
เด็กกับการเล่น อย่ามองเป็นเรื่องเล่น ๆ หากเป็นการเทียบการทำงานในผู้ใหญ่ ถือเป็นเรื่องจริงจังเลยทีเดียว เด็กทุกคนจะเล่นเพื่อเป็นการสำรวจและพัฒนาตนเองไม่ว่าจะเป็นเด็กทวีปไหน ประเทศไหน หรือกลุ่มชาติพันธุ์ใดๆ ในวัยเด็กการเล่นเป็นหน้าที่หลักเพื่อให้มีพัฒนาการตามวัย และเสริมสร้างการเรียนรู้สู่การเติบโตเต็มวัย ฉะนั้นการเล่นนับเป็นการทำงานในวัยเด็กที่ติดตัวเด็กทุกคน และเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของสมอง เสริมสร้างจินตนาการและการเรียนรู้ การสัมผัส การมองเห็น และการได้ยินเสียงต่างๆ การเล่นอย่างเหมาะสมกับวัยยังจำเป็นต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เส้นใยประสาทของเด็กขยายเชื่อมต่อโยงถึงกันเป็นเครือข่ายที่สลับซับซ้อน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเจริญเติบโต ทักษะการสื่อสาร การวางแผนเวลา และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งเด็กในวัย 3 ปีแรกถือเป็นช่วงเวลาที่ดี เป็นโอกาสนาทีทองที่จะส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งทางอารมณ์ และพฤติกรรมทางกายภาพต่าง ๆ ได้ค่ะ ก่อนที่เราจะพูดถึงการส่งเสริมการเล่น เราต้องมาเข้าใจเรื่องการเล่นในเด็กก่อนนะค่ะ
1) พัฒนาการเล่นเกี่ยวกับตนเอง เริ่มตั้งแต่แรกเกิด โดยที่ศูนย์กลางของการเล่นนั้นอยู่ที่ตัวเด็กเอง ซึ่งในระยะแรกนั้นเราอาจจะไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เด็กทำนั้นเป็นการเล่นของเด็ก เพราะการเล่นในระยะนี้จะเริ่มจากการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ซ้ำ ๆ รวมไปถึงการส่งเสียง ซึ่งต่อมาเด็กทารกจะมุ่งความสนใจในการเล่นออกไปที่คนอื่นหรือสิ่งอื่น ๆ การเล่นเกี่ยวกับตนเองนั้นเป็นการเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ลักษณะต่าง ๆ ของโลกที่เด็กอาศัยอยู่
2) พัฒนาการเล่นกับสภาพแวดล้อม เด็กจะเล่นกับของเล่นและวัตถุต่าง ๆ รอบตัว โลก ของสิ่งของนั้นมีกฎเกณฑ์บางอย่างที่เด็กจะต้องเรียนรู้ เช่น ของเล่นชิ้นนี้อาจแตกสลายได้ ของเล่นชิ้นนี้ อาจเป็นของคนอื่นได้ เด็กอาจจะถูกควบคุมจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง
3) พัฒนาการเล่นกับสังคม เด็กเริ่มเข้าไปอยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น รู้จักการแบ่งปันของเล่นกับผู้อื่น ความสำเร็จในขั้นนี้จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความสำเร็จในการพัฒนาในสองขั้นแรก ในขั้นนี้เด็กจะรู้ว่าเมื่อไรต้องเล่นคนเดียว และเมื่อใดที่ควรจะเล่นกับผู้อื่น


เด็กไม่ว่าจะกลุ่มชาติพันธุ์ไหนๆ มีโอกาสในการเล่นเท่าๆ กัน เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในวัยก่อนวัยเรียนหรือช่วงเด็กเล็ก เด็กก็จะใช้ช่วงเวลานี้ในการสำรวจสิ่งแวดล้อมบริบทรอบ ๆ เพื่อนำสิ่งที่มองเห็นมาทำตาม เด็กชนเผ่าพื้นเมืองเองนั้น พบว่า การเลี้ยงจะเป็นแบบพื้นที่เปิดไม่จำกัดบริเวณ ทำให้พื้นที่ในการสำรวจบุคคล ได้มีโอกาสพบปะผู้คนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติ เพื่อนบ้าน