เสียงเพลงบทธาโดย: ประหยัด เสือชูชีพ

ธา ปกาเกอะญอ ถ้อยทำนองแห่งชีวิต และสัจจะแห่งผืนป่า

โดย: ณัฐชา เจริญสุข และ มะลิวัลย์ เต๊จ๊ะ

เรียบเรียง: นพพล ไม้พลวง

ถ้าคิดถึงฉันให้มองดูข้าว ข้าวเป็นฝีมือของฉัน ถ้าคิดถึงฉันให้มองดูข้าว ข้าวคือรอยมือที่ฉันทำ

“เมะยื่อญากว่าบือพิ บือพิ เจอจึล่อโอ๊ะดิ เมะยื่อญากว่าบือเคลอะ บือเคลอะ เจอจึลิอโอ๊ะทอ”)

เสียงท่องยานกังวานราวอ่านอาขยานแบบทรงพลัง ท่ามกลางบรรยากาศผู้คนกำลังก้มเงยเอาแรงรวมตัวกันมาเกี่ยวข้าวของชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ขับกล่อมผืนนา แต่ทำนองที่เรียกว่า “ธา” กำลังสะท้อนร่องรอยความสัมพันธ์ทั้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และระหว่างคนกับธรรมชาติ

สำหรับชาวปกาเกอะญอในอดีต “ธา” ไม่ใช่เพียงแค่บทเพลงหรือท่วงทำนองเสนาะที่มีไว้เพื่อความบันเทิง หากแต่คือบทสนทนาในชีวิตประจำวัน เป็นกลอนเปล่าไร้ฉันทลักษณ์ที่พรั่งพรูออกมาจากใจเพื่อใช้เป็นแนวทางในทุกขณะจิตของการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ห้วงยามแห่งความรัก การดูแลเหย้าเรือน การทำมาหากิน ไปจนถึงวาระสุดท้ายก็ถูกหยิบใช้ในพิธีศพ เรียกได้ว่าทุกเรื่องราวของผู้คนในบ้านแม่ยางมิ้น ตำบลศรีถ้อย จังหวัดเชียงราย ล้วนได้รับการส่งมอบถ่ายทอดผ่านบทธา ซึ่งคนรุ่นใหม่อย่าง มะลิวัลย์ เต๊จ๊ะ ได้ยินมาตั้งแต่เยาว์วัย

“คุณยายเล่าว่า เมื่อก่อนธาคือภาษาปกติของผู้คน ใช้เหมือนการพูดคุยกัน ไม่มีกฎเกณฑ์ต้องคล้องจองหรือทำนองไพเราะ เพราะออกมาจากใจและสามารถใช้เป็นแนวทางในทุกขณะของการดำเนินชีวิตได้ ธาจึงมักปรากฏในทุกเรื่องเลย แต่ทุกวันนี้แทบไม่มีให้เห็นแล้ว”

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคสมัยที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม และปัญหาการลดลงของพื้นที่ป่ามักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาทกรรมทางการเมืองและสังคมเพื่อตีตรากลุ่มคนอยู่กับป่า ปัญญาญาณที่ซ่อนอยู่ใน “ธา” อาจกลายเป็นคำตอบที่เรียบง่ายทว่ายั่งยืนที่สุดในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ดังบทธาที่คนปกาเกอะญอรุ่นก่อนคอยพร่ำสอนสั่งไว้ว่า

น้ำที่ดีจะอยู่ในป่า หนองน้ำที่ดีจะอยู่ในป่า อย่าโค่นต้นไม้อย่าตัดต้นไม้ ถ้าต้นไม้สูญพันธุ์จะอดอยากได้

(ทีแกรเอาะเปอต่าเตอแกร โน่แกรเอาะเปอต่าเตอแกร คุซีเกลาะซีแส่เตอแกร คุซีเดาะซีว่าเตอแกร แส่ว่าแมะเลออุเลอแพ เปอบะก่อวีเปอะบะก่อแช่)

คำสอนนี้ไม่ใช่เพียงการห้ามปรามอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นหัวใจของการประคับประคอง ซึ่งถูกถอดรหัสผ่านวิถีการทำไร่หมุนเวียนอันเป็นจิตวิญญาณของชุมชน ที่แม้จะมีการตัดฟันต้นไม้เพื่อทำการเกษตรแค่เพียงต้นเดียวก็อาจเป็นจุดกำเนิดของความสูญสิ้นได้ ธาบทนี้จึงเปรยออกมาลักษณะตัดพ้อเพื่อให้ตอไม้ได้ผลิใบ แตกกิ่งก้าน และเติบโตหมุนเวียนไปตามธรรมชาติ เพื่อให้มนุษย์มีกินมีใช้อย่างยั่งยืน

รายงานเรื่องธา ปกาเกอะญอ ถ้อยทำนองแห่งชีวิต และสัจจะแห่งผืนป่า จึงมุ่งที่จะพาไปสำรวจความคิดผ่านบทธา เพื่อแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว วัฒนธรรมการสื่อสารคล้ายคำสอนโบราณ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เชื่อมร้อยหัวใจของผู้คนในชุมชนบ้านแม่ยางมิ้นเข้าด้วยกัน หากแต่ยังเป็นกระบอกเสียงแห่งจริยธรรมสิ่งแวดล้อม เป็นเข็มทิศนำทางที่คอยเตือนย้ำให้มนุษย์ตระหนักถึงสัจจะข้อสำคัญที่ว่า การรักษาป่า คือการรักษาลมหายใจและดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของตนเอง

ภูมิหลังปกาเกอะญอ บ้านแม่ยางมิ้น กับโลกทัศน์ต่อธรรมชาติ และกิจกรรมชุมชนที่จำต้องถูกระงับด้วยกำแพงนโยบาย

สภาพภูมิประเทศทั่วไปของบ้านแม่ยางมิ้น ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

บ้านแม่ยางมิ้น ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย มีประชากร 329 คน จาก 98 หลังคาเรือน มีพื้นที่ทั้งหมด 12,847 ไร่1 สภาพพื้นที่เป็นภูเขาลาดชัน สลับเทือกเขาสูง ซึ่งพบเห็นการทำเกษตรผสมผสานและกสิกรรมพื้นที่ภูเขา ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พื้นที่ป่าใช้สอยที่เหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งมีการจัดตั้งทีมลาดตระเวนป้องกันการบุกรุกป่า การจัดทีมเฝ้าระวังไฟป่าบนหอดูไฟ กิจกรรมฟื้นฟูปลูกป่าเสริม – ปลูกป่าทดแทน การร่วมมือกันทำฝายชะลอน้ำ เพื่อพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ รวมทั้งก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต จะมีกิจกรรมทำฝายหลวง หรือ ทำรางลำเลียงน้ำจากแหล่งธรรมชาติ สู่พื้นที่การเกษตรของแต่ละบุคคล

