สืบเนื่องจากแถลงการณ์ให้มีการแก้ไข และลบข้อมูลข่าวที่ระบุข้อความพาดหัวข่าวลักษณะ “เหมารวม” กลุ่มชาติพันธุ์ม้งรวมทั้งลงประกาศขอโทษอย่างเป็นทางการ ในกรณีสำนักข่าวอย่างน้อย 8 แห่ง ได้พาดหัวข่าวและเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยระบุชัดเจนผู้ก่อเหตุเป็น “ม้งเหิม” ยิงตำรวจสันกำแพง จนเป็นที่สนใจและวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมเป็นอย่างมาก แม้ต่อมาได้รับข้อมูลจากสถานีตำรวจภูธรสันกำแพงยืนยันว่า “ไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด ว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาติพันธุ์ใด และไม่เคยระบุถึงชาติพันธุ์ในการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน” ขณะเดียวกันภายหลังก็มีการแถลงข่าวปฏิเสธความเป็นชาติพันธุ์ม้งอย่างชัดเจน

จนกระทั่งถึงวันนี้ (28 ก.พ.) ยังปราศจากวี่แววความพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดในการทำงานของสื่อมวลชน เป็นเหตุผลให้ ยงยุทธ สืบทายาท ทนายความชาวม้ง ผู้อาศัยในพื้นที่ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เข้าแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเขาค้อ ฐานที่สื่อเหล่านั้นเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ จนกลุ่มชาติพันธุ์ม้งทั้ง 2.5 แสนคนในประเทศไทย รับความเสียหาย ลักษณะถูกเหมารวม ดูหมิ่น ทำให้สังคมเกลียดชัง ซึ่งในหลักฐานการแจ้งความปรากฏรายชื่อสำนักข่าวได้แก่ ข่าวสดออนไลน์ เชียงใหม่นิวส์ ไทยรัฐนิวส์ เรื่องเด่น ออนไลน์ เรื่องเล่าเช้านี้ สัตหีบ นิวส์ ข่าวอย่าหาทำ และสำนักข่าวอมรินทร์
โดยทนายความในฐานะเครือข่ายสหวิชาชีพม้ง ระบุว่า มาดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อทำให้เรื่องนี้เกิดความถูกต้อง ได้รับการแก้ไข ไม่ให้สื่อกลายเป็นสถาบันที่คอยยุยงส่งเสริมความเกลียดชัง และหากยังไม่มีความคืบหน้าจากอีก ตนจะดำเนินการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา
“ผมมาแจ้งความ และอยากเชิญชวนพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยได้รับความเดือดร้อนจากการทำงานของสื่อมวลชนเหล่านี้ โดยเฉพาะชาวม้ง ให้พากันไปลงบันทึกประจำวันไว้เยอะ ๆ เพื่อจะได้เห็นว่าพวกเราไม่ปล่อยผ่าน หากหลังจากนี้ถ้าเราเฝ้ารอตามกระบวนการแล้วไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการขอโทษ หรือยังมีการนำเสนอข่าวที่ขาดการคัดกรองข้อเท็จจริงจะฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นลำดับถัดไป เบื้องต้นมองว่าสามารถฟ้องแพ่งได้ แต่สำหรับคดีทางอาญากำลังพิจารณาร่วมกันอย่างรอบด้าน”

สำหรับมาตรการที่เครือข่ายสหวิชาชีพม้งวางเอาไว้ มีลำดับขั้นตั้งแต่ การร้องเรียนไปยังสภาวิชาชีพสื่อเพื่อตรวจสอบและดำเนินการด้านจริยธรรมของสื่อทั้ง 8 สำนัก ควบคู่กับการดำเนินเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ และจะมีการร้องไปยังปลัดสำนักงานกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อดำเนินการตามช่องทางของ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ต่อไป
