H-Pop ป๊อปม้งร่วมสมัย กับความฝันในเส้นทางศิลปินของเยาวชนม้ง

หากใครได้ติดตามหรือเข้าร่วมงานชนเผ่าพื้นเมืองประจำปี 2569 คงสะดุดตาไม่น้อยกับศิลปินม้งเกิร์ลกรุ๊ป ที่มาทำการแสดงร้องเพลงและเต้น ในแนวเพลงป๊อปม้งร่วมสมัย (Hmong-Pop Music) ที่ทำให้นึกถึงกลิ่นอายของวงเกิร์ลกรุ๊ปไทยและเกาหลีใต้ แต่ยังคงผสมผสานอัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ม้งลงไปได้อย่างลงตัว

หลายคนสงสัยว่าพวกเธอเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงเลือกนำเสนอความเป็นม้งผ่านแนวเพลงร่วมสมัยเช่นนี้ แม้กระทั่งท่ามกลางความกังวลของผู้ใหญ่บางส่วนที่มองว่าเป็นการทำลายอัตลักษณ์แบบดั้งเดิมหรือไม่? เพื่อทำความรู้จักที่มาที่ไปของพวกเธอภายใต้โครงการ RISE of HMOOB STARS เวทีที่ปลุกปั้นศิลปินม้งรุ่นใหม่ ภายใต้ความฝันของพวกเขาที่ว่า ‘อยากผลักดันพื้นที่ของศิลปินชาวม้งรุ่นใหม่ ให้ไปไกลสู่ระดับสากล’

RISE of HMOOB STARS เฟ้นหาไอดอลศิลปินม้ง

“เป้าหมายแรกของ Rise of Hmong Star เราอยากทำเพลงม้งไปสู่ระดับสากล”

ญาหญิง ภัทรวดี อาชาธนกุล ผู้จัดการโครงการ RISE of HMOOB STARS กล่าวกับทาง IMN ว่าจุดเริ่มต้นของโครงการ เกิดจากการที่เธอเล็งเห็นว่าเยาวชนม้ง มีความสามารถในการร้องเพลง แต่ยังขาดพื้นที่ในการแสดงความสามารถ เธอจึงอยากผลักดันพื้นที่ให้กับเยาวชนม้ง ได้ทำตามความฝันในการเป็นศิลปินอาชีพ กลายเป็นจุดเริ่มต้นในปี 2568 ที่มีการจัดประกวดร้องเพลงขึ้นมา และเฟ้นหาผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นศิลปินฝึกหัดกับทาง ค่ายเพลง ‘July Moon’ ปัจจุบันมีศิลปินฝึกหัดในสังกัดทั้งหมด 6 คน

“ดนตรีเป็นภาษาหนึ่งที่คนไม่จำเป็นต้องเข้าใจเนื้อร้องไปซะทั้งหมด” ญาหญิงกล่าวถึงเหตุผลที่เธอเลือกใช้ภาษาม้งในเนื้อเพลง “เราเองเคยเป็นศิลปินม้งมาก่อน และมีความฝันอยากผลักดันเพลงม้ง ไปสู่เวทีที่มากกว่าในชุมชนม้ง”

ญาหญิง ภัทรวดี อาชาธนกุล ผู้จัดการโครงการ RISE of HMOOB STARS

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มดนตรีออนไลน์ Melodigging ระบุว่า เพลงป๊อปม้งเป็นรูปแบบดนตรีร่วมสมัยที่สร้างสรรค์โดยชาวม้งพลัดถิ่นโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและไทย มีรากฐานมาจากการอพยพหลังสงครามเวียดนามจากลาว ส่วนใหญ่ร้องเป็นภาษาม้ง และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ซึมซับอิทธิพลจาก R&B, K-pop และ EDM ด้วย

“ภาษา ดนตรี แฟชั่น และการเล่าเรื่องล้วนเป็นสิ่งสวยงาม เราสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาเพิ่มเติมให้เข้ากับยุคสมัยได้”