และกลุ่มเพื่อนในวัยเดียวกันหรือใกล้เคียงในหมู่บ้าน จึงเป็นโอกาสให้เด็กชนเผ่าพื้นเมืองในหมู่บ้านได้มีพัฒนาการเลียนแบบท่าทางพฤติกรรมได้มาก นอกจากนี้เด็กมีโอกาสที่จะได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและวัตถุธรรมชาติต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น เด็กได้สำรวจดิน น้ำ และเล่นทราย อันจะส่งผลต่อระบบผิวสัมผัส ซึ่งเด็กที่มีโอกาสสัมผัสดินหรือทรายจะเป็นการเติมเต็มระบบประสาทความรู้สึกหรือ sensory integration ในด้านผิวสัมผัสหรือ tactile ผ่านทางผิวที่มือมากกว่าเด็กทั่วๆ ไปในเมืองที่อยู่ในพื้นที่แคบๆ จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสดินทราย เด็กเหล่านี้ก็จะมีโอกาสไม่เท่าเด็กชนเผ่าพื้นเมืองในการได้ประสบการณ์ด้านผิวสัมผัสอันจะนำไปประมวลผลรวมกับประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ เพื่อก่อเกิดการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ดังนั้นเด็กชนเผ่าพื้นเมืองที่มีโอกาสได้เล่นในพื้นที่ไม่จำกัดบริเวณที่จะสำรวจและได้รับประสาทความรู้สึกด้านผิวสัมผัสมากกว่าเด็กในเมือง กลับส่งผลต่อดีต่อการไม่เลือกทานอาหาร การมีอารมณ์ที่ดีไม่หงุดหงิดง่าย การเคลื่อนไหวที่ดีและคล่องแคล่ว นี้คือ โอกาสดีๆ ของเด็กชนเผ่าพื้นเมืองในหมู่บ้านที่มีสภาพแวดล้อมและสังคมแบบเปิดโล่ง

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กปางมะโอ ในตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์การเรียนรู้หนึ่งสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน ที่มูลนิธิดุลภาทร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้สนับสนุนด้านครู อุปกรณ์การเรียนรู้และวิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ โดยใช้หลักการการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ (Montessori) ผสมผสานกับการส่งเสริมพัฒนาการทั่วไปตามช่วงวัยผ่านการเล่น ในการก่อตั้งศูนย์เด็กเล็กนี้เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนที่จะไปโรงเรียนและเพื่อลดภาระผู้ปกครองในการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการตามวัย อันจะลดภาระของผู้ปกครองก่อนที่เด็กจะไปโรงเรียน บางคนก็ทำงานส่วนตัวอยู่ที่บ้านแต่เมื่อมีศูนย์เด็กเล็กผู้ปกครองก็วางใจที่จะนำเด็กมาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ครอบครัวเด็กส่วนใหญทำอาชีพเกษตรกรรมหรือรับจ้างเด็กชนเผ่าพื้นเมืองที่นี่ส่วนใหญ่จะถูกเลี้ยงแบบเปิดและมีญาติอยู่บริเวณใกล้เคียง ทำให้เด็กได้มีโอกาสได้สำรวจและสัมผัสสิ่งแวดล้อม เด็กจะถูกเลี้ยงแบบธรรมชาติไม่จำกัดบริเวณ ผู้ปกครองมักนำเด็กไปไร่ไปสวนด้วยตลอด เด็กส่วนใหญ่ที่นี่เป็นเด็กเลี้ยงง่ายและกินง่าย