ชาวบ้านแม่ยางมิ้น กำลังตรวจเช็คข้อมูลบนแผนที่ ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

สำหรับชาวปกาเกอะญอ บ้านแม่ยางมิ้น การตั้งถิ่นฐานในแต่ละพื้นที่ไม่ได้พิจารณาแค่ความสะดวกสบาย แต่มีการแบ่งลำดับชั้นของพื้นที่อย่างชัดเจน เช่น พื้นที่สูงชันหรือยอดเขาสูง ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่หวงห้ามเพื่อเป็นแหล่งกำเนิดน้ำและที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่สูงชันเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ควรล่วงละเมิด  พื้นที่จิตวิญญาณ เป็นการกำหนดเขตพื้นที่เลี้ยงผีเสื้อบ้าน ผีขุนน้ำ และป่าช้า เพื่อแยกเขตแดนระหว่างกิจกรรมของมนุษย์และจิตวิญญาณ พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน การเลือกที่ตั้งหมู่บ้านหรือแปลงเกษตรจะพิจารณาจากความใกล้ชิดแหล่งน้ำและลำธาร โดยต้องผ่านกระบวนการสำรวจพื้นที่รอบๆ และทำพิธีเสี่ยงทายตามความเชื่อดั้งเดิมเพื่อรับการตอบรับจากเจ้าที่เจ้าทาง

มีหนึ่งพิธีกรรมสำหรับทุกการเกิดของทารกปกาเกอะญอ คือ เดปอถู่ ซึ่งเป็นการผูกขวัญคนไว้กับต้นไม้ โดยใช้สายสะดือของทารกใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ที่ผูกติดกับต้นไม้ เพื่อสะท้อนการสร้างพันธสัญญาระหว่างคนกับป่า นายบุญฤทธิ์ เต๊จ๊ะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 แม่ยางมิ้น เล่าเรื่องนี้ว่า

“เรานำรกเด็กไปผูกกับต้นไม้เพื่อให้ขวัญของเด็กนั้นแข็งแรงและเติบโตเสมือนต้นไม้ที่ผูกไว้ และห้ามไม่ให้ใครมาตัดต้นไม้นั้นอย่างเด็ดขาด พิธีกรรมนี้ทำให้ต้นไม้แต่ละต้นกลายเป็นต้นไม้ของชีวิต ที่มีเจ้าของจิตวิญญาณคอยดูแล ส่งผลให้ผืนป่ารอบชุมชนถูกปกป้องด้วยความเชื่อที่ว่า การทำลายต้นไม้คือการทำลายขวัญและชีวิตของคนในชุมชนด้วย”

วิถีชีวิตของชาวบ้านแม่ยางมิ้นดำเนินไปตามปฏิทินความเชื่อและฤดูกาล โดยเฉพาะการทำไร่หมุนเวียนที่เพาะปลูกพืชผลในพื้นที่หนึ่งเป็นเวลา 1 – 2 ฤดูกาล จากนั้นจะย้ายไปทำกินในพื้นที่อื่นใกล้เคียง เพื่อปล่อยให้ดินจากแหล่งเก่าได้พักเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ โดยทิ้งไว้นาน 5 – 7 ปี ก่อนจะวนกลับมาใช้ซ้ำ

แต่ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย โดยเฉพาะจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) ซึ่งระบุเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการป่าไม้และชาวเขาในด้านการพัฒนาชนบทยากจนและกระจายบริการทางสังคม และส่วนที่ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยกำหนดเป้าหมายเร่งรัดปลูกป่าทดแทนให้ได้ปีละ 300,000 ไร่ ตลอดจนมีนโยบายระงับและจำกัดการทำลายป่าไม้จากการทำ “ไร่เลื่อนลอยของชาวเขา” เพื่อป้องกันการสูญเสียพื้นที่ต้นน้ำลำธาร2 พร้อมด้วยการมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 พฤษภาคม 25283 เรื่อง การกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำและมาตรการควบคุมการใช้ที่ดินที่กลายมาเป็นกฎเหล็กและกำแพงทางนโยบาย ซึ่งกำหนดให้ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A หรือพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่ยังมีสภาพป่าสมบูรณ์หรือพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้นวิกฤต ห้ามการใช้พื้นที่ในทุกกรณีโดยเด็ดขาด ห้ามเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นที่ป่าไม้เป็นรูปแบบอื่น ซึ่งกลไกนี้ทำให้วิถีการทำไร่หมุนเวียนกลายเป็นกิจกรรมที่ไม่สามารถดำเนินการได้โดยปริยาย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 คนปัจจุบันย้อนให้ฟังถึงบรรยากาศในช่วงเวลานั้นว่า เต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะตนเองก็เป็นหนึ่งคนที่ไปรับจ้างเตรียมที่ทางเอาไว้ปลูกป่า

“เราเลิกทำไร่หมุนเวียนไปตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2527 – 2528 พร้อมกับการเข้ามาของโครงการปลูกป่าปรับปรุงต้นน้ำแม่ลาวฝั่งซ้าย ที่ทดแทนการทำเกษตรด้วยการจ้างชาวบ้านไปถางไร่ เตรียมพื้นที่ปลูกป่า ตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยว่า เราไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนได้แล้วในปีต่อ ๆ ไป ตอนนั้นไม่ใช่แค่ชาวบ้านแต่คนของหน่วยงานเองก็คุยให้ฟังว่าเขาต้องรับความกดดัน เพราะเป็นด่านแรกที่ต้องเผชิญกับชาวบ้าน การห้ามจึงยังไม่เบ็ดเสร็จในช่วงแรก”

บุญฤทธิ์ เต๊จ๊ะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านแม่ยางมิ้น  ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

ขณะที่ปัญหายังดำเนินต่อ แต่เมื่อถูกล้อมด้วยกำแพงของรัฐในพื้นที่บ้านและชุมชนของตนเอง ประกอบกับเริ่มมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชทดแทน กลายเป็นทำให้ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของบ้านแม่ยางมิ้น ตลอด 40 ปี ที่ผ่านมา คือ ข้าวไร่ กล้วย และพืชตระกูลถั่ว พริก มะเขือ และผัก

