ในวัยเด็ก ดช.มานพ โวยยือกู่ (นามสกุลเดิม) เป็นชาวอ่าข่าที่ไม่ได้รับโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียน ไม่มีแม้กระทั่งบัตรประชาชน ในพ.ศ.2516 ที่มานพเกิดมานั้น กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ยังคงอยู่อาศัยอยู่ในป่าเขาห่างไกลจากตัวเมือง
ดช.มานพ ไม่เคยผ่านการเรียนรัฐศาสตร์หรือการปกครอง เขาผ่านการเรียนจากประสบการณ์การทำงานกับชุมชนบ้านป่าเกี๊ยะ ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย มาเป็นระยะเวลากว่า 28 ปี
จากดช.มานพ ผู้เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (การศึกษานอกระบบ) และออกมาทำงานรับจ้างที่เมืองเชียงใหม่ ทำงานตั้งแต่เป็นเด็กล้างรถ, เด็กปั๊มน้ำมัน, เรื่อยมาจนถึงขายซาลาเปา, ไอศกรีมและเฉาก๊วย อะไรที่คนอื่นว่าดีและจะทำให้มานพมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว เขาบอกว่าเขาทำทุกอย่าง

แต่ด้วยเพราะการไม่มีความรู้รวมทั้งไม่มีบัตรประชาชนในวันนั้น มานพไม่อาจต้านทานรายจ่ายที่เพิ่มไม่สอดคล้องกับรายได้ของชีวิตในเมือง เขาตัดสินใจกลับบ้านเพื่อไปทำไร่ทำสวน และจากจุดนั้น มานพในวัย 24 ปี กลายเป็นคนหนุ่มที่ทำงานเพื่อชุมชน จนถึงตอนนี้เขาได้กลายเป็นกำนันตำบลท่าก๊อ ที่ได้กล่าวกับ IMN ว่า
“เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะได้มาเป็นกำนัน ถ้าย้อนกลับไปตอนทำงานรับจ้าง คิดแค่ว่าวันๆ หนึ่งจะเอาอะไรกินแค่นั้น”
เรื่องราวต่อจากนี้ว่าด้วยชีวิตของชาวอ่าข่าผู้นี้ จากคนไร้สัญชาติจนกลายมาเป็นนักปกครองท้องถิ่น ที่เชื่อว่าคนทุกคนมีความสามารถ เพียงแค่ต้องการได้รับโอกาสที่เหมาะสม

จากป่าสู่เมือง-จากเด็กล้างรถสู่กำนัน
“ผมไม่เคยเข้าเรียนในโรงเรียน ผมอยู่ในป่าบนดอย พ่อแม่ไม่เคยพูดถึงเรื่องการเรียนมันไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็น”
มานพ บุญยืนกุลเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาที่เกิด ณ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ชีวิตวัยเด็กของมานพมีโอกาสได้เรียนถึงชั้น ป.2 จากการที่มีครูจากภายนอกเข้าไปสอนหนังสือให้กับเขาในชุมชน ในวัยรุ่นมานพเลือกที่จะออกมาทำงานรับจ้างในตัวเมืองเชียงใหม่ เขาทำงานตั้งแต่ร้านอาหาร, ปั๊มน้ำมัน, งานก่อสร้าง, ขายซาลาเปา, และล้างรถทำแบบนี้อยู่เกือบสิบปี
“กลางวันทำงานรับจ้าง กลางคืนเรียนหนังสือ แต่ผมเรียนไม่จบ”
มานพเล่าสาเหตุที่ตนเองไม่สามารถสำเร็จการศึกษาหลักสูตรนอกโรงเรียนได้เพราะว่า การเรียนภาคค่ำที่ดึกจนไม่มีรถประจำทางเดินทางกลับที่พัก เขาจำเป็นต้องเหมารถที่คิดค่าบริการ 30 บาท ในขณะที่ค่าแรงของเขาตอนนั้นได้รับอยู่ที่วันละ 40 บาท
“ตอนนั้นผมมีลูกสองคน มีบ้านต้องเช่ามันอยู่ไม่ไหว เลยตัดสินใจกลับบ้าน”
ในปี พ.ศ. 2540 มานพตัดสินใจกลับมาอยู่ที่ชุมชนบ้านป่าเกี๊ยะ ความตั้งใจเดิมของเขาคือ การทำไร่ทำสวนหาเลี้ยงครอบครัวอย่างเรียบง่าย แต่ด้วยความที่เขาสามารถสื่อสารภาษาไทยและขับรถยนต์ได้ คนในชุมชนจึงไหว้วานให้เขาเป็นตัวแทนหมู่บ้านไปประชุม และทำงานเพื่อส่วนรวม
“ผมทำงานไปเรื่อยๆ จนชาวบ้านเขามองเห็น ทำงานจนรู้สึกว่าทำได้ผมมีความสามารถ จากที่แต่ก่อนกลัวว่าตนเองทำไม่ได้”

