โลกรวน ทะเลเปลี่ยน หัวใจจำต้องพลัดถิ่น

ลึกเข้าไปทางทิศตะวันตกของเกาะพยาม บริเวณที่ชาวบ้านเรียกกันว่า อ่าวเขาควาย เป็นที่ตั้งของ “หมู่บ้านมอแกน” ที่ดูเหมือนจะซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ป่าโกงกาง แต่หากลองค้นหาใน Google Maps จะพบพิกัด และรีวิวว่านี่คืออีกหนึ่งสถานที่ที่นักนักท่องเที่ยวมักปักหมุดมาเยือนเมื่อมาถึงเกาะพยาม ชุมชนชาวมอแกนอาศัยอยู่บนเกาะพยามมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์สึนามิปี   พ.ศ. 2547 ชาวมอแกนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลอันดามัน มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับทะเล  ชาวมอแกนบนเกาะพยามส่วนใหญ่เดินทางมาจากหมู่เกาะสุรินทร์และเกาะเหลาหลังเหตุการณ์สึนามิ พวกเขาได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะพยามอย่างถาวรจนปัจจุบันมีชาวมอแกนอาศัยอยู่บนเกาะพยามประมาณ 30 ครัวเรือน

วิถีชีวิตมอแกนอยู่กับทะเลมาตั้งแต่เกิด

“10 ขวบ พ่อแม่ก็พาลงเรือ ออกทะเล จนตอนนี้ 40 กว่า ก็ทำทะเลมาตลอด”

เด็กๆ ชาวมอแกนบนเกาะพยามกำลังจะเรียนรู้ในการออกเรือหาปลา ภาพ: Rad ri Lab 

 ติ๋ม ทะเลลึก เป็นชาวมอแกนโดยกำเนิด ดำรงชีวิตอยู่เคียงข้างเรือและทะเลมาตลอด แม้ในวันนี้เธอจะมีบ้านที่ตั้งมั่นอยู่บนผืนดินที่เกาะพยาม แต่ภาพที่แจ่มชัดที่สุดในความทรงจำยังคงเป็นผืนน้ำผืนเดิมที่พ่อแม่ใช้เรือก่าบาง เรือไม้ระกำแบบดั้งเดิมเป็นเอกลักษณ์และจิตวิญญาณของชาวมอแกนที่เป็นทั้งบ้านและพาหนะเดินทางเพื่อออกหาสัตว์ทะเล หากด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้เรือก่าบางแบบดั้งเดิมลดลงเพราะการหันไปใช้เรือหัวโทงติดเครื่องยนต์จะสะดวกกับการใช้งานและซ่อมแซมมากกว่า แต่ทักษะการดำน้ำลึกเพื่อจับปู จับปลา ที่ถูกสั่งสอนจากครอบครัวยังคงติดตัวเธอมาจนถึงปัจจุบันนี้ ชาวมอแกนสามารถดำน้ำลึกได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พยุงชีพ พวกเขามักใช้เครื่องมือประมงอย่างง่าย เช่น หอกตกปลา หรือบางครั้งก็ใช้มือเปล่าในการจับสัตว์น้ำ เช่น ปลิงทะเล หอย ปู

ชาวมอแกนบางคนยังมีทักษะเฉพาะตัวอย่างการดำน้ำฟังเสียงปลา ที่เมื่อดำลงไปแล้วจะรู้ว่าฝูงปลาอยู่ในทิศทางไหน ใกล้หรือไกลจากเรือมากน้อยเพียงใด ทักษะนี้ต้องผ่านการฝึกฝนและประสบการณ์ ต้องไม่กลัวและไม่ขี้เกียจเพราะจะต้องออกหาปลาตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นเวลาที่มีปลาเยอะในบริเวณผิวน้ำและมีเสียงดังชัดเจน จึงทำให้ชาวมอแกนผู้สืบทอดการดำน้ำฟังเสียงปลาเหลือน้อยลงไปทุกที

ติ๋ม ทะเลลึก ชาวมอแกนบนเกาะพยาม ภาพ: Rad ri Lab 

เมื่อมอแกนหันหัวเรือออกสู่ทะเล พวกเขาไม่ได้ออกไปเพียงเพื่อหาปลามาเลี้ยงชีพ แต่เป็นที่ที่จะได้ทบทวนวิชาชีวิตและสัมผัสถึงร่องรอยแห่งความทรงจำที่คนในครอบครัวร่วมกันถ่ายทอดให้ผ่านผืนน้ำสีคราม

“ชีวิตของมอแกน อยู่ในทะเล”

 ประโยคสั้นๆ จากติ๋มทำให้เห็นชัดว่า ทะเลไม่ใช่เพียงสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวเหมือนที่ผู้คนต่างแวะเวียนมาเพื่อพักผ่อนร่างกายและจิตใจ แต่คือชีวิต คือการทำมาหากิน คืออาหารในแต่ละมื้อ รวมถึงพื้นที่สอนความหมายของการเป็น ชาวมอแกน