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเชิงปริมาณด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านโครงการประชาสังคมเปลี่ยนผ่านภูมิอากาศอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม โดยสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาร่วมกับอาสาสมัครแกนนำชุมชนบ้านแม่ยางมิ้น ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งอยู่ระหว่างสำรวจเพิ่มเติมเพื่อจัดทำและเผยแพร่ ยังคงพบปริมาณพืชหรือพันธุ์ไม้ในพื้นที่อย่างน้อย 37 ชนิด พืชสมุนไพรและอาหาร 119 ชนิด มีชนิดพันธุ์สัตว์ครอบคลุมทุกประเภท 65 ชนิด ขณะที่วิถีและวิธีการทำเกษตรของชุมชนแบ่งออกเป็นตามช่วงฤดูกาลและปฏิทินความเชื่อจากการไล่เรียงของ นายบุญฤทธิ์ เต๊จ๊ะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านแม่ยางมิ้น จะสามารถจำแนกได้ดังนี้

ปฏิทินกิจกรรมทางการเกษตร และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน

ช่วงเวลา / เดือนชื่อกิจกรรม / พิธีกรรมรายละเอียดและข้อปฏิบัติ
มกราคมกี่จื๊อ หรือ ปีใหม่มัดมือเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับคืนข้ามปี และสามารถจัดได้ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม ไปจนกลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยมักจะจัดหลังจากเสร็จสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร พิธีกรรมสำคัญคือ ผูกข้อมือเรียกขวัญกันเพื่อความเป็นสิริมงคลและเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกรอบใหม่
กุมภาพันธ์ทีคุ – ทีแพะ หรือ การร่วมกันสังเกตดอกตองเพื่อกำหนดฤดูกาลถางไร่เนื่องจากต้นตองบนพื้นที่สูงของบ้านแม่ยางมิ้นจะมีลำต้นเล็ก ดอกใหญ่สีแดงในคราวออกดอกจะออกพร้อมกันทั้งต้นแบบปกคลุมใบ และมักจะมีนกมากินน้ำหวาน การถางไร่จะเริ่มหลังดอกตองโรย และประชากรนกเริ่มบางตา เพราะนกเป็นหนึ่งในศัตรูสำคัญของผลผลิตทางการเกษตร
มีนาคม – เมษายนเตรียมพื้นที่เพาะปลูกเผาไร่ ทำแนวกันไฟ และเตรียมรางน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก สำหรับการเผาไร่ของชาวบ้านแม่ยางมิ้น มักจะทำหลังเวลา 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ลมอ่อนกำลังลง ทำให้ควบคุมทิศทางไฟได้ดีและไม่ลุกลาม และมักเป็นกิจกรรมกลุ่มด้วยรูปแบบวิธีเอามื้อเอาวัน (ลงแขก) เพื่อช่วยกันเฝ้าระวัง
พฤษภาคมเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก  ลงเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวและปลูกพืชหลัก ปัจจุบันนอกจากข้าวที่เป็นผลผลิตสำคัญแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ยังมีการปลูกกล้วยโดยไม่ใช้สารเคมีตามคำแนะนำของหน่วยจัดการต้นน้ำ4 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เนื่องจากกล้วยสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดปี
มิถุนายนเลี้ยงผีเสื้อบ้าน5 และผีขุนน้ำของหมู่บ้านเป็นพิธีใหญ่สุดของปีในปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อขอพรให้การทำเกษตรราบรื่น โดยจะร่วมกันทำ “ซิ” หรือให้บุรุษพรหมจรรย์ระดมข้าวจากทุกบ้านมาหมักทำเป็นเหล้า และในช่วงเวลานี้จะงดทุกกิจกรรมการเกษตร รวมทั้งห้ามเด็ดดอกไม้
กรกฎาคม – กันยายนดูแลรักษาไร่นา วางโดกึลี6 ไล่ศัตรูพืช, กำจัดหญ้า, ใส่ปุ๋ย ไหว้ไร่รายย่อย และเลี้ยงผีฝายตามหัวไร่ปลายนาของแต่ละบ้าน
กันยายน – ตุลาคมเลี้ยงขวัญควาย  มักจะมีการจัดทำพิธีเรียกขวัญและขอบคุณสัตว์ที่ช่วยงานเกษตร แต่กิจกรรมดังกล่าวในปัจจุบันไม่ได้เป็นวาระประจำอย่างต่อเนื่อง โดยมักจะจัดร่วมกับงานบุญอื่น ๆ ตามวาระโอกาส เพื่อรอให้ถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวช่วงปลายปี (พ.ย. – ธ.ค.) ต่อไป

เมื่อธาไม่ได้เป็นเพียงถ้อยความหรือตำนาน แต่ทำหน้าที่แทนกฎชุมชนและเสียงเตือนจากป่า

ที่บ้านแม่ยางมิ้น “ธา” เป็นมากกว่าท่วงทำนองที่ขับขานเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นเครื่องมือขัดเกลาทางสังคมและจิตวิญญาณ ที่ทำหน้าที่กำกับพฤติกรรมและโลกทัศน์ของคนในชุมชน ความโดดเด่นของธาอยู่ที่การใช้ “กลบท” หรือกลวิธีการแต่งที่ใช้การเล่นคำ ช่วยให้จดจำบทสอนขนาดยาวได้ง่ายขึ้น โดยมีจุดที่สำคัญคือ การใช้ธรรมชาติเป็นกระจกสะท้อนความจริงของมนุษย์เหมือนที่ นางศรีคำ ศิริ หรือ อุ้ยคำ ผู้เฒ่าที่เคยได้เป็นหนึ่งในคนลงเสียงธาเพื่อบันทึกและเผยแพร่ในสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย สวท. FM 95.75 MHz7 ย้อนไปตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2549 เล่าว่า   

“ในการแต่งบทธา ไม่ต้องมีคำสัมผัสคล้องจอง แต่ใช้เปรียบเปรยให้มีความหมาย เรามักเปรียบหญิงสาวกับดอกไม้ คู่รักเปรียบกับนก ซึ่งทำให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดขึ้น”

ธานอกจากทำหน้าที่คล้ายธรรมนูญชุมชนใช้ขัดเกลาจิตวิญญาณ ควบคุมพฤติกรรม และสะท้อนร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติแล้ว ในแง่ของการจัดระเบียบสังคม ธายังเป็นเครื่องมือด่าทออย่างสุภาพเพื่อควบคุมจริยธรรม เมื่อมีคนทำผิดจารีตในชุมชน เช่น การไม่รักนวลสงวนตัว ผู้ใหญ่จะไม่ด่าทอด้วยคำหยาบ แต่จะใช้บทธาเชือดนิ่ม ๆ ต่อหน้าเพื่อให้เกิดความละอายและปรับปรุงตัว เช่น

“โพซ่าโฮเลอะอะน่าโล เตอะบะจี้เตอะบะเก่อโต” (เด็กดีไม่ดื้อ ไม่ต้องได้บ่นไม่ต้องได้ด่า)

คลิกเพื่อฟังเสียงบทธาขับร้องโดย นางทองใบ ใจเที่ยง บันทึกเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 โดย: อรนุช มาเยอะ

