ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ หลังประกาศใช้ 1 ปี

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 คือวงเสวนา “ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ” ซึ่งเชิญผู้มีส่วนร่วมในการผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มาร่วมพูดคุยและถอดบทเรียน หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้มาเกือบ 1 ปี

1 ปีหลัง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ข้อจำกัดที่ยังเผชิญ

นิตยา เอียการนา ผู้แทนสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมาธิการที่มีส่วนผลักดันร่างกฎหมายทั้งในชั้นสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งใช้เวลาอยู่ในกระบวนการรัฐสภานานกว่า 14 เดือน เข้าใจดีถึงความคาดหวังของคนชาติพันธุ์ที่ตั้งตารอกฎหมายฉบับนี้ และต้องการเห็นกฎหมายเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ได้อย่างทันที

แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ยังคงมีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้กฎหมายชาติพันธุ์ยังไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของชุมชนได้ทั้งหมด

นิตยาย้ำว่า สิ่งจำเป็นอันดับแรกคือคนชาติพันธุ์ต้องทำความเข้าใจตัวกฎหมาย เพราะหากไม่เข้าใจและไม่สามารถนำกฎหมายไปใช้ได้

“กฎหมายฉบับนี้ก็จะกลายเป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง”

นิตยา เอียการนา ผู้แทนสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

ไม่ใช่เพียงประชาชนเท่านั้นที่ต้องทำความเข้าใจ แต่หน่วยงานรัฐในพื้นที่เองก็มีบทบาทสำคัญในการหยิบกฎหมายฉบับนี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา นิตยาพบว่ามีทั้งพื้นที่ที่ยังไม่เข้าใจกฎหมาย และพื้นที่ที่พยายามทำความเข้าใจและนำกฎหมายไปใช้

“ยังมีหน่วยงานรัฐที่มองว่ากฎหมายชาติพันธุ์ขัดแย้งกับกฎหมายหลักอื่น ๆ ของหน่วยงานพวกเขาอยู่”

สำหรับคนชาติพันธุ์ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ นิตยากล่าวว่า หลังจากนี้กลไกของสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จะเดินหน้า และทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจกับคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หรือ “บอร์ดชาติพันธุ์” ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

เมื่อกฎหมายชาติพันธุ์ยังไม่ถูกใช้ในพื้นที่

ด้าน สุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ซึ่งทำงานขับเคลื่อนเรื่องสิทธิในที่ดินผ่านกลไกอย่างโฉนดชุมชน ชี้ว่า ขณะนี้หลายพื้นที่กำลังถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หลังจากมีการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

สุริยันต์ตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างโฉนดชุมชนกับการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ว่า

“ถ้าไม่มีโฉนดชุมชน พื้นที่คุ้มครองจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร รวมทั้งบางหน่วยงานรัฐ ทุกวันนี้ยังใช้กฎหมายของตนเองอยู่ โดยไม่ใส่ใจกฎหมายชาติพันธุ์ที่ประกาศออกมา”

สุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)

รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา มองว่า การมีกฎหมายออกมาแล้ว หน่วยงานในพื้นที่จะปฏิบัติตามหรือไม่ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการสื่อสารและความเข้าใจนโยบายในระดับปฏิบัติการ แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า หลายครั้งขึ้นอยู่กับแนวคิดและทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย

“กฎหมายฉบับนี้จะไม่เป็นเพียงกระดาษ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานในพื้นที่อย่างเดียว แต่คนชาติพันธุ์เองก็ต้องออกมาเคลื่อนไหว ต้องต่อรองเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดขึ้นจริง”

รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา

รศ.ดร.ประภาสเชื่อว่า แม้วันนี้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว แต่การขับเคลื่อนของภาคประชาชน รวมถึงการชุมนุมบนท้องถนน ก็ยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไป เพื่อเป็นการต่อรองอำนาจกับรัฐ

หลังประกาศใช้ กฎหมายกำลังเดินหน้าอย่างไร

ด้าน ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กล่าวถึงการดำเนินงานหลัง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ประกาศใช้ว่า การจัดสรรงบประมาณกลางเพื่อขับเคลื่อนสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และเพิ่งได้รับอนุมัติงบกลางเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม งานที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรดำเนินการมาตั้งแต่ต้น คือการจัดทำ “ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์” สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชุมชนชาติพันธุ์ที่รวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีความน่าเชื่อถือทั้งในทางกฎหมายและทางวิชาการ เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการยืนยันการมีอยู่ของชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

การทำงานของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรยังคงอยู่ภายใต้ 5 เรื่องหลัก ได้แก่

  1. การส่งเสริมศักยภาพชาติพันธุ์ ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง
  2. การส่งเสริมเศรษฐกิจและรายได้ ของผู้ประกอบการวัฒนธรรม
  3. การส่งเสริมภาษาแม่และการศึกษาข้ามวัฒนธรรม
  4. การส่งเสริมการจัดการทรัพยากร และการเป็นผู้คุ้มครองปกป้องทรัพยากร
  5. การส่งเสริมด้านการสื่อสาร และสร้างความร่วมมือกับสื่อต่าง ๆ ในการสื่อสารเรื่องชาติพันธุ์

พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ไม่ใช่ “ยาวิเศษ”

ในฐานะหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนกรณีการละเมิดสิทธิชุมชนชาติพันธุ์ ปรีดา คงแป้น จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่มีการจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในปี 2544 มีเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ค้างอยู่มากกว่า 50 เรื่อง

ส่วนใหญ่เป็นปัญหาการละเมิดสิทธิในที่ดิน รวมถึงปัญหาอื่น ๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน จนอาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีชุมชนชาติพันธุ์ใดที่ไม่มีปัญหาหรือข้อจำกัดที่ต้องเผชิญ

ดังนั้น การคาดหวังว่า พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ จะเป็น “ยาวิเศษ” ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่างจึงแทบเป็นไปไม่ได้

แต่ในมุมมองของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คนชาติพันธุ์สามารถใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และต่อสู้กับการถูกละเมิดสิทธิในด้านต่าง ๆ

ทางด้าน ดร.นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานคณะกรรมการนโยบาย Thai PBS และอดีตผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งมีส่วนร่วมในการผลักดัน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ เน้นย้ำว่า แกนหลักของกฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วยสิทธิสำคัญ 7 ประการ ได้แก่

  • สิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ — การได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ปราศจากการเหยียดหยามหรืออคติทางชาติพันธุ์
  • สิทธิในการสืบทอดวัฒนธรรม — การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และแสดงออกทางวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และประเพณี
  • สิทธิในการจัดการศึกษา — การเรียนรู้ในรูปแบบที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและภาษาของตนเอง
  • สิทธิในที่ดินและทรัพยากร — การอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทำกินดั้งเดิม
  • สิทธิในการดำเนินวิถีชีวิตและพัฒนาตนเอง — การมีอิสระในการเลือกแนวทางการใช้ชีวิต โดยไม่ถูกบังคับให้กลืนกลายทางวัฒนธรรม
  • สิทธิในการมีส่วนร่วม — การร่วมแสดงความคิดเห็นและรับรู้ข้อมูลล่วงหน้า หากภาครัฐจะมีนโยบายหรือโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน
  • สิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและบริการของรัฐ — การได้รับสวัสดิการ สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึงจากรัฐ

สิทธิเหล่านี้ถูกออกแบบและสอดแทรกอยู่ใน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ และจะทำงานผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเป็นกลไกสนับสนุน

นายแพทย์โกมาตรเน้นย้ำว่า สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใกล้ตัวคนชาติพันธุ์มากที่สุด โดยถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับสร้างความร่วมมือและทำความเข้าใจปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่มีบริบทแตกต่างกัน เป็นพื้นที่ตรงกลางที่แต่ละกลุ่มสามารถเรียนรู้และเข้าใจปัญหาของกันและกัน

“กฎหมายนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการก้าวพ้นจากสิทธิการแสดงออกทางวัฒนธรรม ก้าวมาสู่การถามถึงเรื่องสิทธิอย่างแท้จริง”

ดร.นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานคณะกรรมการนโยบาย Thai PBS และอดีตผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

นายแพทย์โกมาตรได้เสนอ 4 แนวทางที่จะทำให้สิทธิทั้ง 7 ประการของ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ดังต่อไปนี้

  1. ทำให้ปัญหาของชุมชนเข้าสู่กลไกระดับนโยบาย ต้องรายงานปัญหาของชุมชนชาติพันธุ์ไปยังคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้มากที่สุด และทำให้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการรับรู้ผ่านมติของที่ประชุม
  2. สร้างรูปธรรมของกฎหมาย ต้องทำให้เกิดตัวอย่างของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้สังคมเห็นภาพและเข้าใจว่ากฎหมายสามารถทำงานได้อย่างไร และป้องกันไม่ให้การตีความกฎหมายถูกบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง
  3. สื่อสารเพื่อลดอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ การสื่อสารต้องผสมผสานทั้งมิติทางวัฒนธรรม ความเป็นมนุษย์ และประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยลดอคติและการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์
  4. สร้างเอกภาพในการขับเคลื่อน ต้องใช้กลไกต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในการสร้างความเป็นเอกภาพ ป้องกันความขัดแย้งทางความคิด และไม่ให้ความเห็นต่างกลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนพลังในการขับเคลื่อนสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในอนาคต
  5. นายแพทย์โกมาตรทิ้งท้ายว่า แม้ข้อเสนอทั้ง 4 เรื่องจะยังไม่สำเร็จในปีแรกของการบังคับใช้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ แต่การเดินทางตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ยังถือเป็นการเดินมาถูกทาง และเป็นการวางรากฐานให้ข้อเสนอเหล่านี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