นโยบาย “ปิดป่าเพื่อป้องกันไฟป่า” ปี 2569 เป็นมาตรการของรัฐบาลไทยในการรับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ซึ่งถูกกำหนดภายใต้มติคณะรัฐมนตรี 10 กุมภาพันธ์ 2569

มาตรการที่ตามมาจากสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเวลาดังกล่าวคือ ‘Zero Tolerance’ หรือการปิดป่าห้ามเข้าเด็ดขาด ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงหรือพบจุดความร้อน (Hotspot) โดยมีการสั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่อนุรักษ์ 37 พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ออกประกาศห้ามบุคคลเข้าไปในพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในภาคเหนือ 17 จังหวัด และพื้นที่อื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ป่า หนึ่งในนั้นคือสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 จ.ลำปาง มาตรการดังกล่าว ได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวลำปางทั้งจังหวัด รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามฤดูกาลของชาวปกาเกอะญอ ชุมชนบ้านขวัญคีรี อ.งาว จ.ลำปาง
“นโยบายปิดป่ามันช่วยลดไฟป่าไม่ได้จริง เพราะว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีระบบการจัดการไฟป่าที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากพอ”
มะลิวัลย์ นุแฮ ผู้นำชุมชนบ้านขวัญคีรี ได้กล่าวกับ IMN ว่าที่ผ่านมาในช่วงเวลากลางเดือนมีนาคม ชาวปกาเกอะญอในพื้นที่จะร่วมกันจัดทำแนวกันไฟป่า และจัดทีมเฝ้าระวังไฟป่าเป็นประจำในทุกปี แต่ในปีนี้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว ว่าการเข้าไปจัดการไฟป่า จะกลายเป็นความผิดทางกฎหมาย เมื่อประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๓ (ลำปาง)

เรื่อง ห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเผาป่าหรือเข้าไปกระทำการใดๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่จังหวัดลำปาง ระบุไว้ว่า ราษฎรรายใดมีความประสงค์จะเข้าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพื่อดำเนินกิจการใดๆ ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนไปขอลงทะเบียนเข้าพื้นที่ป่าได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแสดงตนขออนุญาตเข้าพื้นที่ป่า และหากเกิดไฟไหม้ป่าในบริเวณดังกล่าว ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ต้องมีการแจ้งความ ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจในท้องที่นั้นเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดเป็นรายๆ ไป
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ นโยบายการปิดป่าที่เข้มงวดถึงเพียงนี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ได้จริงหรือ?
เมื่อการปิดป่าปิดโอกาสให้ชุมชนช่วยจัดการไฟ
“ไม่มีอะไรการันตีเลยว่าปิดป่าแล้วไฟจะไม่ไหม้”
มะลิวัลย์กล่าวว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชุมชน ตอนนี้ชาวบ้านสูญเสียกำลังใจที่พวกเขาออกมาช่วยกันจัดทำแนวกันไฟป่ากันทุกปี อีกทั้งที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุไฟป่าใกล้เคียงกับพื้นที่ชุมชน คนที่เข้าไปจัดการไฟได้เป็นลำดับแรกคือชาวบ้าน สำหรับชุมชน ไม่เคยมองว่าการจัดการไฟป่าเป็นเรื่องยาก แต่กลับต้องมาลำบากใจกับนโยบายจากส่วนกลาง ที่เข้ามาบีบบังคับการทำงานของชาวบ้านในพื้นที่
“เรากล้ายืนยันเลยว่าแถวพื้นที่ชุมชนเราแทบไม่มีไฟป่า เพราะว่าชุมชนของเรามีระบบการจัดการไฟป่าโดยใช้ภูมิปัญญาของชุมชน”

