
“การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคม จะเป็นเด็กมาจากไหนก็ช่าง ถ้าถึงช่วงเวลาที่เด็กต้องเรียน พวกเขาทุกคนสมควรได้รับมัน”
แม้การเป็นครูจะไม่ใช่ความฝันในวัยเด็กของบุญชัย นิรุชากุล ที่เติบโตมาในชุมชนปกาเกอะญอ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ แต่นับตั้งแต่ปี 2549 ก็นับได้ 20 ปีแล้วที่เขายังคงยืนหยัดและเชื่อมั่นว่า การศึกษาควรเป็นสิทธิของเด็กทุกคนบนโลกนี้ และเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องช่วยสนับสนุน
จากเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน บุญชัยเล่าให้เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองฟังว่า เพื่อให้ตัวเองได้เรียนหนังสือ เขาต้องทำงานในวันหยุดเพื่อเก็บเงินไว้ใช้สำหรับการเดินทางไปเรียนในชั้นประถมศึกษาในหมู่บ้านใกล้เคียง
“สำหรับผมการศึกษาหมายถึงการขวนขวายเข้าถึงโอกาส คนรุ่นเดียวกันกับผม ไม่มีโอกาสได้เรียนกันทุกคน”

นี่คือเรื่องราวชีวิตของบุญชัย นิรุชากุล ครูใหญ่ประจำศูนย์การเรียนรู้มอวาคี ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ จากเด็กหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยฝันอยากทำงานเป็นช่าง ใช้โอกาสในการบวชเรียนเป็นพระเพื่อให้ตัวเองได้เรียนปริญญาตรี จนกระทั่งได้มาลิ้มรสการเป็นครู นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ บุญชัยยังคงทำงานบนความเชื่อที่ว่า
“ผมอยู่เพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่เด็กทุกคนจะเข้าถึงการศึกษาโดยเท่าเทียมและมีคุณภาพ”
กว่าจะมาเป็นครูใหญ่บุญชัย แห่งศูนย์การเรียนมอวาคี
หลังเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บุญชัยตัดสินใจศึกษาต่อที่โรงเรียนประจำทางศาสนาแห่งหนึ่งที่ จ.แม่ฮ่องสอน เขาคว้าโอกาสนั้นเพราะเป็นหนทางเดียวที่เขาจะได้เรียนฟรี บุญชัยเล่าว่าพื้นเพครอบครัวของเขา ไม่มีใครเคยได้รับการศึกษาและอ่านเขียนภาษาไทยได้ เวลาต้องติดต่อหน่วยงานรัฐ บุญชัยจึงต้องทำหน้าที่ล่ามให้กับครอบครัว แม้ว่าตัวเขาเองสื่อสารภาษาไทยได้ไม่ชัด
“ถ้าเราเรียนมันเป็นประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะกับตัวเรา แต่เป็นประโยชน์กับครอบครัวและคนรอบข้าง ถ้าได้เรียนสูงๆ เราสามารถกลับมาช่วยชุมชนได้”
บุญชัยเลือกเรียนต่อสายอาชีพ แต่ระหว่างที่กำลังหาโอกาสเรียนต่อระดับปวส. เขาได้รับการชักชวนให้ไปบวชภาคฤดูร้อน โดยระหว่างการบวช บุญชัยได้รับหน้าที่สอนจริยธรรมให้กับเด็กๆ ทุกวันเสาร์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บุญชัยค้นพบว่า ตนเองมีความสุขที่ได้สอนหนังสือ
“ตอนนั้นถ้าเรียนจบ ผมอยากเป็นครูบนดอย อยากสอนเด็กชนเผ่า”
บุญชัยเรียนจบสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ในที่สุด แต่ความตั้งใจที่จะได้เป็นครูไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นพนักงานทั่วไปอยู่ที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ก่อนที่เขาจะเห็นประกาศรับสมัครงานเจ้าหน้าที่ภาคสนามของ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.)