จุดเด่นของศูนย์เด็กเล็กที่นี่ คือ มีกิจกรรมหลากหลายโดยการให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสสำรวจหรือค้นหาสิ่งที่เด็กสนใจที่อยากจะเรียนรู้และเมื่อเด็กได้ลงมือทำในสิ่งที่เด็กสนใจ การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นและเกิดเป็นทักษะและการเรียนรู้ ซึ่งการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ ในพื้นที่ก็เอื้อต่อการให้เด็กได้มีโอกาสสำรวจและเรียนรู้ได้ดี นอกจากนี้ทางศูนย์ยังเน้นการใช้ภาษากลางกับเด็ก ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่พัฒนาความเข้าใจทางภาษาเมื่อไปเรียนที่โรงเรียนเพราะเมื่อเด็กอยู่ที่บ้านผู้ปกครองมักใช้ภาษาถิ่น เห็นได้ว่าทั้งด้านโอกาสและพัฒนาการด้านการเล่นและภาษามีโอกาสได้พัฒนาเพิ่มขึ้นเมื่อเด็กมาที่ศูนย์การเรียน

การสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori) เป็นแนวคิดของดร.มาเรีย มอนเตสซอรี่ เป็นแพทย์หญิงคนแรกชาวอิตาลีและเป็นผู้คิดวิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี่ที่เน้นเด็กเป็นหลักสำคัญในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้อย่างอิสระ และซึมซับการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว ทำให้เด็กเกิดความอยากรู้ อยากเห็นและแสวงหาความอยากรู้อย่างมีสมาธิ มีวินัยในตัวเองและเกิดพัฒนาการทุก ๆ ด้านในเวลาเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตามเด็กชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่นี้ก็ยังพบข้อจำกัดในการส่งเสริมพัฒนาการ เช่น โอกาสในการได้เล่นของเล่นเสริมพัฒนาการ เช่น บัตรภาพ สื่อด้านเสียง ของเล่นที่กระตุ้นเร้าทางสายตาและการได้ยิน ของเล่นเชิงมิติสัมพันธ์เช่น บล็อกไม้ต่าง ๆ ดังนั้นจึงมีข้อจำกัดของทักษะการจำแนกหรือการรับรู้ทางสายตาจากการขาดโอกาสในการเล่นของเล่นที่มีมิติบ้างที่บ้าง
กิจกรรมการเล่นที่ศูนย์ได้จัดขึ้นเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และส่งเสริมมิติสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวเช่น การทรงตัวบนไม้ การเดินบนเส้น การเดินข้ามสิ่งกีดขวาง การเตะ การกระโดด การแสดงท่าทางหรือเต้นตามเพลง เพื่อเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรง รวมถึงพัฒนาการการเคลื่อนไหวตามช่วงวัย
กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กหรือการใช้มือและ เช่น การขีดเขียนด้วยมือด้านที่ถนัดและการใช้มือปั้นดิน หรือการจับช้อนตักของ การฝึกร้อยลูกปัดเม็ดใหญ่ การให้แกะและติดแผ่นสติกเกอร์ตามจุดต่างๆ นอกจากนี้เด็กยังมีโอกาสได้วาดเขียนบนกระดาษและเมื่อจับดินสอและควบคุมเส้นพอได้ ครูยังให้เด็กได้มีโอกาสขีดเขียนอีกด้วย
กิจกรรมทางภาษาและการสื่อสาร โดยเรากระตุ้นพัฒนาการด้านนี้ทางการอ่านออกเสียงหนังสือนิทานที่มีภาพประกอบแล้ว การใช้เสียงขับร้องเพลงพร้อมท่าประกอบจังหวะยังมีส่วนกระตุ้นพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กโดยใช้ภาษากลาง โดยมีคำถามระหว่างประกอบกิจกรรม และยังมีการใช้สื่อเพื่อกระตุ้นการใช้ภาษาเช่นบัตรภาพหรือบัตรคำ แม้เด็กจะพูดยังไม่คล่อง แต่การเล่นแบบนี้จะทำให้พัฒนาการด้านการพูดของเด็กเติบโตได้เร็วขึ้น มีความสามารถด้านการอ่านได้ดีขึ้นในอนาคต