 ในวันที่ทะเลที่เปลี่ยนแปลง ชีวิตจึงไม่เหมือนเดิม

ข้อมล จากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือ NOAA ระบุว่า อุณหภูมิน้ำทะเลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจนทำลายสถิติใหม่ จากเดิมที่เคยบันทึกไว้ที่ 21 องศาเซลเซียสในปี 2559 ได้ขยับขึ้นเป็น 21.1 – 21.2 องศาเซลเซียส ในปี 2566 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงสุดเท่าที่เคยมีบันทึกมา การเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่องศานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพียง 0.1-0.2 องศาเซลเซียส สามารถส่งผลให้ปะการังฟอกขาว ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเสียหายไป และเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำสูงเกิน 31 องศาเซลเซียส จะกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดพายุที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะในแถบทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล ที่พายุไซโคลนมีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายหนักกว่าเดิมและกินระยะเวลานานกว่าที่เคยเป็นมา

ภาพ: Rad ri Lab 

วิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลโดยตรงต่อปริมาณสัตว์น้ำในน่านน้ำไทย ข้อมูลจากกรมประมงเผยสถิติที่น่าตกใจว่า ในปี พ.ศ. 2560 ปริมาณการจับสัตว์น้ำรวมของไทยลดลงเหลือเพียง 1.30 ล้านตัน จากเดิมที่เคยทำได้สูงถึง 1.56 ล้านตัน ในปี พ.ศ. 2557 แม้ว่าการประมงส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ 70 จะมาจากอ่าวไทยและขับเคลื่อนโดยเรือประมงพาณิชย์เป็นหลัก แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดกลับเป็น “ประมงพื้นบ้าน” เนื่องจากสัตว์น้ำเริ่มมีการขยับขยายย้ายถิ่นฐานตามอุณหภูมิน้ำที่เปลี่ยนไป ทำให้ความหลากหลายและจำนวนสัตว์น้ำเศรษฐกิจในพื้นที่ชายฝั่งลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย

บ้านที่อาศัยอยู่ของชาวมอแกนบนเกาะพยามภาพ: Rad ri Lab 

หากมองลึกลงไปในตัวเลขรายงานทางเศรษฐกิจที่เป็นผลจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ที่รับผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นประชาชนกลุ่มเปราะบาง ที่มีทรัพยากรเพื่อรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศน้อยกว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้ก่อ แต่พวกเขามีโอกาสเผชิญผลกระทบที่มากกว่า ทั้งการประกอบอาชีพ และความมั่นคงด้านต่าง ๆ ของชีวิต ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศจึงเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกกับปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงาน แต่มันคือวิกฤตปากท้องที่ชาวเลสัมผัสได้ ดังคำบอกเล่าของ ชาวมอแกนเกาะพยาม ที่สะท้อนภาพความลำบากในปัจจุบันว่า

“ตอนนี้ออกไปเจาะหอย หาปลามากินในบ้านอย่างเดียว ไม่มีไปขาย ปกติออกไปวางอวน 7 โมงเช้า กลับมา 5 โมง (11.00 น.) ก็ได้ปลามา 20-30กิโลฯ พวกปูวันนึงจับได้เป็นเข่ง แต่ตอนนี้บางทีได้แค่ตัวเดียว เติมน้ำมันออกไป 20ลิตร กลับมาไม่ได้อะไร ขาดทุน”

ชาวมอแกนบนเกาะพยาม ภาพ: Rad ri Lab 

จากการที่สัตว์ทะเลเริ่มลดน้อยลง ปูและปลาซึ่งเคยติดอวนขึ้นมาอย่างอุดมสมบูรณ์ กลับกลายเป็นเรื่องที่ชาวเลต้องลุ้นและเสี่ยงดวงทุกครั้งที่หันหัวเรือออกสู่ทะเล ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม สิ่งที่หาได้จากทะเลในวันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่อาหารสำหรับจุนเจือครอบครัวอีกต่อไป หากแต่ต้องถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสินค้าเพื่อนำไปขาย แลกเป็นเงินมาซื้อของจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน และวันนี้รายได้ที่เคยเลี้ยงปากท้องกำลังหดตัวลงตามจำนวนสัตว์น้ำที่หายไป

ชีวิตที่ต้อง “แยกทาง” เพื่อความอยู่รอด

ความแปรปรวนของสภาพอากาศไม่ได้ส่งผลแค่บนผิวน้ำ แต่มันแทรกซึมเข้าไปถึงในบ้านของครอบครัวชาวมอแกน เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นจนอาจทำให้สัตว์น้ำย้ายถิ่นฐานไปในที่ลึกและเย็นกว่า ภาระการดิ้นรนจึงถูกแบ่งออกเป็นสองสาย

วาโด๊ะ ทะเลลึก คุณแม่ลูก 3 วัยสามสิบปี กำลังง่วนอยู่กับกิจกรรมในครัวหลังจากกลับจากออกเรือกับสามี เพื่อไปเจาะหอยมาเป็นวัตถุดิบทำกับข้าว

