1 ปีแห่งการต่อสู้ “คนอยู่กับป่า” ก่อนเวทีรับฟังความคิดเห็นแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 IMN Live Special EP24 ในหัวข้อ 1 ปีแห่งการต่อสู้ “คนอยู่กับป่า” ในเวทีฟังความเห็นกฎหมายอุทยาน ได้จัดขึ้นก่อนการมีเวทีฟังความเห็นกฎหมายป่าอนุรักษ์ ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ เทศบาลตำบลเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

IMN Live Special EP24 ในหัวข้อ 1 ปีแห่งการต่อสู้ “คนอยู่กับป่า” ในเวทีฟังความเห็นกฎหมายอุทยาน ออกอากาศเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 เวลา 19.00 – 20.00 น.

เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวตั้งแต่ต้น วิไลลักษณ์ เยอเบาะ รองผู้อำนวยการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) ได้เล่าความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมด

โดยต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ที่ประเทศไทยถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชนในปี 2557 ภายใต้การปกครองของทหารได้มีนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยใช้คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 ปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ มีคดีความเกิดขึ้น 57,000 คดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน จนท้ายที่สุดจึงมีคำสั่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปดำเนินการแก้ไข จนได้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ขึ้นมา

อ่านเรื่องราวพ.ร.ฎ. ป่าอนุรักษ์ กฎหมายเปลี่ยนคนอยู่กับป่า ให้กลายเป็นผู้บุกรุก เพิ่มทำความเข้าใจที่มาของปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ต้นได้ที่  https://imnvoices.com/?p=6084 

โดยแนวคิดของพ.ร.บ. ทั้งสองฉบับนั้น คือการอนุญาตให้คนอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพรรณสัตว์ อยู่อาศัยได้ชั่วคราว โดยมีกฎหมายรับรอง ซึ่งถูกระบุไว้ในมาตรา 64, 65 และ 121 ของพ.ร.บ.ดังกล่าวตามลำดับ ตามมาซึ่งการออกกฎหมายลูกอย่างพ.ร.ฎ.ป่าอนุรักษ์ (พระราชกฤษฎีกาจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์) ที่ทางมติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 นำมาซึ่งความกังวลของประชาชน และเริ่มมีการรวมตัวกันในนาม ‘สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.)’

จุดเปลี่ยนสำคัญจากภาคประชาชนคือ การปักหลักชุมนุม ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 ถึง 1 เม.ย. 2568 ทำให้ทางรองนายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น ประเสริฐ จันทรรวงทอง รับเรื่องและนำ 6 ข้อเรียกร้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือ

  1. เร่งดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 เป็นการเร่งด่วน โดยมีสัดส่วนกรรมการเท่ากันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน 
  2. ให้เร่งรัดการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของราษฎรให้เป็นไปตามมติครม.วันที่ 11 พ.ค. 2542 และมติครม. 12 พ.ย. 2567 
  3. การกำกับดูแลเรื่องงานโฉนดชุมชน 
  4. เร่งติดตาม ผลักดัน ให้มีมาตรการและกลไกในการแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล ให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในไทยเป็นเวลานาน รวมทั้งสิ้น 480,000 คน 
  5. ให้คณะอนุกรรมการอิสระเพื่อศึกษากำหนดแนวทางมาตรการเร่งรัดการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐ (One Map) และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามคำสั่งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ที่ 1/2568 

6. ขอให้นำผลการเจรจากราบเรียนนายกรัฐมนตรี และแจ้งให้ครม.รับทราบ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหา ให้กับประชาชนตามผลการเจรจาต่อไป

“นี่เป็นผลลัพธ์จากการชุมนุมที่ศาลากลางจ.เชียงใหม่ ของพี่น้องสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า”  

วิไลลักษณ์ เยอเบาะ รองผู้อำนวยการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT)

วิไลลักษณ์กล่าวถึงการชุมนุมเมื่อปี 2568 ที่ส่งผลให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ขึ้นมา และได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 4 ภาค  ซึ่งจัดขึ้นแล้วในภาคกลาง, และภาคตะวันตก และในภาคอีสาน จนมาถึงในภาคเหนือในวันที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้

“เราจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”

วิไลลักษณ์กล่าวสรุปว่า ตอนนี้ พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับมีความชัดเจนในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ป่า โดยการยึดพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ดังนั้นสิ่งที่สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า ออกมาเรียกร้อง ไม่ใช่การทำให้คนที่ผิดกลายเป็นคนถูก แต่พวกเขากำลังออกมาเรียกร้องและปกป้อง ที่ดินของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา ไม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของการฟอกเขียว เพิ่มพื้นที่ป่าที่มีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มโควตาคาร์บอนเครดิตให้แก่ภาคอุตสาหกรรม

“สิ่งที่ชาวบ้านมั่นใจคือตนเองอยู่มาก่อนการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แม้มีการสร้างภาพให้คนอยู่กับป่ากลายเป็นผู้ร้าย แต่เราอยู่ที่นั่นมานานและช่วยดูแลป่า ไม่ใช่มีแค่ป่าโดยไม่เหลือคน” วิไลลักษณ์กล่าวทิ้งท้าย

