ก้าวแรกของกฎหมายชาติพันธุ์ ก้าวสำคัญสู่การคุ้มครองสิทธิเต็มใบ

วันนี้ (17 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น.) ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีการจัดเวที “ประชุมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสู่ระบบขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ก้าวแรกของกฎหมายชาติพันธุ์” โดย ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เปิดการประชุม ซึ่งถือว่าเป็น “ก้าวแรก” ของการขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างเป็นทางการ” หลังการต่อสู้ผลักดันมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี

ก้าวแรกอย่างเป็นทางการ

เป็นเวลากว่าหกเดือนแล้ว นับตั้งแต่ พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ทว่า ในทางปฏิบัติแล้วยังต้องมีการออกแบบกฎหมายลูก และระเบียบเพิ่มเติมเพื่อนำกฎหมายไปบังคับใช้เชิงรูปธรรม โดยเฉพาะหัวใจสำคัญของกฎหมาย คือ การมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ผ่านกลไกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยให้มีการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และเลือกสมาชิกที่จะเข้าไปอยู่ในสภาฯ การออกแบบกลไกเชิงพื้นที่ในการกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตฯ  และกลไกกรรมการระดับชาติ หรือ คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีคณะกรรมการจากสัดส่วนต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 39 คน

ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า วันนี้คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของสังคมไทย ในการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย การประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้นถือเป็นสัญญาณสำคัญของการก้าวสู่ยุคใหม่ของการมีส่วนร่วมในการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และภาษา ซึ่งต่างมีประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาที่มีคุณค่า การยอมรับและเคารพความหลากหลายดังกล่าว จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน

ทางด้านนิตยา เอียการนา  หนึ่งในคณะกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จากสัดส่วนภาคประชาชน มองว่าแม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ก้าวถัดไปที่จะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ คือ การที่ชุมชนชาติพันธุ์มีความรู้ความเข้าใจในตัวบทกฎหมายและข้อบัญญัติต่างที่กำหนดไว้อย่างถี่ถ้วนเพื่อใช้ประโยชน์จากกฏหมายฉบับนี้

“อาจจะเป็นก้าวแรก หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว  ดั้งนั้นกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจะต้องทำความเข้าใจเนื้อหากฎหมายให้ถี่ถ้วน  โดยเฉพาะกฎหมายลูกฉบับต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ  เช่น การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ และการคัดเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะความรับรู้อาจยังไม่เท่ากันในบางกลุ่มชาติพันธุ์  ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะสตรีและเยาวชน” นิตยากล่าว พร้อมฝากความหวังไว้ที่นักสื่อสารและแกนนำของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการฝึกอบรมไปก่อนหน้านี้ จะเป็นกลไกหลักในการกลับไปทำความเข้าใจรายละเอียดกฎหมาย ในพื้นที่ของตนเอง

ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

ก้าวสำคัญสู่การคุ้มครองสิทธิเต็มใบ

ผศ.ดร.แพร กล่าวด้วยว่า การมีกฎหมายชาติพันธุ์ของประเทศไทยได้สะท้อนให้เห็นพัฒนาการสำคัญของสังคมไทย ที่กำลังก้าวไปสู่การสร้างระบบนโยบายสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น โดยกฎหมายได้กำหนดให้มีการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสะท้อนข้อมูล สถานการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบาย ผ่านกลไกสำคัญคือ สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

ผศ.ดร.แพร กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนกลไกตามกฎหมายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมีระบบข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นระบบ ดังนั้น กระบวนการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ จึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาระบบข้อมูลที่จะสะท้อนตัวตน ประวัติศาสตร์ วิถีวัฒนธรรม และการกระจายตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย แต่การมีกฎหมายเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายสามารถเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และที่สำคัญที่สุด คือเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศ

นิตยา เอียการนา  หนึ่งในคณะกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

นิตยา ได้ขยายภาพเพิ่มเติมว่า กฎหมายฉบับนี้ จะให้ความคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ใน 7 ประเด็นหลัก  เช่น คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ป้องกันจากการถูกเลือกปฏิบัติ การดูหมิ่นเหยียดหยาม ตลอดจนการตีตราเหมารวม ที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ให้ความคุ้มครองและส่งเสริมด้านการสืบทอดวัฒนธรรม สิทธิในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาและวิถีวัฒนธรรมของตนเอง ส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงและจัดการที่ดินตามความจำเป็นในการดำรงชีพและกิจกรรมสาธารณะของชุมชน สิทธิในการในการดำเนินวิถีชีวิตและการพัฒนาตนเอง สิทธิในการมีส่วนร่วม ตลอดจนสิทธิในการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคและบริการของรัฐ อย่างเสมอภาค ทั่วถึง และเป็นธรรม

แต่เมื่อถามว่ากฎหมายฉบับนี้ ถือเป็นการคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเต็มที่หรือไม่ นิตยามองว่าอาจยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิแบบ “เต็มใบ” เนื่องด้วยคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ถูกปัดตกไประหว่างกระบวนการพิจารณากฎหมาย ทำให้ความครอบคลุมในสิทธิตามความหมายของชนเผ่าพื้นเมืองเลือนหายไปด้วย

ประการต่อมา คือ การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ยังทำได้อย่างจำกัด เนื่องจากต้องยกเว้นการบังคับใช้ในบางพื้นที่ ที่มีกฎหมายอื่นควบคุมอยู่ เช่น ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ที่จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม นิตยาก็ยอมรับว่าข้อจำกัดเหล่านี้เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีกฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งในอนาคตก็ต้องมีการทบทวน ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไป

ก้าวต่อไปในการร่วมพัฒนาประเทศชาติ

เช่นเดียวกับ ผศ.ดร. แพร ที่มองว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์ ใช้ต้นทุนองค์กรความรู้ และต้นทุนทางวัฒนธรรมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยด้วย

“ดิฉันเชื่อมั่นว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้เป็นเพียง ผู้ได้รับการคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่านั้น แต่เป็น พลังสำคัญของสังคมไทย ที่มีบทบาทในการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ความรู้ท้องถิ่น และความหลากหลายของสังคมไทยในโลกปัจจุบันที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนา แต่เป็น ทุนทางสังคมที่สำคัญของประเทศ”  ผศ.ดร.แพร กล่าว

สอดคล้องกับมุมมองของนิตยา ที่เห็นว่าแท้จริงแล้วกลุ่มชาติพันธุ์นั้น มีองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่มีคุณค่าและคุณูปการต่อประเทศชาติอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ศักยภาพของชุมชนในด้านการสร้างผลผลิตการการเกษตรที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ที่หลากหลาย รวมทั้งต้นทุนทางด้านอัตลักษณ์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่สร้างเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว โดยกฎหมายฉบับนี้ จะช่วยปูทางให้องค์ความรู้ และต้นทุนเหล่านั้น ถูกนำมาต่อยอดร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิมากขึ้น

“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นว่าต้องไปพัฒนาหรือส่งเสริมหรือให้ความสงเคราะห์แก่ชุมชนชาติพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือในการค้นหาศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าอยู่ตรงไหน อย่างไรบ้าง เพื่อให้เป็นองค์ประกอบในการร่วมพัฒนาและเติมเต็มสังคมไทยได้มากขึ้น” นิตยา กล่าวทิ้งท้าย