อ่าข่าในความเปลี่ยนแปลง อัตลักษณ์ชนเผ่าจะถูกส่งต่ออย่างไร?

ภูมิปัญญาชาวอ่าข่าในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่า ไม่ได้อยู่เฉพาะในความรู้เรื่องต้นไม้หรือทรัพยากร แต่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิต จารีต ประเพณี พิธีกรรม กฎเกณฑ์ของชุมชน และกระบวนการเรียนรู้ระหว่างรุ่น เมื่อพื้นที่การถ่ายทอดสืบสานเหล่านี้ลดลง การสูญเสียจึงไม่ได้เกิดเฉพาะกับพิธีกรรม แต่หมายถึงการสูญเสียระบบองค์ความรู้ ภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติทั้งระบบ”

เมื่อป่าไม่ได้ถูกส่งต่อเพียงด้วยกฎ แต่ด้วยความทรงจำ

บ้านแม่จันใต้ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

สำหรับชาวอ่าข่า ป่าไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะพื้นที่ที่ประกอบด้วยต้นไม้ สัตว์ป่า หรือทรัพยากรที่มนุษย์เข้าไปใช้ประโยชน์ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับอาหาร การเกษตร แหล่งน้ำ ความเชื่อ จิตวิญญาณ จารีตประเพณี และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชน

ด้วยเหตุนี้การทำความเข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าของอ่าข่า จึงไม่อาจมองเฉพาะวิธีการรักษาทรัพยากรต้นไม้ หรือการกำหนดเขตพื้นที่เท่านั้น แต่จำเป็นต้องมองให้เห็นระบบความรู้ ที่อยู่เบื้องหลังการดำรงอยู่ร่วมกับทรัพยากรป่า และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือคำถามว่าระบบองค์ความรู้ ภูมิปัญญาดังกล่าว กำลังถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่อย่างไร

งานวิจัยเรื่อง ‘การรวบรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาของชนเผ่าพื้นเมืองอ่าข่าในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้’ ของหวัง เจี้ยนหัว (Wang Jianhua) สะท้อนให้เห็นว่า ภูมิปัญญาอ่าข่าไม่ได้ดำรงอยู่เป็นองค์ความรู้ แต่ในทุกๆ กระบวนที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นระบบที่เชื่อมโยงกับจารีต ความเชื่อ พิธีกรรม ภาษา และกระบวนการเรียนรู้ระหว่างรุ่นเข้าด้วยกัน การอนุรักษ์ป่าจึงไม่ได้เกิดจากกฎข้อใดข้อหนึ่ง แต่เกิดจากความสัมพันธ์ของกลไกหลายระดับที่ทำงานร่วมกัน

จารีตในฐานะกติกา พิธีกรรมในฐานะกลไกของชุมชน

ประตูทางเข้าบ้านแม่จันใต้ (ดั้งเดิม) ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

ข้อค้นพบสำคัญประการหนึ่งคือ จารีตของอ่าข่าทำหน้าที่คล้าย “ธรรมนูญของชุมชน” เพราะเป็นกรอบที่กำหนดว่า คนอ่าข่าควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร เช่นระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างไร ขณะที่พิธีกรรมไม่ได้มีเพียงความหมายทางจิตวิญญาณ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้กฎจารีต คุณค่า และความรู้เหล่านั้นถูกนำกลับมาปฏิบัติซ้ำและเรียนรู้ร่วมกัน

