“การสูญเสียที่ดินไม่ใช่แค่การสูญเสียทรัพย์สิน แต่คือวิถีชีวิต มรดกที่เราส่งต่อกันมา”

ท่ามกลางการชุมนุมคัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และโฉนดชุมชน ของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ร่วมด้วยกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา
ประชาชนจากหลากหลายกลุ่มทั่วประเทศ ต่างเดินทางมาด้วยความหวังเดียวกันคือ การมีความมั่นคงทางที่ดินในระยะยาว กลุ่มชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ร่วมเดินทางมาชุมนุม วิไลลักษณ์ เยอเบาะ ชาวอ่าข่าหนึ่งในตัวแทนคนชาติพันธุ์ที่ได้เข้าร่วมการชุมนุมตั้งแต่วันแรก และได้กล่าวถึงความสำคัญของโฉนดชุมชนว่า
“การยกเลิกโฉนดชุมชน เท่ากับการทำให้ชุมชนชาติพันธุ์ไม่มีหลังพิงฝา แม้วันนี้จะมี พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ แล้ว แต่มันจำเป็นต้องมีกฎหมายอื่นมารองรับ”
ทางด้านพชร คำชำนาญ ตัวแทนจากพีมูฟ อธิบายว่า แนวคิดโฉนดชุมชน เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน เพื่อทวงคืนสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรด้วยตนเอง จนกระทั่งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553” ออกมาสำเร็จ กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับชุมชนชาติพันธุ์ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่กฎหมายป่าอนุรักษ์ เป็นเครื่องมือต่อรองและจัดการพื้นที่ร่วมกันระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐ ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ต้นแบบอย่าง ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน จ.เชียงราย ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านกลาง จ.ลำปาง และชุมชนบ้านดอยช้างป่าแป๋ จ.ลำพูน

อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับชุมชนชาติพันธุ์นั้นพบว่า หลังการยกเลิกโฉนดชุมชน มีการจับกุม ดำเนินคดี ไล่รื้อพืชไร่ และถูกบีบบังคับให้ต้องเข้าสู่นโยบายการจัดการที่ดินของรัฐ ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ และเป็นการให้สิทธิชั่วคราว
ดังนั้นแล้วสำหรับวิไลลักษณ์ เธอมองว่าช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยง และเปราะบางอย่างมากสำหรับชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ต่อเรื่องความมั่นคงทางที่ดิน ท่ามกลางความต้องการทรัพยากร ที่ต่างมุ่งหน้าไปในพื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมือง แต่วันนี้กลับพบว่า ยังมีอีกหลายชุมชนที่ไม่เท่าทันการเข้าถึงข้อมูล
เกิดอะไรขึ้นกับชุมชนชาติพันธุ์ หลังการประกาศยกเลิกโฉนดชุมชน
“ไม่ใช่คนชาติพันธุ์ไม่ตื่นตัว แต่เพราะเขาไม่รู้ และเราไม่มีกำลังมากพอ ที่จะกระจายข่าวให้ทุกชุมชนรับรู้ได้ทั่วถึง”
วิไลลักษณ์ตอบคำถามเมื่อเห็นว่าการชุมนุมครั้งนี้ ยังไม่ได้รับความสนใจจากชุมชนชาติพันธุ์เท่าที่ควร เธอพบว่าหลายชุมชนไม่สามารถเดินทางมาร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ ได้เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องสถานะบุคคลในการเดินทางข้ามจังหวัด อีกครั้งเรื่องของทุนทรัพย์ ที่ผู้ชุมนุมต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง รวมทั้งอิทธิพลในพื้นที่ที่คนชนเผ่าส่วนใหญ่เกรงกลัว และไม่อยากขัดขืนต่ออำนาจรัฐ
“ไม่ใช่คนชาติพันธุ์ไม่เดือดร้อน” วิไลลักษณ์กล่าวถึงผลกระทบจากการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน “แต่ความไม่รู้และความหวาดกลัวทำให้คนชาติพันธุ์ ไม่กล้าออกมา”

สิ่งที่ตอนนี้องค์กรที่เธอทำงานอย่างสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) ทำได้คือ การให้ข้อมูลกับชุมชนชาติพันธุ์ให้ได้มากที่สุดว่า ชาวบ้านสามารถขอไม่รับโครงการที่เจ้าหน้าที่เข้ามาเสนอให้ เพราะตอนนี้หลายชุมชนรับไปด้วยความกลัว
โดยโครงการที่วิไลลักษณ์อ้างถึงประกอบด้วยคทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) เป็นกลไกหลักของรัฐบาลที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งคณะรัฐประหาร 2557 มีหน้าที่จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่ของรัฐ มาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เป็นบทเฉพาะกาลในกฎหมายอุทยานฯ ฉบับใหม่ ที่เปิดทางให้ชุมชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยอนุญาตให้ทำกินได้เฉพาะเพื่อการดำรงชีพอย่างเป็นปกติธุระ และคำสั่งอส.12 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้ามาดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบการถือครอง บังคับกฎหมายอย่างเด็ดขาดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
โดยทุกโครงการข้างต้นมีจุดร่วมที่เป็นข้อกังวลสำหรับชุมชนชาติพันธุ์คือ เป็นรูปแบบที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐ ให้สิทธิเพียงแค่อาศัยและทำกินชั่วคราว

ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดของโฉนดชุมชน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมือง ที่ไม่ได้ต้องการกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินแบบปัจเจก แต่คือการร่วมกันบริหารจัดการที่ดินแบบหน้าหมู่ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนมือของเจ้าของที่ดินไปกระจุกตัวอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง
“เราต้องการสื่อสารกับชุมชนชาติพันธุ์ อย่าเพิ่งตอบรับข้อเสนอใดจากรัฐ ใช้เวลาพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างถี่ถ้วน”
วิไลลักษณ์กล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า แม้วันนี้กลุ่มชาติพันธุ์จะมีกฎหมายของตนเองอย่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 แต่ลำพังเพียงพ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ อย่างเดียวไม่เพียงพอ สำหรับการปกป้องและรักษาผืนแผ่นดินของชุมชน ความมั่นคงทางที่ดินของชุมชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มีการบูรณาการระหว่างพ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ร่วมกับเครื่องมืออย่างโฉนดชุมชน
กลไกร่วมระหว่างโฉนดชุมชน และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
“ถ้าชุมชนต้องการจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มันต้องอยู่ในรูปแบบโฉนดชุมชน”
พชรกล่าวว่า เดิมทีก่อนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน จะถูกยกเลิก เป็นเครื่องมือที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์อย่างมาก ในการจัดการพื้นที่ร่วมกันกับหน่วยงานรัฐ แต่หลังจากมีการยกเลิกโฉนดชุมชน เพียงแค่ไม่กี่เดือนพบว่าเหตุการณ์คุกคามและความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้กับชาวบ้าน เกิดขึ้นในหลายพื้นที่
วนิดา ลัยนันท์ ตัวแทนชาวลาหู่จากบ้านหนองเขียว ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เธอและชาวลาหู่ในชุมชนเดินทางมาร่วมชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมจากปัญหาเรื่องเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติผาแดง เข้ามาตัดพืชสวนของชาวลาหู่ในพื้นที่ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
วนิดายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่กำลังประสบปัญหาแบบเดียวกัน แต่พวกเขาไม่กล้าเดินทางมา เพราะยังมีความกลัวอำนาจรัฐในการออกมาเรียกร้อง
กรณีดังกล่าวสร้างความกังวลต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ โดยพชรได้อัปเดตสถานการณ์ล่าสุดว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้ คทช. เร่งพิจารณารับรองสิทธิและสถานะของ “โฉนดชุมชนเดิม” ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน พร้อมทั้งสั่งห้ามมิให้หน่วยงานรัฐทำการขับไล่ รื้อถอน หรือดำเนินการใดๆ ที่สร้างความเดือดร้อนเกินสมควรแก่ประชาชนที่อยู่ในระหว่างการพิสูจน์สิทธิ
“ตอนนี้ชุมชนชาติพันธุ์ไม่เหลือหลังพิงเรื่องที่ดินแบบที่เคยมีมา หมายความว่าชุมชนชาติพันธุ์จะมีความเสี่ยงถูกไล่รื้อที่ดินหลังจากนี้”

เป้าหมายระยะสั้นของพีมูฟตอนนี้คือ การยกระดับโฉนดชุมชน ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งภายใต้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่เปิดช่องไว้ในมาตรา 10 (4) ที่สามารถเสนอแนวทางการจัดการที่ดินแบบอื่นๆ เข้าไปในมาตรานี้ได้
ดังนั้นความหวังการมีอยู่ต่อไปของโฉนดชุมชน จึงขึ้นอยู่กับการผลักดันนำสาระสำคัญของโฉนดชุมชนเข้าไปอยู่ภายใต้กฎหมายข้างต้น เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหา ป้องกันกรณีการถูกคุกคาม หรือโน้มน้าวให้ชุมชนเข้าไปอยู่ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินของรัฐอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียที่ดินในระยะยาว
แต่สำหรับเป้าหมายระยะยาวนั้น พชรกล่าวว่า คือการผลักดันร่างกฎหมาย พ.ร.บ.โฉนดชุมชนโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการจัดการที่ดินในพื้นที่รัฐ และป้องกันไม่ให้ที่ดินของชุมชนต่างๆ ตกไปอยู่ในมือของทุนหรือรัฐแบบเบ็ดเสร็จ
“วันนี้ชุมชนชาติพันธุ์ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายป่าไม้” วิไลลักษณ์กล่าว “ตอนนี้เราเริ่มเห็นหลายพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์ เริ่มดำเนินการปักป้ายโครงการภายใต้พ.ร.ฎ.ป่าอนุรักษ์”
แนวโน้มดังกล่าวนี้สำหรับวิไลลักษณ์ คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตในอนาคต ที่ชุมชนชาติพันธุ์มีโอกาสล่มสลาย จากการสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินของตนเอง เพราะการพยายามบังคับอพยพชนเผ่าพื้นเมืองออกจากป่า ทำให้พวกเขาต้องแยกย้ายกันมาอยู่ในเมือง นั่นเท่ากับว่าเป็นการสูญเสียครอบครัว ชุมชน ความมั่นคงทางอาหาร และภาษาแม่ที่มากกว่าเพียงแค่การสูญเสียสิทธิในที่ดิน
“การนำชนเผ่าพื้นเมืองออกจากป่า มีอะไรการันตีว่าจะมีพื้นที่ป่าหลงเหลือ ทุกวันนี้ป่าหลงเหลืออยู่ได้ เพราะมีพวกเราช่วยดูแล” วิไลลักษณ์กล่าวทิ้งท้าย
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