“การจัดงานรำลึกให้บิลลี่ทุกปี เพราะเราอยากให้สังคมไม่ลืมว่า คดีการอุ้มหายยังไม่ถูกสะสาง และไม่ใช่แค่บิลลี่คนเดียวที่ถูกอุ้มหายในประเทศนี้ ยังมีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอีกมากมายที่ถูกอุ้มหาย เรายังอยากส่งต่อความหวัง ส่งต่อกำลังใจให้กันและกัน” — อัญชลี อิสมันยี ผู้จัดงานรำลึก 12 ปีที่บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ ถูกอุ้มหาย

จบลงไปแล้วสำหรับงาน “ตะมึลลา กยีบาสะชูว์: ความหวังกำลังใจยังมี 12 ปีแม้วันที่บิลลี่ไม่อยู่” ที่จัดขึ้นโดยภาคีเซฟบางกลอย สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 ณ หมู่บ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี
ความพิเศษของกิจกรรมปีนี้คือการที่คณะอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิ และเสรีภาพ วุฒิสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา ได้แก่ รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง นรเศรษฐ์ ปรัชญากร มณีรัฐ เขมะวงค์ พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ เทวฤทธิ์ มณีฉาย และวีรยุทธ สร้อยทอง ลงพื้นที่ชุมชนบางกลอยเพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวกะเหรี่ยงบางกลอย ที่ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ระบบคมนาคม และการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ซึ่งส่งผลต่อความยากลำบากในการดำรงชีวิต
“เราไม่สามารถเอาคนที่อยู่กับป่ามาทั้งชีวิตออกจากป่า เหมือนเอาปลาที่อยู่ในน้ำมาอาศัยบนบกได้ ดังนั้นเราต้องให้พวกเขากลับไปอยู่ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนเองกับป่า ทำมาหากินในวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม”
รศ.ดร.ประภาส หนึ่งในสมาชิกวุฒิสภา กล่าวภายในงาน พร้อมระบุว่าปัญหาที่ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยเผชิญ ไม่ต่างจากหลายกรณีในประเทศไทย คือการถูกรัฐบังคับอพยพย้ายถิ่นฐาน โดยไม่มีพื้นที่รองรับที่เหมาะสม ทำให้ต้องไปเบียดบังพื้นที่ของผู้อื่น ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
“ความพยายามของหน่วยงานรัฐในการนำโครงการต่าง ๆ เข้ามาในหมู่บ้าน ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้าน และข้อเรียกร้องสูงสุดของเรายังคงเป็นการกลับไปใช้ชีวิตที่บางกลอยบน”
พงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร ตัวแทนชาวบางกลอย กล่าวถึงสถานการณ์ที่ชุมชนกำลังเผชิญ โดยระบุว่าปัจจุบันชาวบ้านยังอยู่ในภาวะวิกฤตด้านสุขภาพ เนื่องจากมีแพทย์เข้ามาตรวจเพียงเดือนละ 1 ครั้ง อีกทั้งสภาพถนนและสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่เอื้ออำนวย ยังทำให้การติดต่อกับโลกภายนอกเป็นไปอย่างยากลำบาก หลายกรณีส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะไม่สามารถเดินทางไปรักษาได้ทันเวลา โดยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3–4 ชั่วโมงในการเดินทางไปยังอำเภอแก่งกระจาน

กิจกรรมตลอดทั้งสองวันประกอบด้วย การฉายภาพยนตร์สารคดี กิจกรรมอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การเรียนรู้ด้านเสียงและศิลปะสำหรับเด็กในชุมชน และการลงชุมชนพูดคุยกับตัวแทนชาวบ้านของสมาชิกวุฒิสภา และพิธีจุดเทียนรำลึกครบรอบ 12 ปีการอุ้มหายของบิลลี่-พอละจี
“หัวอกของคนเป็นแม่ ชีวิตของคนคนหนึ่ง ทำไมต้องมาสูญหายแบบไร้ร่องรอย โดยไม่มีที่มาที่ไป”
โพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของบิลลี่ กล่าวภายในพิธีรำลึกด้วยน้ำตา โดยเล่าว่าก่อนเกิดเหตุ บิลลี่มีสุขภาพแข็งแรง และไม่ควรต้องมาเสียชีวิตหรือสูญหายจากการกระทำของผู้ไม่หวังดี

“มันเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ และไม่มีครอบครัวไหนอยากให้เกิดขึ้น ในเมื่อพวกเขาฆ่าลูกของฉันไปแล้ว ทำไมไม่ฆ่าตัวฉันไปด้วยเสียเลย” โพเราะจีกล่าวทิ้งท้าย
ด้าน มึนอ-พิณนภา พฤกษาพรรณ อดีตภรรยาของบิลลี่ กล่าวว่า ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับให้สูญหาย เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นเรื่องยากต่อการยอมรับ แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว 12 ปี
“ทุก ๆ ปี ในเดือนเมษายน เป็นช่วงเวลาที่เศร้าที่สุดของปี”

มึนอ กล่าว พร้อมย้ำว่าคดีของบิลลี่ยังไม่สิ้นสุด และอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ เธอจึงอยากให้สังคมไม่ลืมและติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เธอยังสะท้อนว่า ทุกครั้งที่กลับมายังหมู่บ้านบางกลอย ความรู้สึกไม่ต่างจากการใช้ชีวิตในศูนย์อพยพ ที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้การใช้ชีวิตของชาวบ้านไม่เคยเป็นเรื่องง่าย นับตั้งแต่ถูกบังคับให้อพยพลงมา
ด้านอัญชลี ตัวแทนจากภาคีเซฟบางกลอย มองว่า แม้งานรำลึกจะจัดขึ้นซ้ำในทุกปี แต่ยังคงมีความสำคัญในฐานะการย้ำเตือนว่าสังคมยังไม่ลืมผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหาย และเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก งานดังกล่าวยังสะท้อนถึงความสำคัญของการป้องกันการอุ้มหายและการซ้อมทรมาน อีกทั้งในปีนี้ การมีสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมกิจกรรม ยังสร้างความหวังว่าการผลักดันความยุติธรรมให้กับบิลลี่จะมีความคืบหน้ามากขึ้น
เขียน/ภาพ: ณฐาภพ สังเกตุ