ข้อห้ามเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรหลายประการ จึงสามารถมองได้ว่าเป็นกลไกทางสังคมที่ช่วยกำกับพฤติกรรม เช่น การไม่เข้าใกล้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ การไม่นำต้นไม้บางลักษณะมาใช้ประโยชน์ การไม่กระทำสิ่งที่ทำให้แหล่งน้ำสกปรก หรือการเก็บทรัพยากรจากป่าโดยไม่เก็บจนหมด แนวปฏิบัติเหล่านี้มีส่วนจำกัดการใช้ทรัพยากร และเปิดโอกาสให้ทรัพยากรสามารถฟื้นตัวได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าความเชื่อและพิธีกรรมทุกอย่างถูกสร้างขึ้น เพื่อการอนุรักษ์ป่าเพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับคนอ่าข่า ความเชื่อบางประการอาจมีความหมายด้านจิตวิญญาณ เครือญาติ ความสัมพันธ์ทางสังคม หรืออัตลักษณ์เป็นหลัก แต่เมื่อแนวปฏิบัติเหล่านั้นส่งผลให้คนในชุมชนอ่าข่าควบคุมการใช้พื้นที่และทรัพยากร ก็อาจกล่าวได้ว่า ระบบวัฒนธรรมมีส่วนสร้างเงื่อนไขที่สนับสนุนการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ไปพร้อมกัน

ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงคำถามว่า “อ่าข่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง” แต่คือการมองให้เห็นว่า จารีตทำหน้าที่เป็นกรอบกติกา พิธีกรรมเป็นพื้นที่ยืนยันและผลิตซ้ำคุณค่าร่วม และข้อห้ามเป็นกลไกหนึ่งในการกำกับพฤติกรรมการใช้ทรัพยากร

ป่าเป็นทั้งพื้นที่ทรัพยากรและพื้นที่เรียนรู้

ความสัมพันธ์ระหว่างคนอ่าข่ากับป่า ยังสะท้อนผ่านการจำแนกและใช้พื้นที่ ตามหน้าที่ที่แตกต่างกัน โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย พื้นที่จิตวิญญาณ พื้นที่เกษตร พื้นที่ใช้ประโยชน์ของชุมชน พื้นที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำ ตลอดจนพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางจารีต ล้วนแสดงให้เห็นว่าภูมิทัศน์ไม่ได้ถูกมองเป็นพื้นที่เดียวกันทั้งหมด แต่ละพื้นที่มีความหมาย กติกา และระดับการเข้าถึงที่แตกต่างกัน

ในมิตินี้ความรู้เรื่องป่า จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการรู้จักชื่อพืชหรือสัตว์ แต่รวมถึงการรู้ว่า พื้นที่ใดใช้ทำอะไร ใช้เมื่อใด ใครสามารถใช้ได้มากน้อยเพียงใด และสิ่งใดไม่ควรกระทำ

ความรู้เช่นนี้ไม่ได้อยู่ในตำรา หากฝังอยู่ในกิจกรรมประจำวันของชุมชน

เด็กคนหนึ่งอาจเรียนรู้เรื่องพืชจากการเดินตามผู้ใหญ่เข้าไปในป่า เรียนรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์และฤดูกาลจากการไปไร่ เรียนรู้ข้อห้ามจากคำเตือนระหว่างทำงาน และเรียนรู้บทบาททางสังคมจากการเข้าร่วมพิธีกรรม การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นพร้อมกับการดำเนินชีวิต

นี่คือคุณลักษณะสำคัญของการส่งต่อภูมิปัญญาอ่าข่า ความรู้ไม่ได้ถูกส่งต่อด้วยการบอกเพียงอย่างเดียว แต่ถูกส่งต่อด้วยการลงมือทำ

การส่งต่อที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากผู้รู้

ในชุมชนอาข่า ผู้ถ่ายทอดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้อาวุโสหรือผู้ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น หากแต่ภายในครอบครัว เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้จากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ขณะเดียวกันเมื่อออกไปทำไร่หรือทำกิจกรรมต่างๆ หากผู้ปกครองไม่ได้อยู่ด้วย ผู้ถ่ายทอดความรู้สามารถเป็นพี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ พี่เขย หรือสมาชิกคนอื่นของชุมชน

ดังนั้น การถ่ายทอดความรู้จึงมีลักษณะเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชน มากกว่าความสัมพันธ์แบบ “ครูหนึ่งคน–ศิษย์หนึ่งคน”

พื้นที่ของการเรียนรู้ก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ชุมชน ครัวเรือน โต๊ะอาหาร ไร่ สวน ป่า ไปจนถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ความรู้บางประเภทเรียนรู้ผ่านการฟังและการสังเกต ขณะที่ความรู้อีกหลายประเภทจำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติซ้ำๆ จนสามารถทำได้ด้วยตนเอง