บุญชัยเล่าย้อนว่าในระหว่างกระบวนการสัมภาษณ์งาน เขาต้องผ่านการสัมภาษณ์กับทางผู้นำชุมชน และผู้นำจิตวิญญาณที่หมู่บ้านมอวาคี คำถามหนึ่งที่เขาได้รับคือ ‘คุณสามารถพูด อ่าน เขียน ภาษาปกาเกอะญอได้หรือไม่’ บุญชัยเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวที่สามารถเขียนภาษาปกาเกอะญอได้ นั่นทำให้เขาได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม โดยมีหน้าที่คือการสอนหนังสือเด็กที่ศูนย์การเรียนมอวาคี
บุญชัยเริ่มต้นสอนในปี 2549 เขาเล่าว่าวันนั้นไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงในชุมชน อาคารเรียนทำจากหญ้าคา และต้องระดมทุนจากภายนอกเพื่อมาเป็นงบประมาณในการจัดการเรียนการสอน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ศูนย์การเรียนมอวาคี ยังคงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอก โดยที่ทางภาครัฐยังคงปฏิเสธการช่วยเหลือทางงบประมาณ เนื่องจากศูนย์การเรียนมอวาคีไม่ได้จัดการเรียนการสอน ตามหลักสูตรที่ทางกระทรวงศึกษาธิการกำหนด
การศึกษาทางเลือก ทางเลือกที่ทางรัฐลังเลสนับสนุน
ศูนย์การเรียนมอวาคีก่อตั้งขึ้นในปี 2535 จัดการศึกษาทางเลือกให้กับเด็กในชุมชนได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปเรียนในสถานที่ที่อยู่ห่างไกล ในวัยที่พวกเขายังเด็ก

บุญชัยเล่าว่าสิ่งที่ทำให้เขาเป็นครูที่นี่มาร่วม 20 ปี เพราะรูปแบบการสอน ที่สอนเรื่องของชนเผ่าตัวเองควบคู่ไปกับการเรียนรู้เรื่องสมัยใหม่
สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปสำหรับศูนย์การเรียนมอวาคีคือ เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ภาษาปกาเกอะญอของตนเอง ควบคู่ไปกับเวลามีเหตุการณ์หรือพิธีกรรมต่างๆ เกิดขึ้นในชุมชน ครูจะพาเด็กลงพื้นที่ไปเรียนรู้จากสถานการณ์จริง
“เสาร์อาทิตย์เด็กๆ ตามพ่อแม่ไปทำไร่ทำนา พอวันจันทร์ก็มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง มันคือการเรียนรู้จากชีวิตจริงของชุมชน”
แต่หลักสูตรการเรียนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเรียนรู้นอกห้องเรียน พวกเขายังคงต้องเรียนวิชาบังคับภาคพื้นฐานไม่ต่างจากเด็กทั่วไป เพียงแต่มีการแบ่งสัดส่วนวิชาเลือกที่เด็กนักเรียนจะได้เรียนสิ่งที่เป็นรากเหง้าของตนเอง
“พอเราส่งต่อเด็กที่เรียนจบไปยังโรงเรียนมัธยม ผมจะติดตามผลกับครูที่นั่นว่า เด็กผลการเรียนเป็นอย่างไร ถ้าเด็กยังอ่อนในเรื่องไหน เราจะนำมาปรับหลักสูตรของเรา”

ก่อนปี 2559 ศูนย์การเรียนมอวาคี อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) (ชื่อเดิม) แต่หลังจากนั้นบุญชัยเล่าว่าได้ย้ายมาสังกัดอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ครั้งหนึ่งเด็กนักเรียนจากศูนย์การเรียนมอวาคี เคยได้รับโอกาสในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน เพื่อวัดความรู้ความสามารถตามหลักสูตรแกนกลางของนักเรียนชั้น ป.6 แต่ด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณ ที่ทางศูนย์การเรียนต้องรับผิดชอบตนเอง ทำให้สุดท้ายเด็กนักเรียนที่นี่ก็ขาดโอกาสในการสอบ
“การรับรองวุฒิการศึกษาครั้งหนึ่งเคยเป็นปัญหาสำหรับศูนย์การเรียน”
การจัดการศึกษาทางเลือกไม่เคยเป็นเรื่องง่ายสำหรับประเทศไทย บุญชัยเล่าว่า ก่อนที่เขาจะเข้ามาทำงาน เด็กนักเรียนจะได้ใบรับรองการศึกษาจากสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และผู้อาวุโสในชุมชนรับรองผลการเรียนให้