ในอีกด้านหนึ่งธาก็เป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิงที่ทำให้ความยากลำบากในการทำงานลดน้อยลง ดังที่อุ้ยใบ หรือ นางใบ ใจเที่ยง และนางติ๊บ เต๋จ๊ะ หรืออุ้ยติ๊บได้สะท้อนภาพในอดีตว่า

“เมื่อก่อนบทธามีเยอะมาก พูดถึงคน พูดถึงนก ดอกไม้ เวลาเดินไปไร่เราก็จะขับร้องไปตามทางเดิน บางครั้งนั่งขับร้องธากับเพื่อนทั้งวันจนลูกบอกว่าพอก่อนได้ไหม ฟังไม่ไหวแล้ว มันเพลินดีจนทำให้ลืมวันเวลาไปเลย”

นางใบ ใจเที่ยง หรือ อุ้ยใบ ผู้ถ่ายทอดและขับร้องบทธาจากอดีตสู่รุ่นหลังถึงปัจจุบัน ภาพ: อรนุช มาเยอะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าธาในชุมชนบ้านแม่ยางมิ้น แทรกซึมอยู่ในทุกช่วงลมหายใจของชาวปกาเกอะญอ ตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นทั้งความบันเทิงระหว่างทางเดินไปไร่ที่ทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อย เป็นบทสวดส่งวิญญาณ เป็นสะพานให้หนุ่มสาวเริ่มต้นการก่อตั้งครอบครัว รวมทั้งยังเป็นบทพูดแทนป่าเมื่อธรรมชาติส่งสัญญาณเตือนเช่น

“วาเก่อลอ เซอะนีวางือ” (เมื่อไผ่ออกดอก อีกสามปีป่าไผ่ถึงจะฟื้นคืน)

เพราะตลอดชีวิตของต้นไผ่ในกระแสรับรู้ของผู้สูงอายุมักจะออกดอกเพียงแค่ครั้งเดียว ก่อนจะยืนต้นตายไปทั้งป่า สำหรับคนทั่วไปอาจดูสวยงามแปลกตา ขณะบางพื้นที่เห็นว่าเป็นเรื่องปกติของการตายขุย แต่สำหรับชนเผ่าพื้นเมือง นี่คือสัญญาณเตือนอันตรายที่ธรรมชาติกำลังสื่อสาร

นายสุขใจ เต๋จ๊ะ ผู้เป็นบิดาของผู้ใหญ่บ้านแม่ยางมิ้นคนปัจจุบันเล่าว่า กว่า 80 ปีที่ผ่านมาของการใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านแม่ยางมิ้นเคยเห็นไผ่ซาง8 ออกดอกแค่ 2 ครั้ง โดยในอดีตไผ่บงจะเริ่มออกดอกก่อน แล้วตามด้วยไผ่ไร่ และไผ่ซาง ซึ่งไผ่ซางนั้นเท่าที่ท่านจำได้ออกดอกไปเมื่อปี พ.ศ.2522 และปีนี้ พ.ศ. 2569 อีกหนึ่งครั้ง จากข้อมูลที่ นายสุขใจ เต๋จ๊ะ บอกเล่าแสดงให้เห็นว่าระยะเวลาที่ไผ่ซางจะออกดอกในแต่ละครั้งจะทิ้งช่วงนานมาก

นายสุขใจ เต๋จ๊ะ อดีตผู้นำชุมชนและเป็นบิดาของผู้ใหญ่บ้านแม่ยางมิ้นคนปัจจุบัน บุญฤทธิ์ เต๊จ๊ะ ภาพ: มะลิวัลย์ เต๊จ๊ะ

ชนเผ่าพื้นเมืองในลุ่มน้ำแม่ยางมิ้นและหมู่บ้านใกล้เคียง มีความเชื่อที่สืบทอดกันมาผ่านองค์ความรู้และภูมิปัญญาของผู้อาวุโสว่าเมื่อเกิด “ดอกไผ่บาน” คือสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ เมื่อใดที่ไผ่ออกดอกพร้อมกันทั้งป่า ชาวบ้านจะต้องรีบเตรียมการปกป้องเมล็ดพันธุ์และผลผลิตทางการเกษตรอย่างเร่งด่วน สาเหตุเป็นเพราะการออกดอกของไผ่จะดึงดูดฝูงหนูจำนวนมหาศาลให้มากินเมล็ดไผ่ และจะลุกลามเข้ามากัดกินพืชผลของชาวบ้านด้วย ดังเช่นสถานการณ์ในปี พ.ศ. 2522 ที่เกิดปรากฏการณ์ไผ่ออกดอกครั้งใหญ่ ส่งผลให้กองทัพหนูบุกเข้ามาในหมู่บ้าน กัดกินเมล็ดพันธุ์ข้าวในยุ้งฉาง และเข้าไปอาศัยอยู่ตามบ้านเรือนของผู้คน

ต้นไผ่ซางกำลังออกดอกทั้งต้น / 23 พฤษภาคม 2569 ภาพ: มะลิวัลย์ เต๊จ๊ะ
ภาพไผ่ซางออกดอกพร้อมกันทั้งในป่าอนุรักษ์และพื้นที่ใช้สอย / 23 พฤษภาคม 2569 ภาพ: มะลิวัลย์ เต๊จ๊ะ

ปรากฏการณ์ไผ่ออกดอกนี้มักถูกมองข้ามจากคนทั่วไป แต่ได้รับการสืบทอดอยู่ในภูมิปัญญาของชนเผ่าพื้นเมืองมาอย่างยาวนาน แม้ในอดีตการออกดอกของไผ่จะเชื่อมโยงกับภัยคุกคามด้านผลผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก ทว่าในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้นำและคนในชุมชนเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุจากซากไผ่แห้งซึ่งจะกลายเป็นเชื้อเพลิงปริมาณมหาศาลโดยเฉพาะบนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปจัดการได้

เมื่อธาไม่ได้สอนให้งมงาย แต่ใช้ความเชื่อมาเป็นกติกาเพื่อให้มนุษย์เตรียมรับมือและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล บทธาสั้น ๆ อย่าง “วาเก่อลอ เซอะนีวางือ” ทำให้ชาวบ้านรู้ว่าพวกเขาต้องเร่งปกป้องยุ้งฉางทำแนวกันไฟ และวางแผนชีวิตล่วงหน้าไปอีก 3 ปีจนกว่าป่าไผ่จะฟื้นคืน

แต่การสืบทอดธาไม่มีตำราให้ท่องจำ เนื่องจากเป็นเพียงมุขปาฐะที่ต้องอาศัยการ “ครูพักลักจำ” นางติ๊บ เต๋จ๊ะ เปรียบเปรยว่า