ในขณะเดียวกัน ความรู้บางประเภท โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมหรือบทบาทเฉพาะ อาจไม่ได้เปิดให้ทุกคนเรียนรู้ในระดับเดียวกัน แต่มีเงื่อนไขของผู้รู้ ผู้อาวุโส ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน ครอบครัว ตระกูล อายุ เพศ หรือบทบาททางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง

ภาพดังกล่าวทำให้เห็นว่า ภูมิปัญญาชุมชนไม่ได้หมายความว่า “ทุกคนในชุมชนรู้ทุกอย่างเหมือนกัน” หากความรู้กระจายอยู่ในบุคคล กลุ่ม และพื้นที่ทางสังคมที่แตกต่างกัน

จุดที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดจึงอาจไม่ใช่เพียงการถามว่า “ภูมิปัญญาอ่าข่ายังคงอยู่หรือสูญหาย” แต่ต้องถามต่อว่า ภูมิปัญญานั้นยังมีพื้นที่ ให้คนรุ่นใหม่เข้าไปเรียนรู้อยู่หรือไม่ เพราะระบบการสืบสานแบบดั้งเดิมพึ่งพา “การอยู่ร่วมกัน” และ “การทำร่วมกัน” อย่างมาก

เมื่อเยาวชนมีเวลาอยู่ในไร่ ในป่า ในพิธีกรรม หรืออยู่กับผู้สูงอายุน้อยลง โอกาสในการสังเกต ฟัง ทดลอง และปฏิบัติซ้ำย่อมลดลงตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม การศึกษา เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ ภาษา ศาสนา และการเคลื่อนย้ายของคนรุ่นใหม่ จึงไม่ได้เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิต แต่ยังสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของการเรียนรู้ ภายในชุมชนได้ด้วย และกลายเป็นช่องว่างสำคัญของการสืบสาน

ผู้รู้ยังอาจมีอยู่ ความรู้ยังอาจมีอยู่ แต่พื้นที่ เวลา และความสัมพันธ์ที่เคยทำให้ความรู้ถูกส่งต่ออาจกำลังลดลง ปัญหาจึงไม่ใช่เพียง “คนรุ่นใหม่ไม่สนใจวัฒนธรรม” เพราะคำอธิบายเช่นนั้นอาจง่ายเกินไป หากต้องพิจารณาด้วยว่า คนรุ่นใหม่ยังมีโอกาสเข้าไปอยู่ในกระบวนการเรียนรู้แบบเดิมมากน้อยเพียงใด และระบบเดิมสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับชีวิตร่วมสมัยได้เพียงใด

เมื่อภาษาหายไป ความรู้บางส่วนอาจหายไปพร้อมกัน

อีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ภาษาอ่าข่าในชื่อพืช ชื่อสัตว์ ชื่อพื้นที่ ชื่อเดือน พิธีกรรม บทบาทของผู้รู้ ตลอดจนคำอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ล้วนถูกจัดเก็บและส่งต่อผ่านภาษาแม่ ดังนั้นภาษาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นเสมือน “คลังความรู้” ของชุมชน

หากคนรุ่นใหม่สามารถพูด และเข้าใจภาษาอ่าข่าลดลง หรือรู้ภาษาในระดับชีวิตประจำวันแต่ไม่เข้าใจคำเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม พืช ป่า และจารีต ความรู้บางส่วนอาจไม่สามารถถ่ายทอดความหมายเดิมได้ครบถ้วน เนื่องจากการแปลภาษาอ่าข่า สำเนียง คำศัพท์ในภาษาไทย ไม่สามารถเขียนและเลียนเสียงได้ตาม อักขระ และวรรณยุกต์

นอกจากนี้การสืบสานภูมิปัญญาในอนาคต อาจไม่เพียงพอหากมุ่งเฉพาะการจัดทำหนังสือ ฐานข้อมูล ภาพถ่าย หรือวิดีโอ เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยบันทึกความรู้ได้ แต่ไม่สามารถทดแทนกระบวนการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติได้ทั้งหมด