ถัดจากนั้นเมื่อบุญชัยเข้ามาเป็นครูที่ศูนย์การเรียนมอวาคี มีการออกใบปพ.9 หรือสมุดบันทึกผลการเรียนที่โรงเรียนจัดทำขึ้น เพื่อใช้ในการนำไปสมัครเรียนต่อในระดับชั้นมัธยม แต่ก็ใช่ว่าทุกโรงเรียนจะยอมรับ ใบรับรองการศึกษาในลักษณะนี้
“ปัญหาคือเด็กที่จะไปโรงเรียนใหม่ ถ้าเป็นโรงเรียนที่เราไม่เคยส่งเด็กไป ผมต้องไปคุยกับผู้บริหารของโรงเรียนนั้น อธิบายว่าเราจัดการเรียนการสอนอย่างไร”
และเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ว่าด้วยเรื่องของการจัดการศึกษาทางเลือกในประเทศไทย ศูนย์การเรียนมอวาคีได้รับการรับรองทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ ในการเป็นศูนย์การเรียนทางเลือกเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2559
“ในเมื่อกฎหมายรับรองศูนย์การเรียนเราแล้ว” บุญชัยอธิบายต่อถึงเรื่องการรับรองวุฒิการศึกษา “ศูนย์การเรียนควรมีสิทธิที่จะใช้ใบปพ.1 (ระเบียนแสดงผลการเรียน) จากกระทรวงศึกษาธิการ”
อย่างไรก็ดีสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ศูนย์การเรียนมอวาคีถูกตรวจสอบและถูกยึดคืนวุฒิการศึกษา ทางกระทรวงศึกษาธิการให้เหตุผลว่าศูนย์การเรียนมอวาคี อยู่ภายใต้การศึกษาทางเลือกในมาตรา 12 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไม่สามารถใช้ใบปพ.1 ได้
แต่ทางบุญชัยไม่ยอมแพ้และยืนยันว่าเด็กๆ เขาของ ควรที่จะได้รับการรับรองผลการศึกษา เพื่อโอกาสในการศึกษาต่อ จนในที่สุดทางกระทรวงศึกษาธิการออกใบปพ.1 ให้ โดยมีวงเล็บว่าสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะใช้ในศูนย์การเรียน
“ตอนนี้เรามีใบรับรองผลการเรียนที่มีศักดิ์มีศรีเทียบเท่ากับโรงเรียนปกติ เด็กของเราเรียนจบไปสามารถไปเรียนต่อได้ในทุกที่”

บุญชัยกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ณ ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนจบการศึกษาจากศูนย์การเรียนมอวาคีแล้ว 29 รุ่น จำนวน 230 คน ศิษย์เก่าบางส่วนเรียนจนจบชั้นปริญญาตรี หลายคนกลับมาเป็นครูสอนเด็กอนุบาลในชุมชน กลายเป็นผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล
“แกนนำหลักที่อยู่ในชุมชนตอนนี้ ล้วนเป็นศิษย์เก่าของศูนย์การเรียนมอวาคี”
บุญชัยกล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้ ที่เชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญของการศึกษาทางเลือกที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ การศึกษาที่ทำให้คนไม่ลืมรากเหง้าความเป็นชุมชนของตนเอง ในขณะที่ยังสามารถต่อยอดออกไปศึกษาเรียนรู้ในโลกภายนอกได้
หวังว่าสักวันหนึ่ง ประเทศไทยจะยอมรับการศึกษาที่หลากหลาย
“ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่เรียนร่วมกับคนเมือง และอายที่จะบอกคนอื่นว่าเป็นปกาเกอะญอ ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้เหมือนคนเมือง ซึ่งไม่ใช่ชีวิตที่แท้จริงของเรา”