“สมัยก่อนจะมีแค่แม่ที่คอยสอน ไม่มีครูสอนแต่งธา ต้องอาศัยวิธีครูพักลักจำเอา ไปนั่งฟังตอนที่ผู้ใหญ่เขาร้องเล่นกัน ทำให้ค่อย ๆ จำได้และต้องหมั่นใช้ การเรียนธาเหมือนการกินยาหม้อใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความอดทน”

นางติ๊บ เต๋จ๊ะ หรือ อุ้ยใบ ผู้ถ่ายทอดและขับร้องบทธาจากอดีตสู่รุ่นหลังถึงปัจจุบัน ภาพ: ชมนภัส ขุนวาส

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง ยุคที่หน้าจอสมาร์ทโฟนอาจดึงดูดความสนใจของคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านแม่ยางมิ้น ทำให้เกิดเป็นคำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้ขบคิดว่า ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ยังฟังธาอยู่หรือไม่? หากวันหนึ่งเสียงเพลงแห่งป่าต้องเงียบหายไป เมื่อถึงวันที่ไผ่ออกดอกในครั้งหน้า ใครกันที่จะเป็นผู้ฟังสัญญาณเตือนภัย และคอยรักษาป่าผืนนี้ต่อไป ?

ธรรมนูญชีวิตสะท้อนจากธา

จากงานศึกษาของ UNESCO ที่สำรวจองค์กรสื่อชนเผ่าพื้นเมืองจาก 74 ประเทศ และสื่อกระแสหลัก 128 แห่งใน 41 ประเทศ พร้อมทั้งวิเคราะห์บทความข่าวภาษาอังกฤษเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมืองกว่า 1.4 ล้านบทความ พบว่า แม้ประเด็นชนเผ่าพื้นเมืองจะได้รับความสนใจจากสื่อมากขึ้น แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องการเหมารวม (Stereotyping) การเป็นตัวแทนที่ไม่สมดุล และการขาดเสียงของชนเผ่าพื้นเมืองในเรื่องเล่าของสื่อกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง9

ซึ่งหนึ่งในวาทกรรมที่ยังจำเป็นต้องมีเสียงของชนเผ่าพื้นเมืองในการสื่อสารเพิ่มมากขึ้น คือการเหมารวมว่า วิถีการทำไร่หมุนเวียนของชนเผ่า คือการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำ ซึ่งนำไปสู่การตีตรา (Stigmatization) ว่าการทำไร่หมุนเวียนคือการทำลายป่า ทั้งที่ข้อเท็จจริงและหลักฐานทางวิชาการสะท้อนความซับซ้อนของระบบการใช้ที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชุมชนมากกว่านั้น และหากรับฟังลำนำบทธาที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ จะพบกระบวนการจัดการทรัพยากรที่ก้าวหน้าอย่างยิ่ง ดังปรากฏในบทธาที่ว่า

“ทีแกรเอาะเปอต่าเตอแกร โน่แกรเอาะเปอต่าเตอแกร คุซีเกลาะซีแส่เตอแกร คุซีเดาะซีว่าเตอแกร แส่ว่าแมะเลออุเลอแพ เปอบะก่อวีเปอะบะก่อแช่” (น้ำและหนองน้ำจะดีได้นั้นขึ้นอยู่กับคนที่อาศัยอยู่รอบข้าง จงอย่าโค่นและอย่าตัดต้นไม้ให้สูญพันธุ์ เพราะนั่นจะนำมาซึ่งความอดอยาก)

บทธานี้สอนอย่างชัดเจนว่าคุณภาพของสายน้ำสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมของมนุษย์ ในระบบไร่หมุนเวียน การตัดไม้เพื่อเตรียมพื้นที่จะเป็นไปตามหลักภูมิปัญญา คือการตัดโดยเหลือตอไว้ เพื่อให้ต้นไม้สามารถแตกกิ่งใหม่และฟื้นฟูป่าได้ทันทีหลังการเก็บเกี่ยว ธรรมนูญชีวิตข้อนี้จึงตอกย้ำว่า การรักษาต้นไม้ให้คงอยู่ก็คือการรักษาหนทางรอดของชีวิตนั่นเอง

นอกจากนี้ บทธายังได้วางรากฐานเรื่องจริยธรรมในการดูแลบ้านและต้นน้ำของตนเอง ผ่านคำสอนที่ว่า

“เปอเกรอ ปาทีเตอเก เปอเกรอ ปาก่อ เตอเก เกอเตอ เปอก่อซูเล เอะบะเม เซาะบะเดอเช” (จงอย่าไปอวดอ้างชื่นชมแหล่งน้ำหรือบ้านเมืองของคนอื่น แต่ให้หันมาดูแลพื้นที่บ้านและต้นน้ำของตนเองให้ดี แล้วเราก็จะมีทั้งข้าวให้กินและเสื้อผ้าให้สวมใส่)

สะท้อนให้เห็นถึงการเคารพขอบเขตและความภาคภูมิใจในถิ่นฐาน ถือเป็นกุศโลบายที่ป้องกันไม่ให้ชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าใหม่ หรือเข้าไปแทรกแซงทรัพยากรนอกเขตของตน ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารและเครื่องนุ่งห่มจึงกลายเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่เกิดจากการรักษาป่าของแต่ละชุมชน

บทธายังทำหน้าที่กำกับพฤติกรรมไม่ให้มนุษย์ตั้งตนเป็นเจ้าของธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียว ข้าวในไร่หมุนเวียนถูกยกย่องให้เป็นตัวแทนของชีวิตและความทุ่มเท ดังบทที่กล่าวว่า

“เมะยื่อญากว่าบือพิ บือพิ เจอจึล่อโอ๊ะดิ เมะยื่อญากว่าบือเคลอะ บือเคลอะ เจอจึลิอโอ๊ะทอ” (ถ้าคิดถึงฉันให้มองดูข้าว ข้าวเป็นฝีมือของฉัน ถ้าคิดถึงฉันให้มองดูข้าว ข้าวคือรอยมือที่ฉันทำ)

การทำไร่หมุนเวียนจึงมิใช่การรุกรานธรรมชาติ แต่เป็นการสร้างผลงานแห่งชีวิตที่สอดประสานไปกับวัฏจักรของป่า การดูแลข้าวให้งอกงามจึงมีค่าเท่ากับการดูแลชีวิตและเกียรติยศของบุคคลนั้น เมื่อมองลึกลงไปถึงปรัชญาแห่งการปล่อยวางและการไม่ยึดครองสิ่งใดเกินความจำเป็น บทธาได้กล่าวถึงความงดงามของดอกไม้ในป่าไว้ว่า

