8 กุมภา ทำไมการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

“ผมอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่มีการกระจายอำนาจ ให้ประชาชนสามารถจัดการทรัพยากรของตนเองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน”

ลิขิต พิมานพนา ชาวกะเหรี่ยงโป จาก อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ต่อความคิดเห็นที่เขามีต่อการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง ที่ ณ ขณะพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ยังคงตั้งคำถามถึงการลงประชามติดังกล่าว ว่าจะเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร

“วันนี้กลุ่มชาติพันธุ์ยังคงต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดิน” ลิขิต บัณฑิตจากคณะนิติศาสตร์กล่าว “ผมคิดว่ามันคือเรื่องเดียวกันกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่สามารถปฏิเสธเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ถ้าวันนี้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ยังมีปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดิน”

ลิขิต พิมานพนา ชาวกะเหรี่ยงโป จาก อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ภาพ: ลิขิต พิมานพนา

เพื่อทำความเข้าใจแก่พี่น้องชาติพันธุ์ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองขอเป็นตัวแทนในการสื่อสาร เรื่องการลงประชามติที่กำลังจะมาถึงนี้ ผ่านเสียงของตัวแทนชาติพันธุ์ และเสียงของนักกฎหมายที่กล่าวไว้ชัดเจนว่า 

ไม่ว่าคุณจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ คุณต้องออกไปใช้สิทธิลงประชามติ การไม่ไปเท่ากับคุณเสียสิทธิทางการเมือง กลุ่มชาติพันธุ์จะสามารถมีตัวตนที่ถูกยอมรับในรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ขึ้นอยู่กับก้าวแรกในการลงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

ทำไมกลุ่มชาติพันธุ์จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่จัดทำขึ้นมาจากคณะรัฐประหาร 2557 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่พูดถึงสิทธิของคนชาติพันธุ์ไว้ในมาตรา 70 ที่ระบุว่า

รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออันตรายต่อความมั่นคงของรัฐหรือสุขอนามัย

แม้จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ที่มาของมาตรา 70 นี้มีสาเหตุมาจากที่รัฐบาลคสช.ยุคนั้น ต้องส่งรายงานให้กับสหประชาชาติ ภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีนโยบายทวงคืนผืนป่า ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนชุมชนอย่างร้ายแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์

การละเมิดดังกล่าวถูกองค์กรภาคประชาสังคมเขียนรายงาน (shadow report) ถึงสหประชาชาติ จึงกลายเป็นข้อเสนอ ที่มัดมือคณะรัฐประหารที่ตอนนั้นกำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ให้ใส่เรื่องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปด้วย

“มาตรา 70 เกิดขึ้นจากข้อแนะนำของสหประชาชาติ มันไม่ได้ถูกเขียนจากเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่เขียนเพราะจำเป็นต้องเขียน และใส่เงื่อนไขอื่นๆ ไว้เพื่อไม่ให้เกิดการคุ้มครองสิทธิอย่างแท้จริง”

สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) ให้ข้อมูลกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง เขาระบุว่าหากคณะร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องการให้เกิดการปกป้องคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจริงๆ มาตรา70 ควรอยู่ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ มิใช่อยู่ในหมวดแนวนโยบายของรัฐ ที่ไม่ได้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ว่ารัฐจะต้องปฏิบัติตาม

สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) ภาพ: IMN โดย ธวัชชัย ใจปวง

“ถ้าครั้งนี้กลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ออกไปลงประชามติในให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ พวกเขาต้องอยู่ภายใต้กลไกอำนาจเดิม ที่ไม่เคยฟังเสียงของชาติพันธุ์อย่างแท้จริง”

สุมิตรชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า การลงประชามติครั้งนี้ คือโอกาสสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศไทย ที่จะไม่ถูกรัฐกำกับควบคุม ภายใต้มุมมองที่เป็นภัยต่อความมั่นคง

เพราะลำพัง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 นั้นไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ทั้งหมด สุมิตรชัยย้ำว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กฎหมายอื่นไม่สามารถขัดแย้งได้ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้มีการตัดคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ออกจาก พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ฯ  รวมทั้งยังทำให้พื้นที่คุ้มครอง ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายป่าไม้อื่นๆ ภายใต้มุมมองทางด้านความมั่นคงแห่งรัฐเป็นที่ตั้ง

“วันนี้กลุ่มชาติพันธุ์ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายป่าไม้ พวกเขาจะถูกควบคุมโดยรัฐแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทางได้สิทธิเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ ตราบเท่าที่ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้”

สุมิตรชัยกล่าวสรุปว่า วันนี้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เพื่อเขียนอนาคตของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งประเทศมาอยู่ตรงหน้าแล้ว 

“ถ้า 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ออกไปลงประชามติ มันคือการปิดประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขต่อจากนี้จะเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว”

สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) ภาพ: IMN โดย ธวัชชัย ใจปวง

กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองคิดเห็นอย่างไรต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ผมคิดว่าคนชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่ในเมืองเริ่มตื่นตัว แต่ยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ โจทย์สำคัญตอนนี้คือพี่น้องชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล และรัฐไม่มีความพยายามที่จะทำความเข้าใจให้กับประชาชน”

ลิขิต พิมานพนา ชาวกะเหรี่ยงโป จาก อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ภาพ: ลิขิต พิมานพนา

ปัจจุบันลิขิต ทำงานอยู่กับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ในฐานะคนทำงานขับเคลื่อนเรื่องสิทธิในทรัพยากร และงานรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ เขากล่าวว่านอกจากกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ จะไม่ได้รับข้อมูลในเรื่องการลงประชามติแล้ว ซ้ำร้ายยังถูกข้อมูลเท็จจากโลกออนไลน์ ที่พยายามนำเข้าข้อมูลว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง และเรื่องการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 จึงกลายเป็นโจทย์ยากที่คนทำงาน ต้องทำงานเชิงพื้นที่เพื่ออธิบาย และทำความเข้าใจเรื่องหลักการให้ตรงกัน

“ผมคิดว่าขั้นแรกอย่างน้อย เราควรออกไปลงประชามติเห็นด้วยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ลิขิตกล่าว “ต่อจากนั้นเราสามารถไปถกเถียงกันได้ในเรื่องเนื้อหาและที่มา ระหว่างกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้กลับกลายเป็นว่าคนชาติพันธุ์บางส่วนยังไม่รู้ว่าตนเองต้องไปลงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้”

ทางด้านมาริสา ยาแปงกู่ เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองจากกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า จากจังหวัดเชียงราย กล่าวกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง จากมุมมองของเธอในพื้นที่ว่า ตอนนี้เรื่องการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลายเป็นเรื่องของคนกลุ่มหัวก้าวหน้าที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จึงทำให้คนกลุ่มอื่นๆ ในพื้นที่เลือกที่ไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะว่ามองเป็นเรื่องไกลตัว

“มันกลายเป็นภาพจำสำหรับคนบางกลุ่มไปแล้วว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญเท่ากับแก้กฎหมายบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง”

มาริสา ยาแปงกู่ เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองจากกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า จากจังหวัดเชียงราย ภาพ: มาริสา ยาแปงกู่

สำหรับเมษาเธอพยายามสื่อสารกับคนใกล้ชิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะส่งผลต่อชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างไร ทั้งสิทธิในการกำหนดชีวิตตนเอง (Self-Determination),  สิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรที่ดิน, สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับคนทุกคน, รวมทั้งปัญหาเรื่องมลพิษทางน้ำ อากาศ, และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่างๆ ที่รัฐเป็นคนกำหนด โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสได้ออกเสียง  ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศทั้งสิ้น

“วันนี้คนชาติพันธุ์ยังไม่เห็นการเชื่อมโยงระหว่างปัญหาของตนเองกับรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด” เมษากล่าว “คนที่รณรงค์เองต้องรับฟัง และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกฝ่าย แม้เราจะมีอุดมการณ์ของตนเอง แต่การชี้ให้เห็นถึงปัญหาและประโยชน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทุกคน”

เมษากล่าวตอนท้ายกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองว่า แม้ว่าหลายคนจะสิ้นหวังกับการเมืองไทยตอนนี้ แต่การลงประชามติคือโอกาสขั้นแรก ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังคงรอคอยการยอมรับในสิทธิของตนเองอย่างแท้จริง แต่หากครั้งนี้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่สนใจการลงประชามติ มันจะยิ่งทำให้เสียงชาติพันธุ์ที่เงียบอยู่แล้ว ยิ่งเบาลงและไร้ตัวตนไปในท้ายที่สุด 

มาริสา ยาแปงกู่ เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองจากกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า จากจังหวัดเชียงราย ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

นอกจากนี้ทางโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw องค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องการลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ให้ข้อมูลกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองว่า

การใช้ชีวิตอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งเป็นผลพวงของคณะรัฐประหารที่เขียนมาเพื่อสืบทอดและเอื้ออำนวยอำนาจให้คนกลุ่มหนึ่ง โดยแทบไม่มีความยึดโยงกับประชาชนในประเทศนี้ 

ในทางกลับกัน การลงประชามติครั้งนี้คือโอกาสให้พี่น้องชาติพันธุ์ได้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้ามีรัฐธรรมนูญใหม่ เราอยากเห็นชีวิตของเราถูกพูดถึง ถูกเขียน และถูกยอมรับอย่างไร ในเรื่องที่ดิน วิถีชีวิต ภาษา วัฒนธรรม และความเป็นชาติพันธุ์ 

หากประชามติในครั้งนี้ได้รับ “ความเห็นชอบ” อย่างท่วมท้น จะเป็นการเปิดประตูให้ประชาชนได้เข้าไปมีเสียง เข้าไปต่อรอง และเข้าไปยืนยันการมีอยู่ของตัวเองในกระบวนการร่างกติกาสูงสุดของประเทศ 

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