ญาหญิงกล่าวถึงเป้าหมายของเธอกับโครงการ RISE of HMOOB STARS ว่า เธออยากให้ศิลปินฝึกหัดภายใต้โครงการมีผลงานเพลงออกมาอย่างเต็มรูปแบบ ถัดจากนั้นเธออยากผลักดันให้มีโครงการประกวดในรุ่นถัดไป โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การทำให้แนวเพลงป๊อปม้งร่วมสมัย โดยศิลปินม้งชาวไทย ออกไปสู่สายตาชาวโลก

“เรามีความฝัน แต่ด้วยความที่เราเป็นชาติพันธุ์ม้ง ก็มักจะมีเสียงต่างๆ ที่สอดแทรกเข้ามาว่า เราต้องรักษาสมดุลระหว่างสิ่งที่เราเผยแพร่ให้คนนอกรู้จัก กับสิ่งที่เราต้องสมดุลความเป็นม้งไปด้วยกัน”

ฝันเดียวกันของศิลปินม้งรุ่นใหม่

นุ่น (ณิชารีย์ แซ่ย่าง) พระจันทร์ (พระจันทร์ การุณยรัตน์) และมอมอร์ (ปวีณ์นุช แซ่ท้าว) เป็นสามตัวแทนศิลปินฝึกหัดกับทาง Rise of Hmong Star ทั้งสามมีพื้นเพชีวิตที่แตกต่างกัน นุ่นเป็นคนจังหวัดพะเยา ที่ชอบร้องเพลงและติดตามวง K pop และ T pop มาตั้งแต่สมัยประถม พระจันทร์เป็นคนจังหวัดน่าน ที่สนใจการเป็นศิลปินตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ที่ชอบทั้งร้องและเต้น ส่วนมอมอร์เป็นคนจากจังหวัดน่าน ที่หลงรักในเสียงดนตรีตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม ทุกคนมีความฝันเดียวกันคือ การอยากเป็นศิลปินอาชีพ

ใบเฟิร์น, นุ่น (ณิชารีย์ แซ่ย่าง) คนกลาง, และพระจันทร์ (พระจันทร์ การุณยรัตน์) เป็นสามตัวแทนศิลปินฝึกหัดกับทาง Rise of Hmong Star
มอมอร์ (ปวีณ์นุช แซ่ท้าว) ภาพ: RISE of HMOOB STARS

“หนูอยากเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ” พระจันทร์บอกความฝันของเธอ “อยากมีคอนเสิร์ตของตนเอง ที่มอบการแสดงให้กับแฟนคลับ”

มอมอร์เองก็กล่าวว่า เธอมีความฝันไม่ต่างจากพระจันทร์คือ อยากเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องชื่อเสียง เงินทอง 

“หนูอยากนำความสำเร็จนี้กลับมาดูแลคนในครอบครัว ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ที่มีความฝัน ให้เขากล้าเชื่อมั่นและเดินตามความฝันของตนเอง” มอมอร์กล่าว

เช่นเดียวกับนุ่นในวัย 19 ปี ที่ตอนนี้เธอออกมาทำงานตามความฝันเต็มตัว เธอบอกกับ IMN ว่า เธออยากเป็นศิลปินที่มีคุณภาพ มีแฟนคลับที่รักเธอและคอยสนับสนุน และที่สำคัญคือ มีรายได้ที่เพียงพอในการเลี้ยงดูครอบครัว

“หนูเคยผ่านจุดที่ยากลำบากในชีวิต ทำให้หนูอยากทำตามความฝันให้สำเร็จ” นุ่นกล่าว

สำหรับการแสดงเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ณ วันชนเผ่าพื้นเมืองประจำปีที่ผ่านมานั้น พระจันทร์บอกว่าเธอรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานวันดังกล่าว โดยเธอมองว่า การนำเสนอเรื่องราวของชาติพันธุ์ เป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์ และเธอรู้สึกภูมิใจในการเกิดมาเป็นคนม้ง