มะลิวัลย์อธิบายวิถีปฏิบัติของชุมชนบ้านขวัญคีรีว่า ในทุกปีนอกจากมีการทำแนวกันไฟป่าแล้ว ยังมีการจัดชุดเฝ้าระวังไฟป่าเวรละ 4 คนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน นอกจากนี้ในวิถีวัฒนธรรมของชาวปกากะญอ มีวิธีการจัดการไฟและการเคารพบูชาไฟที่เลี้ยงว่าพิธี ‘เลี้ยงผีไฟ’ เป็นพิธีกรรมเพื่อขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งมีชีวิตที่ถูกเผาไหม้
มะลิวัลย์มองว่าสังคมภายนอกยังมีความเข้าใจผิดอยู่มากต่อเรื่องของไฟ จากภาพที่เห็นในสื่อหรือการประชาสัมพันธ์ของรัฐ ที่มองไฟเป็นตัวร้ายในด้านเดียว และชี้นิ้วโยนความผิดให้กับคนที่อยู่อาศัยใกล้ชิดกับป่า
“วันนี้เรามั่นใจว่าพื้นที่ในความดูแลของชุมชนปลอดภัยจากไฟป่า แต่คนข้างล่างยังมองว่าไฟมาจากคนบนดอย มันคือการเหมารวม”

มะลิวัลย์กล่าวอย่างมั่นใจว่า ถ้าเรื่องของการจัดการไฟป่า พวกเขาเข้าใจและสามารถจัดการมันได้ดี แต่ในวันนี้ภาครัฐกลับพยายามรักษาอำนาจการจัดการไฟป่าแบบรวมศูนย์ไว้ที่ตนเอง ทั้งๆ ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่คือผู้มีบทบาทหลักในการปกป้องพื้นที่ของพวกเขาจากไฟป่า
“รัฐต้องยอมรับการทำงานของชาวบ้านและร่วมกันจัดการไฟป่าร่วมกัน การกำหนดนโยบายปิดป่าแบบนี้ ทำให้ชาวบ้านไม่เหลือพื้นที่ในการใช้ชีวิตเลย แล้วชาวบ้านจะมีแรงจูงใจในการจัดการป่าไปเพื่ออะไร” มะลิวัลย์กล่าวทิ้งท้าย
ทางด้านพชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มองนโยบายการปิดป่าในปีนี้ที่มีความเข้มงวดว่า เกิดขึ้นจากสาเหตุที่ในพื้นที่ จ.ลำปาง มีค่าฝุ่น Pm2.5 และจุดความร้อนสูงเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่ จึงถูกเพ่งเล็งในการควบคุมการเข้าออกพื้นที่เป็นลำดับแรก
“เราไม่เห็นด้วย” พชรกล่าวถึงนโยบายปิดป่า “ต้นเหตุของการปิดป่า เพราะวันนี้สังคมกังวลกับฝุ่น PM 2.5 และสาเหตุของฝุ่นนั้นมาจากหลากหลายปัจจัยทั้งภาคอุตสาหกรรม การเกษตร การขนส่ง แต่วันนี้สังคมพุ่งเป้าไปที่ภาคป่าไม้อย่างเดียว ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ”

พชรมองว่าคนที่ได้ประโยชน์และลอยตัวอยู่เหนือปัญหาฝุ่น Pm2.5 ณ ตอนนี้คือ กลุ่มทุนและอุตสาหกรรม นโยบายปิดป่าที่เป็นผลพวงมาจากนโยบายห้ามเผาในที่โล่ง ซึ่งเป้าหมายคือการลดการเผาของเกษตรกร แต่การเผาและก่อมลพิษในที่ลับกลับไม่เคยถูกนับรวม นับตั้งแต่การดำเนินกิจการของโรงไฟฟ้าถ่านหิน การขนส่งคมนาคมของภาคอุตสาหกรรม และการใช้สารเคมีในระบบการเกษตรเชิงเดี่ยว ปัจจัยเหล่านี้ถูกมองข้าม และไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อปัจจัยการเกิดฝุ่น Pm2.5
พชรได้กล่าวสรุปว่า นโยบายปิดป่านอกจากจะไม่ได้ช่วยลดปริมาณฝุ่น Pm2.5 ในปีนี้แล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะทำให้สถานการณ์แย่ลงจากการที่ชาวบ้านที่ทำงานป้องกันไฟป่าอยู่แนวหน้า ไม่สามารถทำงานของตนเองได้ดังเดิม นโยบายดังกล่าวกำลังบีบบังคับชุมชนที่ร่วมจัดการไฟในป่า ทำให้ชุมชนรู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีอิสระ ในการทำแนวกันไฟและการลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟ
“ไฟป่าปีนี้จะรุนแรงขึ้น เพราะชาวบ้านที่เคยเป็นด่านหน้าไม่กล้าเข้าป่าเพื่อจัดการไฟในพื้นที่ของตนเอง” พชรกล่าวทิ้งท้าย
‘ไฟมาป่าหมด’ วาทกรรมจากภาครัฐ ที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ
ทางฝั่งดร.สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านวนศาสตร์ชุมชน อดีตอาจารย์ประจำคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองนโยบายปิดป่าเพื่อป้องกันไฟป่าและฝุ่น Pm2.5 ว่า แสดงถึงอคติของคนกำหนดนโยบายที่มองไฟป่าในเชิงลบทั้งหมด ไม่ได้มองไฟป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ซึ่งมีจุดกำเนิดจากวาทกรรมที่ภาครัฐสร้างขึ้นอย่างคำว่า ‘ไฟมาป่าหมด’
“การปิดป่าด้านหนึ่งเป็นเหมือนระเบิดเวลา เพราะเชื้อเพลิงถูกสะสมเรื่อยๆ อาจก่อให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ได้”

