แนวคิดผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม จากภาพจำผู้เรียกร้อง สู่หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ

เวทีเสวนาในงาน “โอบป่าเคียงเล พักใจเพ ณ ใจกรุง” ชวนตั้งคำถามว่า แนวคิดเรื่องบ้านเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมอย่างไร

ครัวอาหารชาติพันธุ์ ภาพ: Rotate

ท้าวความว่าคอนเซปต์เรื่อง “บ้าน” ในงานรอบนี้ คือการตีโจทย์ในการที่ให้คนอยู่ได้และธรรมชาติอยู่รอดไปด้วยกัน คนต้องมีกินมีใช้เอาตัวรอดได้ ในขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติก็ควรได้รับการส่งเสริมและรักษาไปพร้อมกัน จึงเกิดการผูกโยงกับเรื่องผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทาง Rotate และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรปฏิบัติการอยู่แล้ว

การเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ แต่คนที่อยู่ในชุมชนต้องสามารถยืนได้ด้วยตัวเองบนฐานของเศรษฐกิจวัฒนธรรม คือการนำทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม วัตถุดิบก็มาจากสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนเอง เช่น น้ำผึ้ง ผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งชุมชนนำมาแปรรูปเป็นเมนูอาหารหรือใช้ภูมิปัญญาถนอมผลผลิตให้อยู่ได้นานขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างแบรนด์ ยกตัวอย่างเช่นการทำ “บะเก่อเออ” ผักกาดแห้งที่เป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารโบราณของชาวปกาเกอะญอ เพื่อเก็บรักษาผักไว้กินได้นานตลอดปี และยังสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้โดยการนำไปจำหน่ายต่อยอดได้อีกด้วย

การคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของคนในชุมชน ไม่ใช่การคิดถึงแค่ประโยชน์ส่วนตนหรือครอบครัวตนเองเท่านั้น อย่าง ญาดา ชนิตเหมตระกูล เเกนนำเยาวชน จากหมู่บ้านแม่นิงใน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ที่ตีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่มีแรงบันดาลใจอยากกลับมาบ้าน ด้วยการทำตลาดชุมชนในหมู่บ้านเพื่อกระจายรายได้สู่ครอบครัว เงินจึงหมุนเวียนกลับไปหาคนในชุมชนทั้งหมดจากการขายของ เพื่อให้ถึงจุดหนึ่งที่วัยรุ่นในหมู่บ้านไม่ต้องเดินทางห่างจากบ้านเกิดเพื่อไปทำงานหาเงินจุนเจือครอบครัว ส่วน ปริศนา เชียงธรรม จากหมู่บ้านแม่โต๋ ชุมชนปกาเกอะญอเช่นกัน ก็ต้องการเสริมพลังกลุ่มผู้หญิงในชุมชน ด้วยการทำแบรนด์ผ้าทอจากภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้หญิงหรือผู้สูงอายุในชุมชนที่ไม่มีรายได้ ให้มีอีกช่องทางหนึ่งในการหารายได้จุนเจือครอบครัวอีกเเรง

เวทีเสวนาในงาน “โอบป่าเคียงเล พักใจเพ ณ ใจกรุง” ภาพ: Rotate

ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นออกมาจากชุมชน คือการเคารพธรรมชาติ ชุมชนมองธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เนื่องด้วยประเพณีจารีตที่ส่งต่อกันมา จึงต้องรักษาธรรมชาติควบคู่ไปด้วยกัน ไม่ใช่ผลิตของหรือนำวัตถุดิบมาค้าขายจำหน่ายเพื่อกำไรสูงสุด แต่มีความเคารพต่อธรรมชาติเเละฤดูกาล อย่างวิธีตัดกระเทาะเปลือกไม้เพื่อทำสีย้อมผ้า จากธรรมชาติ ของ ปริศนา เชียงธรรม บ้านแม่โต๋ ที่ตัดในแบบที่ต้นไม้ไม่ตายเอาเพียงเเค่เปลือกไม้ที่จำเป็นและสามารถกลับมาใช้ต่อได้ เพราะต่อการเก็บวัสดุสีย้อมธรรมชาติหนึ่งครั้งก็สามารถนำไปทำสีย้อมได้ปริมาณมาก เเละเพียงพอที่หลังจากกลับมาอีกรอบหลังจากหมุนเวียนไปต้นอื่น ต้นที่ตัดไปก็พื้นตัวกลับมาเเล้ว 

หรือพืชพันธุ์ในไร่หมุนเวียนที่ ญาดา ชนิตเหมตระกูล บ้านแม่นิงในนำมาขาย ก็ไม่ใช่การผลิตเก็บเกี่ยวปริมาณมากแบบฝืนธรรมชาติ แต่ทำตามฤดูกาลโดยไม่สวนกระเเสระบบนิเวศ กินเท่าที่มี เก็บเท่าที่สมควร ซึ่งจุดนี้มัน สะท้อนถึงการเคารพธรรมชาติที่ต่างจากรูปแบบเศรษฐกิจทั่วไปที่มุ่งเน้นแต่กำไร

ญาดา ชนิตเหมตระกูล เเกนนำเยาวชน จากหมู่บ้านแม่นิงใน ชุมชนชาวปกาเกอะญอ ภาพ: Rotate

เเละหนึ่งในรากเหง้าของแรงบันดาลใจที่ทำให้ชุมชนหันมาเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม คือภาพจำเดิมที่คนมักมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าเป็นกลุ่มที่ชอบออกมาเดินประท้วงหรือเรียกร้องสิทธิในที่ดิน ขัดแย้งกับรัฐอยู่ตลอดเวลา

