ไททรงดำสุราษฎร์ฯ กว่าร้อยครัวเรือน เสี่ยงโดนไล่ที่ เหตุรัฐอาจประกาศ นสล. ผิดตำแหน่ง

ไม่ระบุช่วงเวลากิจกรรม

“พวกเราเป็นผู้บุกเบิกด้วยซ้ำ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุก”

จันทรัตน์ รู้พันธุ์ หรือ อ้น ผู้ประสานงานกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ชุมชนไทดำ อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี เล่าถึงประวัติความชอบธรรมการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวไทดำที่นี่ ว่าเป็นชุมชนที่อพยพมาตั้งรกรากมานานกว่า 70 ปีแล้ว ถือเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาบุกเบิกพื้นที่ในบริเวณนี้ด้วยซ้ำ แต่กลับได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ดินของรัฐที่มาประกาศที่หลวงทับชุมชนและพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน แถมยังเป็นการประกาศผิดตำแหน่งอีกด้วย

วันนี้ (2 เมษายน 2568) ชาวไทดำ ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่ 1 และหมู่ 4 ต.ทรัพย์ทวี อ.บ้านนาเดิม ต้องมานั่งชุมนุมกันที่หน้าที่ว่าการอำเภอ เนื่องจากได้รับแจ้งจากฝ่ายปกครองตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2568 ว่า ไม่อนุญาตให้อาศัยอยู่ที่นี่อีกต่อไป ถ้ายังอยู่จะมีความผิดถูกดำเนินคดี และอาจจะถูกไล่รื้อ โดยให้เวลา 30 วัน เพื่อย้ายออกไป และจะครบกำหนดในวันพรุ่งนี้ (3 เมษายน 2568)

หมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2568 หากชาวไทดำ 2 ชุมชน รวม 135 ครัวเรือน บนที่ดินประมาณ 2,800 ไร่ ที่ตั้งรกราก อยู่อาศัย และทำกินในพื้นแผ่นดินนี้มาตั้งแต่ปี 2496 จะมีสถานะกลายเป็น “ผู้บุกรุก” ด้วยประกาศที่เกิดขึ้นในอีก 33 ปี หลังจากที่พวกเขาเข้ามาอยู่ที่นี่

ยิ่งถ้าไปดูประวัติการเรียกร้องสิทธิในที่ดินของชาวไทดำกลุ่มนี้ จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนเลยว่า พวกเขาไม่เคยลุกขึ้นต่อต้านการประกาศที่หลวงทับที่ทำกินของพวกเขาด้วยซ้ำ แม้ถูกประกาศทับ พวกเขาก็เลือกต่อสู้ด้วยการใช้สิทธิขอให้ชุมชนใช้ประโยชน์จากที่ดินตรงนี้ต่อไปได้ในสถานะ “โฉนดชุมชน” ไม่ใช่ที่ของเอกชน

จนมาถึงปี 2556 สำนักงานโฉนดชุมชนลงมาตรวจพื้นที่ เราก็คิดว่าจะได้โฉนดชุมชนแล้ว วันนั้นก็เชิญมาหมดทั้ง ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กรมที่ดิน แต่กลับไปพบข้อเท็จจริงใหม่

ปัญหาใหญ่มาเกิดขึ้นในปี 2561 จากการเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้รวมถึง จ.สุราษฎร์ธานีด้วย ทำให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) สั่งการให้ใช้พื้นที่ อ.บ้านนาเดิม บางส่วนมาทำเป็นแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำ จากนั้นจึงมีเจ้าหน้าที่มาขุดแก้มลิงกว้างประมาณ 200 ไร่ พร้อมตัดโค่นต้นปาล์มที่ชาวไทดำปลูกไว้ ทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ด้วยการไปยื่นศาลปกครอง ด้วยความเข้าใจว่า การมาขุดพื้นที่และตัดต้นปาล์ม คือการไม่ปฏิบัติตามที่ MOU (บันทึกข้อตกลงร่วม) ที่รัฐเคยให้สัญญาไว้

มาถึงปี 2563 กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ สุราษฎร์ธานี ในนามกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ไทดำ เข้าร่วมกับพีมูฟโดยหวังว่าจะได้รับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินที่ยืดยื้อมายาวนาน ทำให้เกิดกระบวนการเจรจากับภาครัฐ เกิดการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา

จนมาถึงปี 2565 คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา มีข้อสรุปแล้วว่า การประกาศที่ นสล.ทั้งในปี 2529 2547และ 2548 เป็นการประกาศผิดตำแหน่ง พื้นที่ที่จะต้องประกาศ นสล.จริงๆ ไม่ได้อยู่ในที่อยู่อาศัยทำกินของชุมชนไทดำทั้ง 2 ชุมชน โดยผลของการตรวจสอบครั้งนี้ มีมติคณะรัฐมนตรี 16 ตุลาคม 2566 ให้แก้ไขปัญหาจนได้ข้อยุติ ผ่านการลงนามเห็นชอบจากทุกฝ่ายตั้งแต่ในระดับอำเภอ (นายอำเภอบ้านนาเดิม) จังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี) และระดับกระทรวง (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) จึงนำไปสู่กระบวนการทำแผนที่ใหม่เพื่อเพิกถอน นสล.ปี 2529 จำนวน 1,318 ไร่

แต่ในเดือนธันวาคม 2567 ศาลปกครอง มีคำสั่ง “ยกฟ้อง” ในประเด็นที่ชาวไทดำ ไปยืนฟ้องเรื่องการขุดแก้มลิงไว้ตั้งปี 2561 โดยในคำสั่งศาลปกครองมีข้อความที่ระบุเหตุผลในการยกฟ้อง เพียงว่า “ชาวบ้านยังไม่มีสิทธิในที่ดิน ก็ยังไม่มีสิทธิฟ้อง”

กุมภาพันธ์ 2568 นายอำเภอบ้านนาเดิม ใช้ผลจากคำสั่งของศาลปกครอง ประกาศให้ชาวไทดำทั้ง 2 ชุมชน ต้องย้ายออกไปภายใน 30 วัน โดยอ้างว่า ศาลปกครองวินิจฉัยแล้วว่า ชาวบ้านไม่มีสิทธิในที่ดินนี้ ??

ทั้งหมดนี้ เป็นที่มาของการเกิดการชุมนุมด้วยเหตุผลที่แสนงุนงง

****

ไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ซึ่งนำเครือข่ายชาวเลอันดามันเข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ สุราษฎร์ธานีด้วย วิจารณ์การทำงานของนายอำเภอบ้านนาเดิมว่า ไม่ใช่แนวทางการทำงานของนักปกครองที่ดี

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)