ด้วยเหตุผลนี้ทำให้บุญชัยเห็นว่าการเรียนเรื่องวัฒนธรรมของตนเอง ยังมีความจำเป็น แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงกันมาตลอดว่า การเรียนรู้เรื่องภาษาแม่หรือวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่จบอยู่แค่ในชุมชน เด็กไม่สามารถต่อยอดความรู้ไปใช้ต่อได้ในการเรียนระดับที่สูงขึ้น ในอีกมุมหนึ่งบุญชัยมองว่า ในขณะที่โรงเรียนรัฐทำให้เด็กไม่กล้าที่จะแสดงออกว่าตนเองเป็นคนชนเผ่า ความกลัวที่จะเปิดเผยตัวตน เป็นการลดคุณค่าของตนเองลงโดยอัตโนมัติ
“ดังนั้นสิ่งที่เราสอนคือการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ก่อนที่จะออกไปเผชิญกับสังคมและวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นชิน เราไม่ได้จัดการเรียนการสอนที่แตกต่างเพื่อให้เกิดความแตกแยก แต่ว่าเราแตกต่างเพื่อจะให้เรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะกับเรามากที่สุด”

บุญชัยมองว่าในท้ายที่สุดแล้ว เด็กมีโอกาสอยู่ในชุมชนจนถึงแค่ระดับชั้นประถมศึกษา ต่อจากนั้นต้องเข้ารับการศึกษาตามที่ระบบการศึกษาส่วนกลางกำหนด นี่จึงเป็นเพียงโอกาสไม่กี่ครั้งในช่วงชีวิต ที่เด็กจะได้อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนและครอบครัว โดยมีศูนย์การเรียนมอวาคีเป็นสื่อกลางในการเชื่อมการศึกษาให้เข้ากับวัฒนธรรมของชุมชน
“ผมไม่ได้อยากเห็นทั้งประเทศไทย จัดการศึกษาในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด ผมอยากจะเห็นการศึกษาที่หลากหลาย ไม่อยากเป็นเหมือนตัวเองตอนเด็ก ที่ต้องมาท่องจำในสิ่งที่ตนเองไม่เชื่อเช่น ชาวเขาทำลายป่า ผมไม่อยากให้เด็กนักเรียนของผม เรียนแบบไม่รู้ที่มาที่ไปของสิ่งนั้น”
ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์บุญชัยได้ไฮไลท์อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ที่ความหวังของเขาริบหรี่ลงเรื่อยๆ คือการที่ศูนย์การเรียนมอวาคีไม่เคยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ

บุญชัยแสดงความเป็นกังวลว่า การต้องคอยพึ่งพิงทุนกว่า 70-80% ที่เป็นองค์กรการกุศลทางศาสนาจากต่างประเทศ ไม่สามารถสร้างการศึกษาที่ยั่งยืนได้
“ภาครัฐยังหวงอำนาจในการบริหารจัดการไว้กับตัวเอง”
หนทางเดียวที่เด็กในชุมชนบ้านมอวาคี ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ. เชียงใหม่ จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณทางการศึกษาจากรัฐ คือการที่พวกเขาจะต้องจากบ้านไปไกลหลายสิบกิโลเมตร เพื่อไปศึกษาในสถานศึกษาที่รัฐจัดไว้ให้เท่านั้น แต่นั่นขัดกับเจตจำนงของบุญชัย และศูนย์การเรียนมอวาคีที่มองว่า อยากจัดการศึกษาที่ทำให้เด็กปกาเกอะญอ ยอมรับความเป็นปกาเกอะญอของตนเอง และกล้าที่จะเผชิญกับสังคมภายนอกในอนาคตอย่างภาคภูมิ
“ผมอยากเห็นเด็กที่ผ่านระบบการศึกษาทางเลือก เป็นคนสองวัฒนธรรม คือเมื่อสำเร็จการศึกษาดั่งที่ใจหวังแล้ว สามารถกลับมาพัฒนาชุมชนของตนเอง ในขณะเดียวกันก็เท่าทันกับสังคมภายนอก”
บุญชัยยังคงเชื่อมั่นในเรื่อง การศึกษาที่หลากหลายควรได้รับการสนับสนุนขั้นพื้นฐานจากภาครัฐ โดยเขายังคงทำงานพัฒนาศูนย์การเรียนมอวาคี ให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่เด็กๆ เข้าถึงการศึกษา และในอนาคตต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างเทียบเท่ากับโรงเรียนในระบบปกติ
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