พระจันทร์ (พระจันทร์ การุณยรัตน์) ตัวแทนศิลปินฝึกหัดกับทาง Rise of Hmong Star

“การได้ใส่วัฒนธรรมของพวกเราลงไปในผลงาน เป็นการช่วยตอกย้ำความสำคัญให้หลายคนหันมาสนใจ ให้คนในสังคมรู้ว่ามีคนม้งอยู่ด้วยบนแผ่นดินไทย” พระจันทร์กล่าว

ด้านนุ่นกล่าวว่า วันที่เธอได้ไปทำการแสดงให้กับพี่น้องชาติพันธุ์อื่นๆ จากทั่วประเทศชมนั้น เธอรู้สึกตื่นเต้น เพราะไม่เคยเจอผู้คนที่แตกต่างทางชาติพันธุ์มารวมตัวกันเยอะขนาดนี้มาก่อน ซึ่งทำให้เธอมีกำลังใจเมื่อเห็นว่ามีคนจำนวนมากชื่นชม

“หนูอยากเป็นศิลปินที่ทำให้คนภายนอก ได้เห็นความสวยงามของชาติพันธุ์เรา” นุ่นกล่าว “ตอนนี้เด็กๆ พูดภาษาม้งไม่ค่อยชัดกันแล้ว หนูอยากเป็นหนึ่งในแบบอย่างให้พวกเขากลับมาสนใจภาษาม้ง”

ในส่วนของมอมอร์ แม้เธอจะไม่ได้ไปร่วมการแสดงในวันชนเผ่าพื้นเมือง เนื่องจากติดเรียนหนังสือ แต่เธอกล่าวว่า อยากเป็นตัวแทนคนชาติพันธุ์รุ่นใหม่ ที่นำเสนอศิลปะ วัฒนธรรม เอกลักษณ์ความเป็นม้งให้กับผู้คนทั่วโลกได้รู้จัก เพราะเธอเชื่อว่า 

“ทุกชาติพันธุ์ ล้วนมีเรื่องราวและความงดงามของตนเอง”

เมื่อความร่วมสมัยทางวัฒนธรรม ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

สำหรับญาหญิงในฐานะผู้จัดการค่ายเพลง July Moon เธอกล่าวว่าการสร้างวงเกิร์ลกรุ๊ปขึ้นมา เพื่อแสวงหาตลาดคนฟังที่กว้างขึ้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนม้ง แต่ถ้าหากเธอใส่ความเป็นม้งเข้ามาน้อยเกินไป ก็สามารถถูกตั้งคำถามได้ว่า เป็นการละเลยวัฒนธรรมอัตลักษณ์ของตนเองหรือไม่

“การทำให้สมดุลเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เรากังวลในเรื่องของการถูกยอมรับ ในพื้นที่ที่มันไม่ใช่แค่ในชุมชนม้ง”

ญาหญิงยอมรับว่า ตอนนี้ผู้ติดตามหลักคือชาวม้งทั้งในประเทศและต่างประเทศ เธอรู้สึกขอบคุณการสนับสนุนจากชุมชนม้ง  แต่ในขณะเดียวกันทางวงก็เริ่มมีแฟนคลับจากคนต่างชาติพันธุ์ จากคนไทยในเมือง มีชาวต่างชาติที่เข้ามาสนับสนุน โดยยังคงจุดยืนการนำเสนอตัวตนของศิลปินในฐานะชาติพันธุ์ม้ง ที่ใช้แนวเพลงป๊อปร่วมสมัยทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย

“เราต้องกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ” ญาหญิงกล่าว “เราไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนต้องมาชอบเพลงของเรา แต่เราเชื่อลึกๆ ว่า อย่างน้อยเราได้เลือกเส้นทางของตนเอง” 

ด้านนุ่นแสดงความกังวลถึงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ หลังจากที่เพิ่งมีการปล่อยเพลงใหม่ในชื่อ ‘Tsis Thammada’ กับทางพระจันทร์ โดยมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเครื่องแต่งกาย และท่าเต้นที่บางส่วนมองว่าไม่เหมาะและมีความวาบหวิว นุ่นไม่ได้ละเลยถึงความคิดเห็นเหล่านั้น เธอกล่าวว่าอยากให้คนมองที่ศักยภาพการแสดงและร้องเพลง มากกว่าเรื่ององค์ประกอบอื่นๆ เป็นสาระสำคัญ

