ICH กับชนเผ่าพื้นเมือง

คนส่วนใหญ่มักจะรู้จัก “มรดกโลก” ที่มีชื่อเต็มว่า อนุสัญญาเกี่ยวกับการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก (Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) ซึ่ง องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาดังกล่าวได้นำเสนอและได้รับการจารึกหลายเรื่องทั้งที่เป็นมรดกทางธรรมชาติและที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม มีเสียงเล่าลือกันในบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองว่า มรดกทางวัฒนธรรมไม่ได้มีแต่สิ่งอลังการงานสร้างเท่านั้น ยังมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่ใหญ่โตมโหฬาร แต่เป็นวิถีชีวิตโดยเฉพาะวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกที่ถูกมองข้ามไป นอกจากนี้ การจารึกมรดกโลกทางธรรมชาติในหลายประเทศที่ผ่านมา มักประสบข้อติเตียนว่า การปฏิบัติของรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ฉบับนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองจนไม่สามารถดำรงวิถีชีวิตตามประเพณีของตนได้ ทำนองเดียวกับกรณี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่ได้อยู่อาศัยในพื้นที่มาเป็นร้อย ๆ ปี

            ในเวลาต่อมา UNESCO ได้ตระหนักในความจริงที่ว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ คือ ระบบภูมิปัญญาและทักษะในด้านต่าง ๆ ของวิถีชีวิตที่มีการสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่องและยังมีชีวิตอยู่ จึงได้ประกาศใช้ อนุสัญญาเพื่อการพิทักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ในปี พ.ศ. 2546 ที่นิยมเรียกกันโดยย่อว่า อนุสัญญา ICH ซึ่งมักจะมีข้อสงสัยกันว่า ICH ที่ได้รับการจารึกในระดับนานาชาตินั้นล้วนแต่เป็นวัสดุ เครื่องมือ เครื่องใช้ที่มองเห็นจับต้องได้ทั้งนั้น แท้จริง มรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่อง ระบบภูมิปัญญา ความทรงจำ และทักษะอันมีลักษณะเป็นนามธรรมที่ต้องแสดงออกทางรูปธรรมที่มองเห็น ได้ยิน หรือจับต้องได้ อาทิเช่น ผ้าและลวดลายบนผืนผ้า ตำรับอาหาร บทเพลง และบทสวด เป็นต้น

            สิ่งที่คนส่วนมากมิได้ตระหนักถึงความเกี่ยวข้องระหว่าง ICH กับชนเผ่าพื้นเมือง สะท้อนอยู่ในส่วนหนึ่งของอารัมภบทอนุสัญญาฯ ดังนี้:

‘รับรู้ว่าชุมชน โดยเฉพาะชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง และในบางกรณี บุคคลผู้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองมีบทบาทสำคัญในการผลิต พิทักษ์รักษา ธำรงไว้และสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ ดังนั้น จึงช่วยเพิ่มพูนความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์’

และในอารัมภบทเดียวกัน ยังกล่าวว่า ‘พิจารณาบทบาทอันหาค่ามิได้ของมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ในฐานะที่ชักนำมนุษยชาติเข้าหากันใกล้ชิดยิ่งขึ้นและให้แน่ใจในการแลกเปลี่ยนและความเข้าใจในหมู่พวกเขา’ เราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นข้อความสำคัญของอนุสัญญา ICH

            คำถามถัดมาคือ อะไรบ้างที่จัดเป็น ICH ในมุมมองของอนุสัญญาฯ เอกสารอนุสัญญา ICH ได้จำแนกระบบภูมิปัญญาออกเป็น 5 กลุ่มประเภท (Domains) ดังนี้:

  1. ธรรมเนียมและการแสดงออกทางมุขปาฐะ รวมทั้งภาษาในฐานะที่เป็นพาหะแห่งมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
  2. ศิลปะการแสดง
  3. ปฏิบัติการทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล
  4. ภูมิปัญญาและการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล
  5. ช่างฝีมือตามประเพณี

            จึงเห็นได้ว่าบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มต่าง ๆ ล้วนมีมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้เหล่านี้หล่อเลี้ยงและสืบทอดกันมาหลายชั่วคนจนเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มตนจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ตำนานประวัติบอกเล่าของกลุ่ม บทสวดต่าง ๆ บทเพลงและดนตรี งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และประเพณีสำคัญต่าง ๆ เป็นต้น