เมื่อมองดูแล้วดร.สุรินทร์พบว่า นโยบายปิดป่าไม่ใช่การจัดการที่สอดคล้องกับระบบนิเวศน์ ทั้งๆ ที่ผู้กำหนดนโยบายเองก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนว่าไฟป่าเกิดจากอะไร และเกิดเพราะสาเหตุอะไร แต่กลับใช้อำนาจในการจัดการอย่างเดียว
“การปิดป่าไม่ต่างอะไรกับการนำปัญหาไปซุกไว้ และไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าจะช่วยลดไฟป่า เพราะป่าไม่ได้มีทางเข้าออกได้ทางเดียว”
มากไปกว่านั้นเมื่อไฟป่าถูกนำไปเชื่อมโยงกับปัญหาฝุ่น Pm2.5 การกล่าวโทษคนที่อาศัยอยู่ใกล้กับไฟป่ามากที่สุดจึงเป็นเรื่องง่ายที่สุด ทั้งๆ ที่ก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดร่วมกับฝุ่น Pm2.5 กว่า 70% มาจากภาคพลังงาน ซึ่งรวมถึงการผลิตไฟฟ้า การใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม และการขนส่ง

“ภาพชาวเขาทำลายป่าถูกปลูกฝังมาจากสื่อและการศึกษา มันเห็นและกล่าวโทษได้ง่ายกว่าปัจจัยอื่นๆ ที่เกิดขึ้น และมีความซับซ้อนมากกว่าในการอธิบาย”
ดร.สุรินทร์กล่าวสรุปว่าการใช้อำนาจโดยปราศจากความรู้ ทำให้ท้องถิ่นที่มีภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากร ไม่สามารถใช้วัฒนธรรมของตนเองในการจัดการไฟได้ดังเดิม ในขณะที่นโยบายการปิดป่าและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว กลับกลายเป็นพื้นที่ฟอกเขียวให้กับรัฐและกลุ่มทุนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือชาวบ้านในพื้นที่
เปิดป่าให้โอกาสชุมชนช่วยกันจัดการไฟ
บ้านห้วยหินลาดใน เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอ ที่ตั้งอยู่ใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย พวกเขาได้รับการยอมรับจากนานาชาติโดย ได้รับรางวัลการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนจากเวที UN Forest Hero Award โดยหนึ่งในวิถีชุมชนคือการจัดการกับไฟป่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา พวกเขาได้เริ่มกิจกรรมทำแนวกันไฟป่าประจำปี
“มันไม่มีทางที่กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ จะเพียงพอในการดับไฟป่า เพราะว่าเวลาเกิดไฟป่ามีแต่ชาวบ้านที่ต้องช่วยกันดับไฟ ถ้าเราไม่ทำและภาครัฐจะนำคนที่ไหนมาทำ ในเมื่อพวกเขาไม่เคยมาดูแลพื้นที่ตรงนี้เลย”
นิราพร จะพอ หนึ่งในแกนนำคนรุ่นใหม่ของบ้านห้วยหินลาดใน ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Today ว่า ในทุกปีชาวบ้านจะเริ่มประเมินสถานการณ์เมื่อใบไม้เริ่มร่วงในช่วงต้นเดือนมีนาคมถึงช่วงกลางเดือน จะเริ่มมีการประชุมหมู่บ้านเพื่อกำหนดวันทำแนวกันไฟ โดยมีแนวกันไฟป่าสองเส้นทางหลัก ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตรที่ชาวบ้านช่วยกันทำขึ้นมา