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้กลับมาเป็นผู้มีส่วนร่วม เช่น การเรียนรู้ชื่อพืชพร้อมการเดินป่ากับผู้รู้ การเรียนรู้การจัดการพื้นที่ผ่านการทำงานจริง การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเรียนรู้ภาษาอ่าข่าควบคู่กับองค์ความรู้ของคนอ่าข่า หรือการบันทึกองค์ความรู้โดยให้เยาวชนทำงานร่วมกับผู้อาวุโส

เทคโนโลยีจึงไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับภูมิปัญญาดั้งเดิมเสมอไป หากสามารถนำมาใช้เป็นสะพานเชื่อมคนต่างรุ่นได้ เช่น การบันทึกเสียงผู้รู้ การจัดทำคลังศัพท์อ่าข่า การบันทึกเรื่องราวของพืชและพื้นที่ หรือการผลิตสื่อโดยเยาวชนร่วมกับผู้ถือครององค์ความรู้

แต่การบันทึกต้องคำนึงถึงสิทธิ์ของชุมชนด้วย เพราะความรู้บางประเภทไม่ใช่ความรู้สาธารณะ และอาจมีเงื่อนไขว่าใครสามารถเรียนรู้ บันทึก หรือเผยแพร่ได้ การสืบสานจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการเคารพสิทธิ์ของผู้ถือครององค์ความรู้

การรักษาป่าเริ่มจากการรักษาความสัมพันธ์

หากป่าของชุมชนอ่าข่าถูกดูแลผ่านจารีต ความเชื่อ กฎเกณฑ์ชุมชน พิธีกรรม ภาษา และการเรียนรู้จากการปฏิบัติ การรักษาป่าก็ไม่อาจพึ่งการกำหนดเขตอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษา ระบบความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้คนรู้ว่าจะอยู่กับพื้นที่นั้นอย่างไร

ในทำนองเดียวกัน การสืบสานภูมิปัญญาก็ไม่ใช่เพียงการส่งข้อมูลจากปราชญ์ ผู้รู้ ผู้อาวุโส ไปสู่เยาวชน แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้คนสองรุ่นได้กลับมาทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งคำถามร่วมกัน และเปิดพื้นที่ให้ความรู้ดั้งเดิมสามารถปรับตัวโดยไม่สูญเสียรากของตนเอง

ช่องว่างของการสืบสานจึงไม่ได้อยู่ระหว่าง “อดีต” กับ “ปัจจุบัน” เท่านั้น แต่อยู่ระหว่างผู้รู้กับผู้เรียน ความรู้กับพื้นที่ปฏิบัติ ภาษาแม่กับชีวิตร่วมสมัย และการอนุรักษ์วัฒนธรรมกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชน

หากช่องว่างเหล่านี้กว้างขึ้น สิ่งที่อาจสูญหายไม่ได้มีเพียงชื่อพืช พิธีกรรม หรือเรื่องเล่า แต่คือระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ชุมชน และธรรมชาติที่ถูกสร้างและส่งต่อมาเป็นเวลานาน

ในทางกลับกัน หากสามารถสร้างพื้นที่ให้ผู้อาวุโส ผู้รู้ ครอบครัว และเยาวชนกลับมาเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมใช้ภาษา เทคโนโลยี และวิธีการร่วมสมัยอย่างเหมาะสม การสืบสานภูมิปัญญาก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการพยายามทำให้อดีตหยุดนิ่ง แต่สามารถเป็นกระบวนการที่ทำให้ความรู้เดิม ยังมีความหมาย ใช้งานได้ และเติบโตต่อไปในโลกของคนรุ่นใหม่

และบางที การอนุรักษ์ป่าที่ยั่งยืนที่สุด อาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า เราจะรักษาทรัพยากรต้นไม้ไว้อย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องเริ่มจากคำถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้คนรุ่นต่อไปยังคงเข้าใจว่า เหตุใดทรัพยากรป่าแห่งนี้จึงควรได้รับการดูแล” 

