“แม้ว่าชนเผ่าพื้นเมืองจะเป็นผู้คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ แต่พวกเขากลับกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทางลบที่สุด”
ซินเธีย เวลิโก (Cynthia Veliko) ผู้แทนภูมิภาคสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวไว้ภายในงานเวทีสัมมนาสาธารณะ แลกเปลี่ยนสถานการณ์ชนเผ่าพื้นเมืองระดับประเทศและระดับโลก ณ ห้องประชุมสัมมนา อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569

ซินเธียถือเป็นหนึ่งในคนที่มีบทบาท ช่วยผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ผ่านการสนับสนุนข้อมูลให้กับทางคณะกรรมาธิการในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว เธอเน้นย้ำว่าองค์การสหประชาชาติ มีปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples หรือย่อว่า UNDRIP) ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการส่งเสริมสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ให้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้โดยวิถีวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองปฏิญญานี้ไว้
“ชนเผ่าพื้นเมืองต้องได้รับโอกาสในการเลือกดำรงวิถีชีวิตของตนเอง” ซินเธียกล่าว “อีกทั้งพวกเขาควรได้รับการยินยอมในการพัฒนา หรือในการปฏิบัติต่อพื้นที่ของพวกเขา”
นอกจากซินเธียแล้ว ภายในเวทีสัมมนาสาธารณะฯ วันดังกล่าว ได้มีตัวแทนจากคณะทำงานระดับอาเซียน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ หน่วยงานรัฐบาล และนักวิชาการ ร่วมแบ่งปันมุมมองสิทธิมนุษยชนและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง
ประเทศไทยอยู่ตรงไหนเมื่อพูดถึงสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง
“แม้วันนี้ทั่วโลกพูดถึงการยอมรับองค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความตึงเครียดระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติในเชิงอนุรักษ์”
แกม ชิมเรย์ (Gam Shimray) สมาชิกผู้เชี่ยวชาญของกลไกผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง มองว่า วันนี้ทั่วโลกพูดถึงหลักการคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีทั้งกฎระเบียบ ปฏิญญาสากล และกฎหมายภายในประเทศต่างๆ ออกมาในเชิงเอกสารมากมาย

แกมตั้งคำถามต่อหลักการเหล่านั้นว่า สามารถช่วยให้วิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกได้รับความคุ้มครองไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
เขาแบ่งปันประสบการณ์ของตนเองในฐานะชนเผ่าพื้นเมืองชาวนากา จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียว่า ประเทศอินเดียยังคงปฏิเสธการมีตัวตนของชนพื้นเมืองในหลายกรณี โดยเฉพาะในรัฐทางภาคอีสานอย่างรัฐนากาแลนด์ ยังคงมีการใช้กำลังทางทหารในการปกครองอย่างเข้มงวด
“สิ่งที่ผมชื่นชมประเทศไทยคือวัฒนธรรมของการอดทนอดกลั้นต่อกันและกัน” แกมกล่าว “พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ของไทย ทำให้เห็นว่าประเทศนี้ยังมีพื้นที่ของประชาธิปไตย ที่ทำให้เกิดความเข้มแข็งทางกฎหมายต่อกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง”
ซึ่งทางศยามล ไกยูรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวเชื่อมโยงถึงประเด็นของแกมว่า กฎหมายชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากความช่วยเหลือของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นตัวชี้วัดพลังภาคประชาชน ที่ลุกขึ้นมายืนยันความต้องการมีกฎหมายนี้มายาวนานกว่า 10 ปี

อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลียแล้วพบว่า สามประเทศนี้ระบุการรับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทยฉบับปี 2560 ที่ไม่ได้ระบุคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ไว้โดยตรง แต่มีการบัญญัติคุ้มครองภายใต้คำว่า “ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ” ใน มาตรา 70 (หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ) จึงไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ปกป้องสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองภายในประเทศ
“การผลักดันในระยะยาว ต้องผลักดันสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองให้อยู่ในรัฐธรรมนูญ” ศยามลกล่าว “ถ้าเรามีรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิของชุมชนดั้งเดิม จะทำให้นักกฎหมายและผู้กำหนดนโยบาย เปลี่ยนแปลงวิธีคิดทางกฎหมายต่อเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง”
ต่อเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เสริมว่า สภาผู้แทนราษฎรพร้อมที่จะเป็นพื้นที่ตรงกลาง ในการช่วยผลักดันสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองต่อจากนี้ ยกตัวอย่างเช่น การออกกฎหมายลำดับรองต่างๆ จาก พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ และการใช้กลไกของสภาฯ ผ่านคณะกรรมาธิการต่างๆ เช่น กมธ.ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เป็นพื้นที่ในการรับข้อร้องเรียนและช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับหน่วยงานรัฐ นอกเหนือจากกลไกภายใต้พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ที่มีสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
กลไกระหว่างประเทศ กับบทบาทการปกป้องสิ่งแวดล้อม ผ่านการหนุนเสริมชนเผ่าพื้นเมือง
เจษฎา ทวีกาญจน์ เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายโครงการของ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จากการริเริ่มของยูเนสโก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวิชาการ และระดมผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมขับเคลื่อนนโยบายการอนุรักษ์ธรรมชาติ มีสมาชิกอยู่ทั่วโลกทั้งจากฝั่งองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรภาครัฐ โดยในประเทศไทยกรมอุทยานแห่งชาติถือเป็นหนึ่งในสมาชิกเก่าแก่ของ IUCN
“องค์กรเรามีข้อมูลทั้งฝั่งภาครัฐและภาคประชาสังคม ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นข้อมูลที่เรามีจึงไม่ได้เอียงเอนไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง”