ถึงแม้ว่าเราจะมีข้อจำกัดบางอย่างในการเล่นของเด็กชนเผ่า แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาการในเด็กกลุ่มนี้คือ 1) เราสามารถเป็นตัวกลางกระตุ้นให้เกิดการเล่นเพื่อการเรียนรู้โดยเราจะแทรกความรู้หรือการฝึกเข้าไปทีละน้อย เช่น คำเรียกชื่อสิ่งต่าง ๆ การเรียกตัวเลข การนับ การเรียงสิ่งของ และ 2) เราจะกระตุ้นเพื่อให้เด็กเกิดการเล่นด้วยกันให้ได้ ดังนั้นเราควรแนะนำให้คนรอบข้างพาเด็กๆ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการสำรวจเพื่อหากิจกรรมที่ชอบและนำไปสู่การเล่นนั่นเอง
อย่างไรก็ตามเราควรมีการจัดหาของเล่นสำหรับเด็กชนเผ่าเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านมิติสัมพันธ์ เช่นโมเดลสัตว์ สิ่งของหรือรูปทรงต่างๆ ที่เป็นสามมิติ เพื่อให้เด็กฝึกการจำแนกหรือจัดหมวดหมู่อย่างหยาบ ๆ ในความเหมือนหรือแตกต่าง และของเล่นที่ส่งเสริมการใช้สมาธิหรือการทำต่อเนื่องเช่นการหยอด การเรียง การใส่ตามช่องที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง นั่นคือควรมีการจัดหาของเล่นที่ส่งเสริมการทำงานหนึ่งขั้นตอนต่อเนื่องให้สำเร็จ


นอกเหนือจากการเล่นเพื่อสำรวจตนเองเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การไปโรงเรียนแล้ว เรายังสามารถเตรียมความพร้อมและกระตุ้นการเล่นอีกแบบเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในเด็กชนเผ่าตามวัฒนธรรมท้องถิ่นในขั้นต่อไปนั่นคือ กระตุ้นให้เด็กเกิดการเล่นบทบาทสมมติ การเล่นแบบร่วมมือกันเพื่อเตรียมไปโรงเรียนเพื่อกระตุ้นจินตนาการผ่านบทบาทที่ได้รับและฝึกฝนทักษะกระบวนการสื่อสารกับคนอื่น ๆ โดย เป็นการเล่นที่ทุกคนมารวมกันและเด็ก ๆ เริ่มเล่นด้วยกันอย่างแท้จริง โดยทั่วไปแล้วจะเกิดขึ้นระหว่างอายุ 4-5 ขวบ แต่เราพบว่าเด็กที่นี่ก็มีการเล่นในลักษณะของบทบาทสมมติเกิดขึ้นเนื่องจากเด็กได้มีโอกาสได้อยู่ได้เจอ ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ มีโอกาสได้เล่นกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นต่อบล็อคร่วมกัน เล่นเกมส์ หรือกิจกรรมกลุ่มกลางแจ้ง ซึ่งการการเล่นแบบร่วมมือกันจะเป็นโอกาสสำหรับการสร้างปฏิสัมพันธ์ในอนาคตเมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่
มาถึงจุดนี้ ผู้อ่านทุกท่านคงเห็นแล้วว่า การเล่นเป็นสิ่งสำคัญในวัยเด็กมาก การเล่นจะช่วยส่งเสริมการสำรวจ ความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาการด้านต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อเรามีโอกาสได้ใช้เวลากับเด็ก ๆ เราควรส่งเสริมให้เด็กเกิดการเล่นตามช่วงวัย ซึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นมีความหมายต่อเด็กมากกว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการเล่น เด็กจะสามารถเชื่อมโยงพฤติกรรมของการเล่นมาใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ เราจึงสามารถสรุปได้ว่าการเล่นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง รู้จักการแก้ปัญหาและเป็นกิจกรรมที่เด็กพอใจกระทำ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมไหนการเล่นก็ยังเป็นสิ่งที่มีค่า และเป็นการทำงานอย่างหนึ่งของเด็ก ๆ เช่นกันค่ะ