แต่คนรุ่นใหม่หลายคนไม่อยากสู้แบบเดิม ไม่อยากเรียกร้องสิทธิทางวัฒนธรรมด้วยการประท้วง ชูป้าย หรือปิดถนน จึงหาวิธีอื่นในการแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจหลักที่ทำให้เกิดผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เป็นวิธีแสดงให้เห็นว่านี่คือทุนและสิทธิทางวัฒนธรรมของพวกเขา และพวกเขาสามารถเป็นหุ้นส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ รัฐไม่จำเป็นต้องมองคนกลุ่มนี้ว่าต้องได้รับการสงเคราะห์หรือช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา แต่พวกเขาคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานทุนวัฒนธรรม ทำให้สังคมเปลี่ยนภาพจำ ชุมชนได้แสดงอัตลักษณ์ และนำทุนวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างรายได้ พร้อมกับรักษาทรัพยากรอย่างมั่นคงไปพร้อมกัน

“จากประสบการณ์ลงพื้นที่ ชุมชนชาติพันธุ์แม้จะมีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ออกมาขาย แต่โดยส่วนมากอาชีพหลักของพวกเขายังคงเป็นเกษตรกรรม การทำผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงเป็นการใช้เวลาว่างเว้นจากการทำเกษตรกรรม”คุณแพม หรือ นางสาวพมิรา รักษ์อรศิลป์ นักบริหารเครือข่ายและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และ Moderator ของเวทีเสวนาในประเด็นแนวคิดพื้นที่คุ้มครองและผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม กล่าว

คุณแพมเล่าต่ออีกว่า “ในอนาคตหน่วยงานต่างๆ ต้องมองเห็นว่าสิ่งนี้เป็น ‘เศรษฐกิจทางเลือก’ เราอาจไม่สามารถผลักดันให้กลายเป็นเศรษฐกิจหลักได้ เช่น ถ้าบ้านแม่โต๋โดดเด่นเรื่องผ้าย้อมสีธรรมชาติ แล้วเราไปเปลี่ยนให้ทุกคนทำแต่ผ้าขาย จนไปทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมหรือไร่หมุนเวียน แบบนี้ก็ไม่เวิร์ก หน่วยงานต่างๆ ควรเข้าใจและนำองค์ความรู้การตลาดจากภายนอกเข้าไปช่วยเสริม แต่ต้องไม่ลืมองค์ความรู้ภายใน โดยให้กลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้มีสิทธิ์มีเสียงหลักในการออกแบบทิศทางของเขาเอง ไม่ใช่ไปเปลี่ยนชุมชนทั้งหมด”

คุณแพม หรือ พมิรา รักษ์อรศิลป์ นักบริหารเครือข่ายและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ภาพ: Rotate

เศรษฐกิจทางเลือกนี้จึงไม่ควรตอบโจทย์แค่เรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยส่งเสริมมิติทางด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ในด้านวัฒนธรรม คือการถ่ายทอดภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ อย่างการถ่ายทอดภูมิปัญญาไร่หมุนเวียนผ่านตลาดชุมชนที่ เป็นตัวกลางในการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้วัฒนธรรมการทำไร่ยังคงอยู่ต่อไป ในด้านสิ่งแวดล้อม คือการทำตามความเชื่อและวิถีชีวิตที่เคารพต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การมุ่งเน้นไปที่ปริมาณ เพื่อผลกำไรอย่างเดียว และในด้านสังคม คือการทำงานร่วมเเรงร่วมใจมีส่วนร่วม ในช่วงเวลาว่างที่ผู้คนมานั่งรวมกลุ่มเย็บปักผ้า พูดคุยแลกเปลี่ยน ช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เหงาและไม่กลายเป็นซึมเศร้า เเละเปิดโอกาสให้แม่เลี้ยงเดี่ยวหรือวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยได้ทำงานหารายได้จุนเจือครอบครัว เศรษฐกิจทางเลือกในอนาคตจึงจำเป็นต้องตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสังคมควบคู่กันไป จึงจะยั่งยืนอย่างแท้จริง

สิ่งสำคัญที่คุณแพมอยากเน้นย้ำเรื่องผู้ประกอบการคือ “เวลาทุกคนพูดถึงคำว่าผู้ประกอบการ มักจะนึกถึงแค่มิติทางเศรษฐกิจ แต่ลืมไปว่ามันมีมิติอื่นที่เป็นการประเมินคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อีกด้วย อยากให้คนในสังคมเข้าใจและมองมิตินี้มากกว่าแค่การหารายได้หรือทำกำไร แต่มองว่าเป็นสิ่งที่คนทั้งชุมชนได้รับ วัฒนธรรมยังคงอยู่ สิ่งแวดล้อมอยู่ได้ และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนก็จะดีขึ้นด้วยเช่นกัน”

สุดท้ายนี้ สิ่งที่คุณแพมอยากสื่อสารหลังจบงาน “โอบป่าเคียงเล พักใจเพ ณ ใจกรุง” คืออยากให้ภาครัฐเข้าใจบริบทภาพรวมของชุมชน ไม่ดึงคนออกมาเพียงบางคนหรือบางกลุ่มแล้วส่งเสริมให้กลายเป็นธุรกิจส่วนตัวหรือของครอบครัว แต่ต้องคำนึงถึงมิติของชุมชนในภาพรวม หากมีหน่วยงานที่อยากเข้ามาส่งเสริมจริงๆ ต้องมองภาพรวมว่าควรผลักดันเรื่องใดควบคู่กันไปด้วย เช่น สิทธิในการเข้าถึงที่ดิน และสวัสดิการในชุมชน เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษาวัฒนธรรมและดำเนินวิถีชีวิตต่อไปได้ โดยไม่ติดปัญหาเรื่องกฎหมายหรือนโยบายภาครัฐ

เขียน: วัชรพล เปลี่ยนปลูกสัตย์