            อย่างไรก็ตาม การขึ้นทะเบียนจารึกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ของ UNESCO มีเงื่อนไขว่า ICH นั้นจะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนในระดับชาติของรัฐภาคีก่อน จึงจะสามารถนำเสนอขึ้นสู่ระดับนานาชาติได้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญา ICH เมื่อปี พ.ศ. 2559 และในปีเดียวกันนี้เองได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 อันที่จริง กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เริ่มขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ก่อนที่จะได้มีพระราชบัญญัติฯดังกล่าวแล้ว นับถึงปี พ.ศ. 2562 มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติได้รับการขึ้นทะเบียนไปแล้วทุกกลุ่มประเภท รวมทั้งสิ้น 354 รายการ ส่วนที่นำเสนอและได้รับการประกาศจารึกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ของมนุษยชาติ ที่ประกาศจารึกโดย UNESCO มี 3 รายการ ได้แก่ โขน นวดไทย และโนรา ส่วนมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยที่ถึงแม้จะมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตตามประเพณี หรืออยู่ในภาวะวิกฤติยังคงจะต้องรอไปอีกโดยไม่อาจคาดเดาเวลาได้ที่จะได้รับการนำเสนอขึ้นสู่การพิจารณาในระดับนานาชาติเพื่อการจารึกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ของมนุษยชาติต่อไป

            ในกระบวนการขึ้นทะเบียนจารึกเพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ของมนุษยชาติ อนุสัญญา ICH ได้ระบุเงื่อนไขที่ให้ความสำคัญต่อภาคประชาชน ดังนี้:

  • อนุสัญญา ICH มาตรา 15 กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่ม และปัจเจกบุคคล ว่า ‘ภายในกรอบของกิจกรรมพิทักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ แต่ละรัฐภาคีจักต้องพยายามให้แน่ใจในการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของชุมชน กลุ่ม และปัจเจกบุคคลในโอกาสที่เหมาะสม ที่สร้างสรรค์ ธำรงไว้ และถ่ายทอดมรดกดังกล่าว และนำพวกเขาเข้าร่วมในการจัดการอย่างแข็งขัน
  • อนุสัญญาฯนี้เน้นหลักการของ การให้ความเห็นชอบโดยอิสระ ล่วงหน้า และได้รับการบอกแจ้ง (Free, prior, and informed consent) ดังที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร “แนวทางการดำเนินงานสำหรับการดำเนินงานของอนุสัญญาเพื่อการพิทักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้”(Operational Directives for the Implementation of the Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ที่กล่าวว่า ‘รายการได้ถูกเสนอชื่อตามการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ของชุมชน กลุ่ม หรือหากเป็นไปได้ บุคคลที่เกี่ยวข้องและด้วยความเห็นชอบโดยอิสระ ล่วงหน้า และได้รับการบอกแจ้งของพวกเขา’ อีกทั้งยังปรากฏในเอกสาร “จรรยาบรรณและมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้” (Ethics and Intangible Cultural Heritage) ที่กล่าวถึง ‘ความร่วมมือ การเสวนา การต่อรอง และปรึกษาหารือกันอย่างโปร่งใส และโดยสุดแล้วแต่ความเห็นชอบโดยอิสระ ล่วงหน้า ยั่งยืน และได้รับการบอกแจ้งของพวกเขา

            ดังนั้น การจัดทำบัญชีรายการ (Inventory) ถึงแม้จะจัดทำได้ดี แต่หากขาดองค์ประกอบสองส่วนดังกล่าว ได้แก่ การมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ของชุมชน กลุ่ม และบุคคล และ การให้ความเห็นชอบโดยอิสระ ล่วงหน้า และได้รับการบอกแจ้งของพวกเขา UNESCO จะไม่รับพิจารณาการเสนอชื่อรายการนั้นเลย

            ด้วยเหตุผลเหล่านี้ บทความนี้จึงขอสนับสนุนให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มต่าง ๆ ศึกษากระบวนการการจัดทำบัญชีรายการ โดยปรึกษาหารือร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เพื่อนำเสนอบัญชีรายการวัฒนธรรมของตนให้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และด้วยความหวังว่ารายการทางวัฒนธรรมของพวกเขาจะได้รับการเสนอชื่อขึ้นสู่ความเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ของมนุษยชาติสักวันหนึ่งในอนาคต