หลังจากมีการกำหนดวันทำแนวกันไฟ จะมีการตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน และแบ่งทีมออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มแรกใช้มีดตัดกิ่งไม้ขนาดใหญ่หรือสิ่งกีดขวางที่ล้มขวางเส้น กลุ่มที่สองใช้เครื่องตัดหญ้าตามมาตัดหญ้าและวัชพืชตามแนว กลุ่มที่สามใช้คราดหรือไม้กวาด คอยกวาดเศษพืชออกจากแนว และกลุ่มสุดท้ายใช้เครื่องเป่า เป่าใบไม้ที่หลงเหลือให้สะอาด
“ถ้ามีนโยบายปิดป่าในพื้นที่ชุมชนเรา เกิดผลกระทบต่อชุมชนและผืนป่าแน่นอน” นิราพรกล่าว “ในฤดูร้อนมีสิ่งที่ชุมชนต้องทำทั้งการเฝ้าระวังไฟป่า ทำแนวกันไฟ และพอไฟป่ามา ถ้าไม่มีคนเฝ้าระวัง มันจะลุกลามมากยิ่งขึ้น”
ที่ชุมชนห้วยหินลาดใน จะมีการแบ่งหน้าที่หลังทำแนวกันไฟเสร็จ โดยผู้หญิงเป็นคนเตรียมแทงก์น้ำและอุปกรณ์ดับไฟ ในขณะที่ผู้ชายในชุมชนจะทำหน้าที่จัดทีมเฝ้าระวังไฟป่า ตลอดทั้งเดือนมีนาคมและเมษายน
“ถ้าปิดป่าชาวบ้านเข้าไปเฝ้าระวังไม่ได้ และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าไฟป่ามันเกิดขึ้น และหน่วยงานรัฐ ก็อยู่ห่างจากพื้นที่พอสมควร”

นิราพรได้ฝากถึงผู้กำหนดนโยบายการจัดการไฟป่าว่า คนที่ใกล้ชิดกับป่าจะเข้าใจธรรมชาติของป่ามากกว่าคนนอก นับตั้งแต่การทำแนวกันไฟและเรื่องของการดูแลไฟ
“การดับไฟคนที่ทำได้ดีที่สุดคือชาวบ้าน เพราะว่าเขารู้พื้นที่เสี่ยง พื้นที่ปลอดภัย และวิธีการดับไฟตามภูมิปัญญา”
ดังนั้นแล้วถ้ายังอยากให้ป่ายังคงอยู่แบบปลอดภัยอุดมสมบูรณ์ก็ควรที่จะต้องให้คนในพื้นที่มีโอกาสช่วยดูแล นอกจากนี้ทางทนายสุมิตรชัย หัตถสาร จากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น(CPCR) ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทาง Today ว่า นโยบายการปิดป่า เป็น

การออกประกาศที่เกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ซึ่งเมื่อดูในรายละเอียดพบว่า ประกาศดังกล่าวอ้างฐานอำนาจจากพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 25 ให้อำนาจกับเจ้าพนักงานหากพบการกระทำความผิดในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งต้องเป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อน มิใช่การใช้อำนาจบังคับกับคนทุกคนเช่นนี้
รวมทั้งทางทนายสุมิตรชัยระบุว่า ในจังหวัดลำปางมีพื้นที่ประมาณ 7.8 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย 5.5 ล้านไร่ คิดเป็นเนื้อที่ 70% ของพื้นที่จังหวัดลำปาง มีจำนวน 6-7 ร้อยหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ คำถามสำคัญทิ้งท้ายคือนอกจากนโยบายปิดป่ามีแนวโน้มว่าจะไม่ได้ทำให้สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น Pm2.5 ดีขึ้นแล้ว นโยบายดังกล่าวยังถูกตั้งคำถามถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้คนที่อยู่ในอาศัยในพื้นที่ใกล้ชิดกับป่า โดยเฉพาะต่อกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่การห้ามเข้าป่า ก็เปรียบเสมือนการห้ามพวกเขาเข้าบ้านของตนเอง
บทความชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกกับทางสำนักข่าว Today