วาโด๊ะ ทะเลลึก ชาวมอแกนบนเกาะพยาม ภาพ: Rad ri Lab 

วาโด๊ะเล่าว่า ปกติเธอและสามีจะวางอวนจับปูไปขายให้เถ้าแก่ที่มารับซื้อที่หน้าหาด ราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 270 – 300 บาท ถือเป็นรายได้หลักจุนเจือครอบครัว แต่ช่วงนี้เธอและสามีไม่ได้ออกทะเลเลยเพราะในทะเลไม่มีของให้จับเหมือนเดิม เมื่อถามถึงสาเหตุของที่ปูหายไป เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ ในวันพรุ่งนี้ สามีของเธอจะต้องเดินทางไปจังหวัดกระบี่โดยมีคนที่เธอเรียกว่าเถ้าแก่มารับ เพื่อไปรับจ้างเก็บแมงกระพรุน

“เพิ่งจะเคยได้ลองจับครั้งนี้ครั้งแรก” มอเอ้ ทะเลลึก ชายผู้เป็นสามีของวาโด๊ะ บอกความในใจพร้อมส่งสายตาที่มองไปที่ลูกสาวคนเล็กวัยสามขวบซึ่งกำลังวิ่งไปมา

“แต่เคยออกไปรับจ้างก่อสร้าง ไม่ชอบเลย บางทีก็โดนโกง ถ้ามีปูให้จับไม่อยากออกไปหรอกนะ”

เมื่อปากท้อง และรายจ่ายยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทะเลหน้าบ้านกำลังเปลี่ยนไป  ปลาและปูไม่มีให้จับ ผู้ชายมอแกนหลายคนต้องตัดสินใจทิ้งเรือและบ้าน เพื่อไปเป็นแรงงานรับจ้างก่อสร้าง หรือเดินทางไกลไปจังหวัดกระบี่เพื่อไปรับจ้างจับแมงกะพรุนที่มีเข้ามาตามฤดูกาล ที่พอจะเป็นงานที่ทำรายได้ให้กับพวกเขาในช่วงนี้

มอเอ้ ทะเลลึก ชาวมอแกนบนเกาะพยาม ภาพ: Rad ri Lab 

ความร้อนของโลกกำลังเปลี่ยนพรานทะเลให้กลายเป็นแรงงานพลัดถิ่นอย่างจำยอม และในวันที่หัวหน้าครอบครัวต้องจากบ้านไปไกล ผู้หญิงมอแกนต้องแบกรับภาระเลี้ยงลูกและหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากงานฝีมือ มีการตั้งซุ้มขายเครื่องประดับที่ทำจากลูกปัดและเชือกถักให้นักท่องเที่ยว เยียวยารายได้ ในวันที่สามีไม่อยู่และไม่มีเรือออกไปหาปลาไกล ๆ นอกจากนั้นเธอต้องรอคอยจังหวะน้ำลด เพื่อออกไปเดินเจาะหอยตามโขดหินชายฝั่ง ได้มากก็นำไปขาย ได้น้อยหรือไม่มีใครรับซื้อก็มาเป็นกับข้าวในบ้าน

เป็นวิธีการใช้ชีวิตเพื่อรอการกลับมาของสามี รอวันที่ทะเลหน้าบ้านกลับมาเป็นแหล่งอาหารและรายได้ รอวันที่ครอบครัวกลับมากินข้าวพร้อมหน้ากัน

มอเอ้ ทะเลลึก ชาวมอแกนบนเกาะพยาม ภาพ: Rad ri Lab 

เมื่อทะเลที่เคยเป็นดั่งชีวิต เป็นที่ทำมาหากิน เป็นสมบัติที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ เป็นพื้นที่ที่เก็บทั้งความทรงจำของคนรุ่นก่อน และอนาคตของลูกหลาน กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้พรากไปแค่สัตว์น้ำ แต่มันพราก “ความสัมพันธ์” และ “จิตวิญญาณ” ของคนกับทะเลไปพร้อมๆ กัน ภาพสะท้อนจากเกาะพยามย้ำเตือนเราว่า วิกฤตโลกร้อนไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันคือเรื่องของปัจจุบัน ที่กำลังพรากความสัมพันธ์และทำลายจิตวิญญาณคนกับทะเล

 คำถามสุดท้ายที่ทิ้งไว้ท่ามกลางเสียงคลื่นและแสงแดดคือ “ในวันที่โลกยังร้อนขึ้นไม่หยุดนิ่ง เราจะเหลือพื้นที่แบบไหนให้ชาวมอแกนได้หยั่งรากฝากชีวิต?”

ประโยคที่ว่า “ชีวิตของมอแกน อยู่ในทะเล” คือคำพูดที่ออกมาจากหัวใจอย่างภาคภูมิ แต่เมื่อทะเลผืนเดิมที่เคยโอบอุ้มชีวิตที่พวกเขาเคยรู้จักคุ้นเคยเริ่มแปรเปลี่ยน ในวันข้างหน้าพวกเขายังจะสามารถพูดประโยคเดิมนี้ออกมาได้เต็มปากหรือไม่ ?

เขียน: ณัฐชา เจริญสุข / เรียบเรียง: นพพล ไม้พลวง