“มีผู้ใหญ่หลายคนแสดงความคิดเห็นเรื่องเครื่องแต่งกายที่เราสวมใส่” พระจันทร์กล่าว “เรายังคงยืนยันจุดยืนว่า มันคือการผสมผสานความเป็นม้งกับความร่วมสมัย”

ด้านมอมอร์มองว่า แต่ละคนมีความคิดและมุมมองที่แตกต่างกัน ไม่แปลกที่บางคนจะคิดว่า การแสดงแบบนี้เป็นการลบเลือนความดั้งเดิมของความเป็นม้ง แต่สำหรับเธอแล้ว การนำสิ่งใหม่ผสมกับความดั้งเดิม เป็นโอกาสดีที่จะทำให้วัฒนธรรมม้งเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ระหว่างทางสู่การเป็นศิลปินเต็มตัว

ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์นั้น ญาหญิงแบ่งปันว่า เธอรู้สึกดีใจที่ได้เจอน้องๆ ที่มีความฝันชัดเจน และกำลังเดินตามความฝันไปในเส้นทางเดียวกัน ในฐานะผู้จัดการเธอกล่าว่า ช่วงที่เธอรู้สึกท้อแท้หรือหมดกำลังใจ การได้หันกลับไปมองน้องๆ ทุกคนในทีม ทำให้เธอมีกำลังใจในการทำต่อ 

“เหมือนเป็นแรงผลักดันให้กันและกัน ญาหญิงเคยมีความฝันอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็กๆ  พอวันหนึ่งเราเป็นศิลปินม้งเต็มตัว เรารู้สึกว่าอยากไปให้ไกลมากกว่านี้ แต่ด้วยช่วงเวลาของเรามันผ่านเลยไปแล้ว ทำให้เราอยากผลักดันคนอื่นไปต่อ เป็นความฝันเล็กๆ ที่อยากมีค่ายเพลงที่ผลักดันเยาวชนรุ่นใหม่เป็นของตนเอง”

นุ่น (ณิชารีย์ แซ่ย่าง) ตัวแทนศิลปินฝึกหัดกับทาง Rise of Hmong Star

ด้านนุ่นเมื่อมองย้อนกลับไปถึงวันที่เธอตัดสินใจสมัครเข้าร่วมการประกวด RISE of HMOOB STARS จากความกลัวที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ จนนำมาสู่การตัดสินใจที่เธออยากลองทำตามความฝันตัวเองซักตั้ง นุ่นอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ขอบคุณครอบครัวที่ให้อิสระในการเลือก แม้เธอจะมาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย และไม่สามารถสนับสนุนเธอให้ไปถึงฝั่งฝันได้ แต่การคอยสนับสนุนระหว่างทางเท่าที่ทำได้ ก็เป็นกำลังใจที่พิเศษสุดสำหรับเธอ

พระจันทร์เองก็เช่นกัน เธอยังจำรองเท้าเต้นคู่แรกที่พี่ชายของเธอซื้อให้ ความฝันการเป็นศิลปินของเธอ มีครอบครัวที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุน พระจันทร์ยังคงยืนหยัดในการเป็นศิลปินม้งเต็มตัว และอยากที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมเพลงม้ง ให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สำหรับมอมอร์ เธอได้ฝากถึงเยาวชนชาติพันธุ์คนอื่นๆ ว่า หากมีความฝัน จงอย่าปล่อยให้ความฝันของตัวเองเป็นเพียงแค่ความฝัน 

“ขอให้ทุกคนกล้าที่จะลงมือทำ อย่ากลัวที่จะผิดพลาด ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางจะกลายเป็นประสบการณ์ ที่จะช่วยหล่อหลอมและพัฒนาเราให้เก่งขึ้น หนูเชื่อว่าทุกๆ คนถ้าเชื่อมั่นในตัวเอง ท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะนำเราไปสู่เป้าหมาย และในวันนั้นเราจะภูมิใจกับตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม”

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