“แลเลอะชอรีปูพอกอแจ ปว่าแมะเตอดิโอ๊ะดะแว แลเลอะชอรีปูพอกอพะ ปว่าแมะเตอดิไผ่ยา” (เมื่อไปไร่หมุนเวียนแล้วพบเจอดอกไม้บาน หากไม่มีใครเด็ดก็จงปล่อยมันไว้อย่างนั้น)

จึงเป็นเหมือนคำสอนให้ละทิ้งความโลภ ไม่จำเป็นต้องกอบโกยทุกความสวยงามหรือทรัพยากรมาเป็นของตน แต่ในระดับโครงสร้างแล้ว บทธานี้ทำหน้าที่เป็นกลไกจัดการทรัพยากรส่วนรวมของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ เอลินอร์ ออสโตรม (Elinor Ostrom)10 นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้แสดงให้เห็นว่าชุมชนสามารถดูแลรักษาทรัพยากรส่วนรวมได้อย่างยั่งยืน หากพวกเขามีกติกาที่สมาชิกมีส่วนร่วมกำหนด ยอมรับ และทุกคนยึดถือปฏิบัติตามร่วมกัน

ซึ่งในที่นี้ธา คือกติการ่วมที่ไม่ได้ประกาศใช้หรือมีผลให้บังคับ หากแต่คนบ้านแม่ยางมิ้น ให้ความเคารพและรับมาถือครองเป็นแนวทางของการดำเนินชีวิตตามแนวทาง “ไม่เด็ดดอกไม้ที่ไม่จำเป็น” ได้แปรสภาพจากความรู้สึกส่วนตัว ไปสู่พฤติกรรมรวมหมู่ที่สามารถวัดผลได้จริง อย่างไรก็ตามการใช้คำสอนของชาวปกาเกอะญอในพื้นที่ มิได้ทำให้พวกเขาขาดสิ้นหรือไม่รับเอากติกาของกฎหมาย และนโยบายภายในประเทศ เพราะหากดูตามข้อมูลการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลงและการใช้ทรัพยากร จากการดำเนินงานร่วมกันขององค์การบริหารส่วนตำบลศรีถ้อย และสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ภายใต้กระบวนการมาตรฐานงาน GIS11 จะพบการแบ่งพื้นที่ของหมู่บ้านรวม 12,847.7 ไร่ ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  • พื้นที่สาธารณะ จำนวน 160.4 ไร่
  • พื้นที่ใช้ประโยชน์ (นา สวน ไร่ พื้นที่พักอาศัย) จำนวน 2,421.9 ไร่
  • พื้นที่ป่าธรรมชาติ (ป่าชุมชนอนุรักษ์ ป่าพิธีกรรม) จำนวน 10,265.4 ไร่12

สอดคล้องกับมุมมองของ นายสุวรรณ เต๋จ๊ะ วัย 55 ปี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา (เตรียมการ) ซึ่งเติบโตในพื้นที่และมีประสบการณ์ฟังการขับร้องธาของชาวปกาเกอะญอบ้านแม่ยางมิ้นมาตั้งแต่ครั้งยังหนุ่ม เขามองว่า “ธา” เป็นกลไกทางวัฒนธรรมที่ทำหน้าที่ควบคู่ไปกับกฎหมาย ระเบียบชุมชน ที่ชาวบ้านใช้ยึดโยงและให้ความเคารพ เพื่อยังคงวิถีวัฒนธรรมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งนัยสำคัญคือ การลดความขัดแย้งกันเองในชุมชน

“ต้องบอกว่าคนเราทุกวัน ๆ มันทะเลาะกันเพราะความคิดเห็น ซึ่งบางครั้งการพูดตรง ๆ อาจนำมาซึ่งปัญหาขัดแย้งในชุมชน การใช้วาจาห้ามปรามกันซึ่งหน้า อาจทำให้คนพูดกับคนฟังกลายเป็นคู่กรณีกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนใหญ่ก็มาจากการที่รับไม่ได้กับสิ่งที่ฟัง แต่พอมีบทธาว่า ห้ามทำแบบนั้นแบบนี้ เมื่อได้ฟังอาจจะสะดุดใจบ้าง การร้องธาจึงเหมือนการสั่งสอนโดยไม่ต้องห้ามต้องดุกัน”

“โดยส่วนตัวจากที่เคยได้ยินมา ธาบางบทก็เหมือนมีไว้เพื่อความเพลิดเพลิน บางบทก็ดูจะมีความหมาย เช่น สอนให้รักษาป่า รักษาน้ำ เมื่อก่อนผมเคยได้ฟังการร้องธาของคนปกาเกอะญอบ่อย โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเดินเข้าป่า หากย้อนไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน สิ่งบันเทิงเดียวของระแวกนี้มีเพียงวิทยุ พอเข้าป่าก็ไม่มีสัญญาณ  คนที่เดินทางด้วยกันเลยพากันร้องธาเป็นหลัก ทุกวันนี้ไม่ได้ยินแล้ว เว้นแต่ในช่วงเทศกาลสำคัญ อย่างงานมัดมือ”

ในท้ายที่สุด การถอดความหมายธา ทำให้เราเห็นได้ว่า ชาวปกาเกอะญอมิได้มองว่าตนเองเป็นเจ้าของป่า แต่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของระบบนิเวศที่ต้องคอยรักษาสมดุลอย่างสุดกำลัง วิถีชีวิตที่ตั้งอยู่บนธรรมนูญชีวิตนี้คือข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ที่ชวนให้สังคมวงกว้างต้องกลับมาตั้งคำถามว่า หากระบบจริยธรรมที่ฝังอยู่ในบทธาสามารถเป็นเกราะคุ้มครองรักษาป่าได้รวมพื้นที่กว่า 9,000 ไร่ ซึ่งชาวบ้านแม่ยางมิ้นสามารถมีส่วนร่วมในการจัดการ ดูแล และแก้ไขปัญหาไฟป่าได้ เหตุใดนโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงยังดำเนินไปในรูปแบบการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น13

เมื่อเสียงธาแผ่วเบา สภาพภูมิอากาศก็สั่นคลอน

วันนี้ สถานะของธาในวิถีปกาเกอะญอกำลังเผชิญกับวิกฤต คนรุ่นใหม่เริ่มแยกห่างจากวิถีเดิม หน้าจอสมาร์ทโฟนดึงดูดความสนใจไปจากลำนำของบรรพบุรุษ เมื่อช่องว่างระหว่างวัยขยายกว้าง ภาษาโบราณและการเล่นสัมผัสคำจึงเริ่มสูญหาย เสียงที่แผ่วเบานำมาสู่คำถามสำคัญที่ใหญ่กว่าเพียงเรื่องของการอนุรักษ์วัฒนธรรมว่า หากบทธาหายไป เรากำลังสูญเสียลำนำพื้นบ้าน หรือกำลังสูญเสียระบบความรู้ในการอยู่ร่วมกับป่าไปพร้อมกัน?

  คำถามนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการณ์หลายมิติที่กำลังรุมเร้าวิถีชีวิตของชุมชน เริ่มตั้งแต่ความโรยราของฐานข้อมูลที่มีชีวิต เมื่อผู้อาวุโสและผู้รู้คนสำคัญค่อย ๆ ร่วงโรยไปตามวัย การถ่ายทอดภูมิปัญญาจึงทำได้ยากลำบากขึ้น ผนวกกับช่องว่างระหว่างวัยที่นำไปสู่วิกฤตการสูญหายของภาษา คนรุ่นใหม่เริ่มไม่เข้าใจความหมายเชิงลึกที่ซ่อนอยู่ในการเล่นสัมผัสคำของภาษาโบราณ ส่งผลให้นิยามของธาถูกลดทอนลง จากเดิมที่คล้ายเป็นธรรมนูญชีวิต สำหรับกำกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม กลับถูกมองว่าเป็นเพียงนิทานปรัมปราหรือความบันเทิงเพื่อพักผ่อน

นอกจากวิกฤตภายในชุมชนแล้ว วิกฤตการนิยามจากภายนอกเมื่ออำนาจรัฐและสังคมเมืองเป็นผู้ผูกขาดการกำหนดวาทกรรม โดยตีตรากลุ่มชาติพันธุ์ว่าเป็น “ผู้ทำลายป่า” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการประกาศเขตป่าทับซ้อนพื้นที่ทำกิน การถูกเพิกเฉยต่อเสียงของ “ธา” นำไปสู่วิกฤตทางกฎหมายที่บีบบังคับให้ชุมชนบ้านแม่ยางมิ้นต้องเลิกทำไร่หมุนเวียน ซึ่งทำให้บทธาที่ว่าด้วยการรักษาตอไม้หรือการรอให้ป่าฟื้นคืนสูญเสียพื้นที่ที่สามารถทำให้คนรุ่นหลังเห็นได้จริงหายไป ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมทำให้ชุมชนจำยอมต้องหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ซึ่งนอกจากจะทำลายความสมบูรณ์ของระบบนิเวศแล้ว ยังขัดแย้งกับหลักจริยธรรมในบทธาอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น โลกยังเข้าสู่วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ปฏิทินธรรมชาติแปรปรวน เมื่อฤดูกาลไม่เป็นไปตามปกติ สัญญาณจากธรรมชาติที่วิถีธาเคยใช้เป็นเกณฑ์ในการเพาะปลูกก็คลาดเคลื่อน ภูมิปัญญาดั้งเดิมจึงถูกท้าทายอย่างหนักจนสั่นคลอนไปถึงความมั่นคงทางอาหารของชุมชน

แต่ถึงแม้จะถูกบีบคั้นจากทุกทิศทาง แต่ธาก็พยายามปรับตัวผ่านสื่อสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงผู้สูงอายุผ่านการออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง หรือการบันทึกธาเป็นฐานข้อมูลดิจิทัล (Digital Memory) ลงในเมมโมรี่การ์ด แต่จะทำอย่างไรให้ไฟล์เสียงดิจิทัลเหล่านี้สามารถถ่ายโอนกลับไปสู่ความเข้าใจและจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ได้ทันเวลาก่อนที่กาลเวลาจะพรากโอกาสนี้ไป

จากภูมิปัญญาบรรพบุรุษสู่อนาคตแห่งการอยู่ร่วม

หากชวนย้อนกลับไปมองภาพแรกที่ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ บทเรียนจากวิถีปกาเกอะญอผ่านบทธาได้ให้ทรรศนะว่า “คนไม่ใช่เจ้าของป่า แต่เป็นส่วนหนึ่งของป่า” องค์ความรู้ที่สืบทอดกันมาผ่านความเชื่อ พิธีกรรม และวิถีเกษตรไม่ใช่อดีตที่ล้าสมัย แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการแสวงหาทางออกเพื่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

เป็นเวลานานที่ข่าวสารและอคติทางสังคมมองว่าระบบไร่หมุนเวียนคือการผลาญทรัพยากร ทว่าข้อเท็จจริงกลับพิสูจน์ในทางตรงกันข้าม ระบบนี้คือนวัตกรรมเชิงนิเวศที่เน้นการพักเพื่อให้ป่าฟื้นคืน ซึ่งช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและคืนความสมบูรณ์ให้แก่ดินได้ดีกว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยว วิถีของปกาเกอะญอคือการเปลี่ยนสถานะมนุษย์จาก “ผู้ครอบครอง” มาเป็น “ผู้ยืม” และ “ผู้อารักขา” ผ่านพันธสัญญาชีวิตและการเคารพขอบเขต เช่น การแบ่งพื้นที่ป่าจิตวิญญาณและป่าต้นน้ำออกจากพื้นที่ทำกินอย่างเด็ดขาด

บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำความเข้าใจวัฒนธรรมทางเลือก แต่เป็นการเรียกร้องให้สังคมหยุดรับฟังเพียงวาทกรรมที่สร้างอคติ และหันมาเป็นผู้ฟังที่พร้อมยอมรับและทำความเข้าใจภูมิปัญญาชาติพันธุ์ก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการรักษาโลกใบนี้ เพื่อให้วิถีธาและการอนุรักษ์สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องผลักดันข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างจริงจัง

  • ประการแรกคือ การต้องรับรองและคุ้มครองระบบ “ไร่หมุนเวียน” อย่างเป็นทางการ โดยยุติการจัดหมวดหมู่ว่าเป็นการทำลายป่า และยอมรับให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมเชิงนิเวศที่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย
  • ประการต่อมาคือ การเปลี่ยนกระบวนการจัดทำแนวเขตป่า จากการขีดเส้นโดยอำนาจรัฐเพียงฝ่ายเดียว มาเป็นการให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเคารพการแบ่งโซนตามหลักการเพื่อเป็นกลไกในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน
  • ประการสุดท้ายคือ การส่งเสริมอธิปไตยข้อมูลและการศึกษาพหุวัฒนธรรม โดยการสนับสนุนเทคโนโลยีให้ชุมชนสามารถจัดทำศูนย์ข้อมูลดิจิทัลของตนเอง พร้อมทั้งผลักดันให้ความรู้เรื่องสิทธิและระบบนิเวศวิทยาชาติพันธุ์ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาท้องถิ่น ซึ่งก้าวเหล่านี้จะเป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยให้คนและป่าสามารถเติบโตเคียงคู่กันไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