ทั้งนี้ หากลองพิจารณาข้อเรียกร้องตามแถลงการณ์จะพบว่า นอกจากขอให้แก้ไข – ขอโทษแล้ว ยังขอให้มีการพิจารณานำเสนอเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทย เพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายทางชื่อเสียงที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย เช่นเคยมีกรณีตัวอย่างของประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ เมื่อเกิดการประท้วงรุนแรงที่ Palm Island* เมื่อปี พ.ศ. 2547 หลังจากชายชนเผ่าพื้นเมือง นายคาเมรอน ดูมัดจี (หรือ Mulrunji มุล-รุน-จี : ชื่อในชนเผ่า) เสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวของตำรวจ โดยสื่อกระแสหลักของประเทศพากันพาดหัวข่าวโดยใช้คำว่า ม็อบที่บ้าคลั่ง หัวรุนแรง หรือกระทั่ง “ป่าเถื่อนตามวิถีวัฒนธรรม” อย่างปฏิเสธการนำเสนอสาเหตุการตายของชายคนนั้นอย่างเป็นธรรม ทำให้นักวิชาการ สเตฟานี่ แอนเดอร์สัน (Stephanie Anderson) และคณะ ได้เริ่มต้นศึกษาค้นคว้าและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชน เพราะข่าวอาชญากรรมในประเทศช่วงยุค พ.ศ. 2533 – 2543 หรือยุค 90 มักใช้คำว่า Aboriginal หรือ Indigenous นำหน้าเสมอ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับรูปคดี
ซึ่งบทบาทของเธอและคณะ ที่เริ่มต้นตั้งคำถามมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2536 รวมทั้งลงบทความวิชาการชื่อดังเรื่อง “The Media and Aboriginality” (1993) ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์สื่ออีกครั้ง ในกรณีเกาะ Palm Island โดยชี้ให้เห็นว่า สื่อกำลังสร้าง “อาชญากรรมเชิงชาติพันธุ์” ในจินตนาการของคนขาว เฉพาะอย่างยิ่งการพิสูจน์ว่า สื่อมักจะเชื่อมโยงภาพลักษณ์ชาวพื้นเมืองเข้ากับ “เหล้า” และ “ความรุนแรง” จนเกิดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงสำคัญ เมื่อ The Australian Press Council สภาการสื่อสารแห่งออสเตรเลีย ได้ออกแนวปฏิบัติว่า “สื่อไม่ควรระบุเชื้อชาติ สีผิว หรือสัญชาติ ของบุคคลหากไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรูปคดี” ** และห้ามใช้ภาพประกอบที่เป็นการเหมารวม (Stereotypical Images) เช่น ภาพคนพื้นเมืองนั่งดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะมาประกอบข่าวอาชญากรรมทั่วไป ซึ่งกลายเป็นแนวปฏิบัติสากล และเป็นมาตรฐานร่วมที่ปรากฏในคู่มือจริยธรรมสื่ออีกหลายประเทศ
เรื่องราวนี้นอกจากได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวพื้นเมืองเองที่ลุกขึ้นมาร้องเรียน และใช้กระบวนการยุติธรรมต่อสื่อที่ไร้จรรยาบรรณแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากขบวนวิชาการและนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก จนเกิดเป็น “คู่มือการรายงานข่าวชนเผ่าพื้นเมือง” (Reporting on Aboriginal and Torres Strait Islander Peoples) ที่เน้นย้ำเรื่องการใช้ภาษา และการไม่ผลิตซ้ำภาพจำที่เลวร้ายนับแต่นั้น
สำหรับประเทศไทย เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง เคยจัดทำ “คู่มือปฏิบัติการสำหรับคนทำสื่อฯ” เอาไว้หนึ่งฉบับ ซึ่งยังเป็นเพียงคู่มือเดียว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่นำไปยกระดับปรับใช้เป็นแนวทางการรายงานข่าว จึงเป็นที่น่าเสียดาย หากกระบวนการสะท้อนสังคมยังต้องดำเนินไปบนความเป็นคู่ขัดแย้งระหว่าง ประชาชน และสื่อมวลชน จนกว่าจะเกิดการพัฒนาเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม
ข้อมูลอ้างอิง:
** https://presscouncil.org.au/document/guideline-reporting-of-race
เขียนและเรียบเรียง: นพพล ไม้พลวง