เวทีรับฟังความคิดเห็นมีความสำคัญต่อคนอยู่กับป่าอย่างไร

“วันนี้ยังมีทั้งชาวบ้านที่ตื่นตัว กับชาวบ้านที่ยังไม่ตื่นตัวไม่รู้ว่าตนเองกำลังสูญเสียที่ดิน”

ภัทรเดช เจริญกิจสุข  แกนนำกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ภัทรเดช เจริญกิจสุข  แกนนำกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในฐานะคนในพื้นที่ที่จะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ภัทรเดชแสดงความเป็นกังวลว่า ชาวบ้านเองไม่ค่อยได้รับข่าวสารเรื่องนี้ผ่านทางกรมอุทยานแห่งชาติ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนที่ถูกประกาศพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และมีโอกาสถูกยึดที่ดินทำกิน รวมทั้งต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

ภัทรเดชคือหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเขากล่าวใน IMN Live Special EP.24 ว่า ณ ตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ให้เขาผ่อนผันใช้พื้นที่แบบปีต่อปี พอหมดปีเอาผลผลิตออกจากพื้นที่การเกษตร ก็ต้องไปขอใช้พื้นที่ใหม่ในฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป

“มันไม่สมเหตุสมผล ทำไมผมต้องไปขอที่ดินจากพวกท่าน ในเมื่อมันเป็นที่ดินของบรรพบุรุษ” ภัทรเดชกล่าว

ทางด้านพชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และหนึ่งในคณะอนุกรรมการ การศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 กล่าวว่า  ตอนนี้ประเทศไทยมีชุมชนที่อยู่ในป่าอนุรักษ์จำนวน 4,042 ชุมชน คิดเป็นที่ดินประมาณ 4.73 ล้านไร่ เทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทย 320 ล้านไร่ โดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชุมชนเหล่านี้พชรระบุว่า ไม่ต่างอะไรกับโศกนาฏกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง รวมทั้งประชาชนรากหญ้า ที่ถูกรัฐประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทับที่ดินทำกินของตนเอง

“เราเคยเขียนจดหมายถึงอธิบดีกรมอุทยาน” พชรอธิบายถึงรายละเอียดในจดหมายว่า ต้องการทราบหลักเกณฑ์ภายใต้พ.ร.ฎ.ป่าอนุรักษ์ “อธิบดีกรมอุทยานตอบกลับชัดว่า 20 ปีเป็นเวลาที่เพียงพอให้ชาวบ้านไปจัดหาที่อยู่อื่น นอกเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพรรณสัตว์ป่า”

พชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

จึงเป็นที่แน่ชัดว่าเป้าหมายของกรมอุทยานแห่งชาติคือ ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะต้องไม่มีคนอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จึงเป็นโอกาสสำคัญ ณ​ ตอนนี้ที่ตามพระราชกฤษฎีกาการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. 2558 กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องทบทวนกฎหมายทุกฉบับทุกรอบ 5 ปี เพื่อพิจารณาแก้ไขหรือยกเลิกให้ทันสมัย และภายใต้คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว ที่จะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น พชรระบุว่าคือโอกาสสำคัญที่เสียงของผู้ได้รับผลกระทบจะไปถึงคณะรัฐมนตรี

“ไม่รู้ว่าเราจะได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ในการออกกฎหมายแบบนี้ต่อหน่วยงานรัฐได้อีกครั้งหนึ่งเมื่อไหร่” พชรกล่าว

ต้องไม่ลืมว่าระหว่างการร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 เกิดขึ้นในสมัยคณะรัฐประหาร ผ่านการพิจารณาและเห็นชอบโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  โดยความสำคัญของเวทีรับฟังความคิดเห็นที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นจึงมีความสำคัญ ที่ทางพชรกล่าวไว้ 3 ข้อคือ

  1. ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบออกมาสะท้อนเรื่องราวของตนเอง ผ่านบริบทและประวัติศาสตร์ของชุมชน เพื่อยืนยันว่าทุกชุมชนที่ออกมาเรียกร้องอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์
  2. แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากกฎหมายป่าอนุรักษ์ที่เป็นรูปธรรม จากอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่มากเกินไป 
  3. ขอให้มีการกันพื้นที่ของประชาชน ที่ผ่านการพิสูจน์ว่าอยู่มาก่อนการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ออกจากพื้นที่อนุรักษ์  และให้สิทธิการใช้ที่ดินอยู่ภายใต้กฎหมายและนโยบายอื่นๆ เช่น ข้อเสนอโฉนดชุมชนหรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

“ประชาชนจำเป็นต้องมีส่วนร่วมกับทุกกระบวนการต่อจากนี้ อย่าได้หวังพึ่งหน่วยงานรัฐ เพราะเขาไม่มีทางยอมทำตามข้อเสนอของประชาชนอย่างง่ายดาย” 

พชรกล่าวทิ้งท้าย โดยเขาเรียกร้องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น วันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ เทศบาลตำบลเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