แม้ในวันหนึ่งข้างหน้า เสียงขับขานบทธาอาจต้องแผ่วเบาลงตามกาลเวลา ทว่าสิ่งที่จะยังคงเป็นประจักษ์พยานถึงความรักและความผูกพันระหว่างปกาเกอะญอกับผืนป่าจะไม่ใช่รางวัลหรือการยกย่องใด ๆ แต่คือความอุดมสมบูรณ์ของรวงข้าว ต้นไม้ และสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน ดังบทธาที่บรรพบุรุษได้บอกกล่าวแก่คนรุ่นหลังว่า

“แลเลอะชอรีปูพอกอแจ ปว่าแมะเตอดิโอ๊ะดะแว แลเลอะชอรีปูพอกอพะ ปว่าแมะเตอดิไผ่ยา” (เมื่อไปไร่หมุนเวียนแล้วพบเจอดอกไม้บาน หากไม่มีใครเด็ดก็จงปล่อยมันไว้อย่างนั้น)

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อาจไม่ใช่การพยายามกอบโกยหรือครอบครองทุกสิ่งมาไว้ในมือ แต่คือการปล่อยให้ดอกไม้ได้ผลิบานในที่ของมัน ปล่อยให้ผืนป่าได้เติบโตอย่างสง่างาม และเรามีหน้าที่เพียงคอยมอง คอยทะนุถนอม ปกป้องรักษา เพื่อส่งมอบ “ชีวิต” ให้ยังคงงอกงามต่อไป

วิธีการแปลบทธา  
บทธาภาษาปกาเกอะญอในบทความนี้ แปลและถอดความโดย มะลิวัลย์ เต๊จ๊ะ ผู้สืบทอดความรู้เรื่องธาจากยายของตนเอง เนื่องจากธาเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะที่ใช้การเปรียบเปรยและมีนัยหลายชั้น การแปลจึงเป็นการถอดความตามบริบทและความหมายเชิงวัฒนธรรม มิใช่การแปลคำต่อคำ ทีมผู้จัดทำได้ตรวจสอบความหมายร่วมกับ นายสุขใจ เต๊จ๊ะ

รายละเอียดไฟล์เสียงที่แนบมา
1.เสียงขับร้องเพื่อแสดงตัวอย่างในแถบคลิกฟังธาโดย นางใบ ใจเที่ยง บันทึกเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 โดย: อรนุช มาเยอะ
2.เสียงประกอบตลอดการอ่านบันทึกเพิ่มเติมและขับร้องโดย นายประหยัด เสือชูชีพ บันทึกเมื่อ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

โดย: ณัฐชา เจริญสุข และ มะลิวัลย์ เต๊จ๊ะ เรียบเรียง: นพพล ไม้พลวง

ข้อมูลอ้างอิงจาก
  1. ข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลศรีถ้อย อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ปี พ.ศ. 2569 ↩︎
  2. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2524). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529): สำนักนายกรัฐมนตรี https://www.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2025/06/article_20170815094427.pdf (เพิ่มเติม : การระบุข้อความ ไร่เลื่อนลอยของชาวเขา ปรากฏอยู่ในแหล่งข้อมูลสืบค้นต้นทาง) ↩︎
  3. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี https://resolution.soc.go.th/PDF_UPLOAD/2528/P_104762_1.pdf ↩︎
  4. หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ยางมิ้น ตั้งอยู่ที่บ้านอายิโกะ ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ↩︎
  5. ผีเสื้อบ้าน คือ สิ่งศักดิ์สิทธิที่มีสถานะใหญ่สุดของชุมชนคนปกาเกอะญอบ้านแม่ยางมิ้น การเลี้ยงผี คือ พิธีกรรมเซ่นไหว้ผู้คุ้มครองหมู่บ้าน เพื่อขอความร่มเย็น เป็นสิริมงคล ปัดเป่าโรคภัย และดลบันดาลให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ↩︎
  6. โดกึลี คือ เครื่องมือไล่สัตว์กินพืชหรือศัตรูพืชที่ทำจากไม้ไผ่ มีสองแขน อาศัยเพียงพลังงานลมและในการทำให้เกิดเสียงเคาะดังจากการกระทบกัน ใช้แขวนบนต้นไม้ใหญ่ในบริเวณพื้นที่เกษตรกรรม ↩︎
  7. ที่ชุมชนบ้านแม่ยางมิ้น มีหญิง – ชาย ที่เคยได้ไปธาออกรายการวิทยุอย่างน้อย 3 ราย ทั้งการบันทึกเสียง และการแสดงสด แต่ปัจจุบันหลงเหลือเพียงเรื่องเล่า เนื่องจากไม่มีบันทึกรายการเหมือนในสมัยปัจจุบัน ↩︎
  8. ชื่อวิทยาศาสตร์ของไผ่ซางคือ Dendrocalamus membranaceus Munro โดยชื่อภาษาเหนือคือ “ไผ่ซาง” (phai sang) หรือ “ไผ่ซางดอย” (phai sang doi) และในภาษาปกาเกอะญอ แม่ฮ่องสอนเรียกว่า “วะมี” (wa-mi) หรือ “วะมุ” (wa-mu) มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PLOS ONE (2016) โดย Xie et al. ศึกษา Dendrocalamus membranaceus ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน พบว่าพืชชนิดนี้แสดงทั้งการออกดอกแบบประปราย (sporadic) และแบบพร้อมกันทั้งป่า (gregarious/mass flowering) โดยในกรณีศึกษานั้นเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 2006–2013 หลังจากเกิดภัยแล้งรุนแรง ได้ยืนยันว่าวงจรการออกดอกของไผ่ซางเป็นปรากฏการณ์ที่วิทยาศาสตร์รับรอง ไม่ใช่แค่ความเชื่อพื้นบ้าน ↩︎
  9. UNESCO. (2025). Indigenous Peoples and the Media. Paris: UNESCO. ↩︎
  10. Ostrom, E. (1990). Governing the Commons: The Evolution of Institutions for Collective Action. Cambridge University Press. ↩︎
  11. ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS – Geographic Information System) คือระบบที่ออกแบบมาเพื่อรวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล วิเคราะห์ จัดการ และนำเสนอข้อมูลทางภูมิศาสตร์ทุกประเภท ↩︎
  12. ข้อมูลการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชนบ้านแม่ยางมิ้น จากแผนที่ชุมชนและข้อมูลการจัดการทรัพยากรของหมู่บ้าน ทั้งนี้ เฉพาะพื้นที่ป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการป่าชุมชนบ้านแม่ยางมิ้น ของกรมป่าไม้ มีจำนวนทั้งสิ้น 6,544 ไร่ 1 งาน 04 ตารางวา ตามข้อมูลของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ↩︎
  13. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2560). ยุทธศาสตร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะ 20 ปี ( พ.ศ. 2560 – 2579). กรุงเทพมหานคร: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ↩︎