ในที่สุดปี 2547 มานพได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก อบต. (องค์การบริหารส่วนตำบล)
ตามมาด้วยปี 2554 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านป่าเกี๊ยะ และได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมในปี 2568 และในปีเดียวกันเขาได้รับการคัดเลือกเป็นกำนันตำบลท่าก๊อ
“ผมไม่อยากให้ความกลัวหรือความไม่มั่นใจมาทำให้เราทิ้งสิ่งที่อยากทำ มนุษย์ทุกคนมีความสามารถ เพียงแค่ต้องรอโอกาส ถ้าไม่มีโอกาสคนคนนั้นก็เหมือนกับไม่มีความสามารถ แต่เมื่อโอกาสมาเมื่อไหร่เราสามารถทำได้”
มานพยังได้กล่าวอีกว่า หนึ่งในโอกาสที่เข้ามาในชีวิตคือการได้มารู้จัก สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ที่เปรียบเสมือน ‘มหาวิทยาลัยชีวิต’
“ตอนแรกที่ผมเข้ามารู้จักสมาคมฯ ผมพูดภาษาไทยยังไม่คล่อง จับประเด็นก็ไม่เก่ง ไม่กล้าเสนออะไร พูดแต่ละทีหน้าแดงร้อนผ่าวไปหมด”
จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 ปีที่มานพได้เข้ามารู้จักทางสมาคมฯ เขาเกิดความมั่นใจ รวมทั้งยังได้รับโอกาสในการมีบัตรประชาชน มั่นใจที่จะแสดงออกในความเป็นอัตลักษณ์ชนเผ่าของตนเอง แม้ว่าในเวลาดังกล่าวความเป็นชนเผ่า จะยังไม่ใช่สิ่งที่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยก็ตาม
“ แต่ก่อนอยู่ในเชียงใหม่ จะแต่งชุดชนเผ่าออกไปก็มักถูกเลือกปฏิบัติ ทำให้ผมไม่กล้าเปิดเผยอัตลักษณ์ว่าเป็นคนดอย แต่ในสมาคมฯ มีแต่คนใส่ชุดชนเผ่า พูดภาษาชนเผ่า จนทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจและความมั่นใจในความเป็นชนเผ่าของตนเอง ”

จากชาวบ้านสู่เจ้าที่รัฐ-กับปัญหาสิทธิที่ไม่เคยหมดไปจากกลุ่มชาติพันธุ์
นับตั้งแต่ที่มานพได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาเล่าให้ IMN ฟังว่าการปกครองลูกบ้านของเขา ที่มีทั้งคนอ่าข่า, คนลาหู่, และคนปกาเกอะญอ และนับถือศาสนาที่หลากหลายทั้งศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ที่มี 2 นิกาย แต่ละกลุ่มมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จึงต้องอาศัยการประนีประนอมให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ในฐานะผู้นำท้องถิ่นและคนชาติพันธุ์ มานพสะท้อนปัญหาว่า พวกเขาต้องอยู่ภายใต้ปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย นับตั้งแต่สมัยที่ระบบสาธารณูปโภคของรัฐยังเข้าไปถึง ทั้งการไม่มีไฟฟ้า, ถนนหนทาง, จนมาถึงสมัยที่ชุมชนมีทุกอย่าง และเด็กๆ ได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียน แต่ปัญหาอื่นๆ ยังคงตามมา
“ เมื่อก่อนคนรุ่นผมต่อสู้กับเรื่องป่าไม้ ที่ดินทำกิน แม้ไม่ได้เรียกร้องเชิงเอกสารสิทธิแต่ขอให้เรามีที่อยู่ที่กินแค่นั้นพอ แต่สมัยนี้มีเรากำลังพูดกันถึงเรื่องสิทธิในที่ดิน, การพิสูจน์สัญชาติ รวมไปถึงปัญหายาเสพติดที่เข้ามาในชุมชน ”

มานพเล่าว่าปัญหาหลักๆ 2 อย่างที่คนในชุมชนกำลังเผชิญตอนนี้ อย่างแรกคือยาเสพติด แต่ก่อนชุมชนมีแค่ปัญหาคนเฒ่าคนแก่สูบฝิ่น แต่ตอนนี้ยาเสพติดเป็นเรื่องของเยาวชน บวกกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ชุมชนเกิดแรงกดดันให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมาย
ปัญหาต่อมาคือเรื่องของกฎหมายป่าไม้ที่ดิน มานพเล่าว่าเขาอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างลำบากใจ เพราะในบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐ เขาคือผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจวิถีชีวิตคนในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งรวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากกลับบ้านมาเปิดร้านกาแฟ, ร้านอาหาร, ที่พัก แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะข้อจำกัดทางกฎหมาย ตัวอย่าง เช่น ที่หมู่บ้านป่าเกี๊ยะ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ
“ผมคิดว่ากฎหมายและการปกครอง ควรต้องทำให้คนอยู่ได้ตามความเหมาะสม และประคับประคองซึ่งกันและกัน แต่ถ้ากฎหมายเข้มงวดเกินไป บ้านเมืองก็ไม่สงบสุข”

มานพมองว่าสถานการณ์ตอนนี้คือ การที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ในรูปแบบที่สวนทางกับวิถีชีวิตคนในพื้นที่ เขาในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นประชาชนที่ใกล้ชิดกับชุมชน มานพยังคงมีความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายป่าไม้ที่ดิน เขาเชื่อมั่นในท้ายที่สุดแล้ว ถ้าผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประเทศชาติก็สามารถพัฒนาและสงบสุขได้
“วิถีชีวิตจริงของชาวบ้านต้องทำมาหากิน ถ้ารัฐบอกว่าพื้นที่ทำมาหากินของพวกเขาต้องเป็นป่าอย่างเดียว แล้วคนเหล่านี้จะเอาอะไรกิน การเป็นผู้ปกครองควรยืดหยุ่น กฎหมายก็ต้องปรับตัวเช่นกัน ในเมื่อผู้คนอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และในอนาคตเขาก็ต้องอยู่ที่นี่ แต่กฎหมายกลับไม่เอื้อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิต รัฐจะไปไล่อย่างไรพวกเขาก็ต้องมีชีวิตอยู่ตรงนั้น” มานพกล่าวทิ้งท้าย
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