สำหรับเหตุการณ์สำคัญระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้น เจษฎาอ้างอิงถึง กรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล (Kunming-Montreal GBF) หรือข้อตกลงระดับสากลฉบับใหม่ ที่มุ่งเน้นการหยุดยั้งและพลิกฟื้นการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ที่ได้รับการรับรองในช่วงปลายปี 2565
เป้าหมายสำคัญภายใต้กรอบงานนี้ คือการกำหนดให้ทั่วโลกต้องร่วมกันอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นที่บนบกและพื้นที่ทางทะเล/ชายฝั่ง ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2030
โดยในประเทศไทยนั้นเจษฎาประเมินว่า มีความเป็นไปได้ยากที่ประเทศไทยจะบรรลุวัตถุประสงค์การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ไปจนถึง 30% โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติอยู่ประมาณ 23% และแทบไม่หลงเหลือพื้นที่ส่วนขยายในการอนุรักษ์อีก 7% ต่อได้
เจษฎาเสนอว่าพื้นที่อนุรักษ์อีก 7% ที่เหลือไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่อนุรักษ์ในรูปแบบอุทยานแห่งชาติ แต่สามารถเปิดโอกาสให้พื้นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติ เข้ามามีส่วนในการสร้างพื้นที่อนุรักษ์ร่วมกันได้
“ในเมื่อประเทศเราพื้นที่จำกัดเพียงแค่นี้ ผมมองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสที่ทั่วโลกจับตามองและยอมรับว่ากลุ่มชาติพันธุ์ และชนพื้นเมือง มีส่วนสำคัญในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม”
เจษฎามองว่านี่คือโอกาสของประเทศไทย ในการเป็นต้นแบบการปกป้อง คุ้มครอง และทำงานกับชนเผ่าพื้นเมือง เขาเสริมอีกว่า ทั่วโลกวันนี้มีกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองประมาณ 5% ของประชากรโลก แต่คนกลุ่มนี้กำลังดูแลพื้นที่อนุรักษ์กว่า 40% ทั่วโลก
“วันนี้คน 5% กำลังดูแลพื้นที่ 40% เพื่อคนทั้งโลกอยู่” เจษฎากล่าว
โดยเขาได้สรุปการบรรยายว่า จากประสบการณ์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมานานกว่า 20 ปี เรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองถูกพูดถึงมาตลอด และมีกรอบการทำงานที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล
ดังนั้นวันนี้กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่รอรับผลประโยชน์ หรือผลกระทบจากเรื่องความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่คือหุ้นส่วนในการทำงานร่วมกันกับภาครัฐ ในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ
“ถ้าเราให้คนกลุ่มนี้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ คุณกำลังได้ทีมทำงานที่สำคัญที่สุด วันนี้ประเทศไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”
ฝั่งผศ.ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง ผู้แทนไทยในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียน (AICHR) เสริมความคิดเห็นว่า วันนี้เราต้องมองเรื่องชนเผ่าพื้นเมืองไม่ใช่แค่การปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนด้วย
“ตอนนี้กระแสโลก ไม่ได้พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมขาดจากเรื่องสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป” ผศ.ดร.ภาณุภัทรกล่าว “โลกทุกวันนี้นำเสนอเรื่องความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของชีวิต สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน”

โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีการรับรองปฏิญญาอาเซียน ว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน (ADER)
ผศ.ดร.ภาณุภัทรมองว่าสิ่งสำคัญที่เขาอยากให้พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถูกขับเคลื่อนและเชื่อมโยงไปพร้อมกับปฏิญญาอาเซียนข้างต้น โดยมีจุดร่วมที่พูดถึงการให้ความสำคัญกับการจัดการพื้นที่ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับท้องถิ่นชุมชนกับผู้ออกนโยบาย ประกอบกับการสร้างความร่วมมือกับชนเผ่าพื้นเมืองจากภูมิภาคต่างๆ ที่ไม่จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ
“ผมอยากให้พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ เป็นจุดตั้งต้นไม่ใช่จุดสิ้นสุด ของการพัฒนากลไกปกป้องสิ่งแวดล้อมต่อจากนี้” ผศ.ดร.ภาณุภัทรกล่าวสรุป “ท้ายที่สุดรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา ไม่มีทางอยู่รอดได้ ถ้าสภาพแวดล้อมเป็นอย่างนี้ต่อไป ฉะนั้นเรื่องของการปกป้องสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการปกป้องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองอีกต่อไปแล้ว แต่คือการปกป้องสิทธิของพวกเราทุกคน”
ด้านซินเธีย ผู้แทนภูมิภาคสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวเสริมในรายละเอียดว่า ความเป็นจริงในปัจจุบัน ชนเผ่าพื้นเมืองในหลายพื้นที่ทั่วโลก ยังคงต้องเผชิญกับการถูกตั้งข้อหาทางอาญา เพียงเพราะว่าการปฏิบัติหรือวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา ไม่สอดคล้องกับกฎหมายสมัยใหม่ของรัฐ
วันนี้กฎหมายยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม โดยปราศจากความยินยอมของชนพื้นเมือง อีกทั้งองค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมืองในหลายภูมิปัญญายกตัวอย่างเช่น การทำไร่หมุนเวียน ยังถูกปฏิเสธจากวิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรแบบดั้งเดิม แม้ภูมิปัญญาเหล่านี้จะได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้วว่า คือการบริหารความยั่งยืนของทรัพยากรในพื้นที่ และมีความเป็นธรรมต่อชุมชน
“สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง แต่เกิดขึ้นทั่วโลก” ซินเธียกล่าว “การใช้แนวทางปกครองควบคุมพื้นที่ที่เข้มข้นเกินไป ยังคงทำให้กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองหลายกลุ่ม ถูกจำกัดสิทธิในการใช้ประโยชน์พื้นที่ท้องถิ่นดั้งเดิมของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง”
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