ป้องกัน ดับไฟโดยชุมชน” ชี้ให้เห็นตรงกันว่า “ไฟป่า” ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยมาตรการเข้มงวด จากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เช่น การห้ามเผา การปิดป่า เป็นต้น เพราะหนึ่งในสาเหตุของปัญหาไฟป่าปีนี้คือ ความไม่สมดุลระหว่างนโยบายรัฐ ความรู้วิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาชุมชน ที่ไม่ลงรอยกันจนนำมาสู่การโต้เถียงและทำงานแยกส่วนกัน

โดยข้อเสนอร่วมนั้น จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองจาก “การควบคุมไฟ” เป็น “การอยู่ร่วมกับไฟอย่างมีความรู้” เปิดพื้นที่ให้ชุมชนซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงเข้ามามีอำนาจร่วมในการจัดการไฟ สนับสนุนเครื่องมือ สวัสดิการ และงบประมาณแก่คนหน้างาน ปรับกฎหมายและนโยบายให้ยืดหยุ่นต่อบริบทพื้นที่ เช่น การชิงเผาและการจัดการเชื้อเพลิงล่วงหน้า ควบคู่กับการบูรณาการข้อมูลวิทยาศาสตร์เข้ากับความรู้ท้องถิ่น 

ขณะเดียวกันต้องเลิกเหมารวมว่าชุมชนเป็นต้นเหตุ และหันไปจัดการปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น อุตสาหกรรม เกษตรเชิงเดี่ยว และมลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการไฟที่เป็นธรรม ยั่งยืน และตั้งอยู่บนความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ใช่การกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ชมรายการย้อนหลัง IMN Special live: Ep.25 ในหัวข้อ: “อัคคีศาสตร์ชาติพันธุ์: จากจำเลย สู่สถาปัตยกรรมกำกับไฟ และนวัตกรรมอุปกรณ์ป้องกัน ดับไฟโดยชุมชน” มีจำนวน 3 ตอน ดังนี้

  • ตอนที่ 1: “นวัตกรรมชุมชนและการรับมือกับไฟป่า” คลิกเพื่อดู: https://www.youtube.com/live/d9U9_EhraQQ
  • ตอนที่ 2: “จากจำเลยสู่สถาปัตยกรรมการกำกับไฟและนวัตกรรมอุปกรณ์ป้องกันดับไฟโดยชุมชน” คลิกเพื่อดู: https://www.youtube.com/live/YzEztEwkjSE?si=v1icvAjiA_OgnhC0
  • ตอนที่ 3: “นโยบายสู้ไฟป่าจากส่วนกลาง กับ เสียงคนในพื้นที่จริง” คลิกเพื่อดู: https://www.youtube.com/live/woPot3aQzEI?si=mxL6AaUmEvTaxalU

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