ความรู้นอกสมการ

ในบริบทปัจจุบันคนรุ่นใหม่ของชุมชนอ่าข่า ต้องเผชิญกับระบบความรู้และการขยายตัวของวัฒนธรรมจากภายนอก ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะความรู้ที่สัมพันธ์กับการศึกษา การประกอบอาชีพ รายได้ เทคโนโลยี และการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ความรู้เหล่านี้ถูกมองว่ามีความจำเป็นต่อการสร้างโอกาส ความมั่นคง และการยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตาม ในสมการของการพัฒนาดังกล่าว ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษกลับไม่ได้ถูกให้คุณค่าในระดับเดียวกัน ความรู้เกี่ยวกับป่า พืช การเกษตร จารีต พิธีกรรม ระบบการจัดการพื้นที่ รวมถึงภาษาอ่าข่าหรือภาษาแม่ มักไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “ทุน” ที่สามารถสร้างอนาคตให้แก่คนรุ่นใหม่ได้โดยตรง เมื่อเทียบกับความรู้จากระบบการศึกษาและเศรษฐกิจภายนอก

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความไม่สมดุลของคุณค่าระหว่างความรู้สองระบบ กล่าวคือ ความรู้จากภายนอกถูกจัดวางให้อยู่ภายในสมการของความก้าวหน้า ขณะที่ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษและภาษาแม่กลับถูกผลักออกไปอยู่นอกสมการ

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า คนรุ่นใหม่ปฏิเสธภูมิปัญญาของตนเองเสมอไป หากแต่อาจสะท้อนว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคมในปัจจุบันไม่ได้สร้างพื้นที่ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถทำหน้าที่เป็นต้นทุนของชีวิตได้อย่างชัดเจน 

ดังนั้น ช่องว่างของการสืบทอดภูมิปัญญาจึงไม่ควรถูกอธิบายอย่างง่ายว่าเกิดจาก “คนรุ่นใหม่ไม่สนใจ” แต่ควรตั้งคำถามต่อโครงสร้างของสังคมด้วยว่า เหตุใดความรู้บางประเภทจึงถูกทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่ความรู้ของบรรพบุรุษกลับไม่ได้รับการยอมรับในฐานะทุนทางความรู้ของคนรุ่นใหม่

โจทย์สำคัญของการสืบสานในอนาคตจึงไม่ใช่การเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่ย้อนกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดียวกับอดีต แต่คือการทำให้ภูมิปัญญาอ่าข่าสามารถกลับเข้ามาอยู่ ภายในสมการของชีวิตร่วมสมัย

กล่าวคือ คนรุ่นใหม่ควรสามารถมีทั้งความรู้จากภายนอกที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ช่วยให้เข้าใจรากของตนเอง ชุมชน ภาษา และความสัมพันธ์กับทรัพยากรธรรมชาติ

ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ควรเป็นการเลือกระหว่าง “ความรู้สมัยใหม่” กับ “ภูมิปัญญาดั้งเดิม” แต่ควรเป็นการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ความรู้ทั้งสองระบบสามารถอยู่ร่วมกันได้

เอกสารอ้างอิงประกอบบทความชิ้นนี้

1. เสถียร ฉันทะ และสุรินทร์ ทองค่า (2563) ภูมิปัญญาท้องถิ่นการอนรักษ์และใช้ประโยชน์ข้าวพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธ์อาข่า ในจังหวัดเชียงราย

2. ศศิพัชร์ เมฆรา (2560) นิเวศวิทยาวัฒนธรรมกันการจัดการทรัพมากรชมชนหมู่บ้านอา ข่าสองแควพัฒนา เทศบาลตำบลแม่ผาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

3.ไกรสิทธิ์ จามรจันทร์สาขา และคณะ (2564) A comparison of Rilual Performing by

Traditional Akha and Akha People on Doi Pha Mee for a Year Chiang Rai Province,

4. Wang, J. (2013). Sacred and Contested Landscapes: Dynamics of Natural Resource Management by Akha People in Xishuangbanna.

เรื่อง: อาดัง อาจอ
บรรณาธิการ: ณฐาภพ สังเกตุ