
คลิปแนวตั้ง ฉลากสินค้าและแนวกันไฟ กว่า 2 ปีที่ 4 ชุมชนปกาเกอะญอ-ม้งร่วมค้นหา ‘มรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน’ ในบ้าน ตกผลึกองค์ความรู้ชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อพิสูจน์ให้ภาคนโยบายเห็นว่า ขอเพียงเปิดพื้นที่ให้ ชนเผ่าพื้นเมืองก็พร้อมร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
โดย ณิชา เวชพานิช
กว่าสองปีที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทำงานคู่กับสี่ชุมชนปกาเกอะญอและม้งใน จ.เชียงใหม่ เพื่อค้นหา ‘มรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน’ ผลลัพธ์งานวิจัยที่ทำให้พวกเขายิ้มแป้นคือ คลิปแนวตั้งความยาว 1.59 นาทีบนเฟซบุ๊ก
คลิปสั้นตีความจากคำถามประกวดผลิตสื่อ…บทท้าทายเล็กๆ ในโครงการวิจัยที่ให้คนในชุมชนสร้างสื่อนำเสนอเรื่องราวจากบ้าน “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อจิตวิญญาณเริ่มหิวโหย” คลิปสั้นฝีมือสามหนุ่มบ้านแม่ยางห้า ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง ฉายภาพการทำงานศิลปะจากดินเหนียวและวาดรูปด้วยสีสันจากธรรมชาติ
คลิปแนวตั้งนี้สรุปหัวใจของโครงการวิจัยได้เป็นอย่างดี “นโยบายบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่คำนึงถึงมรดกทางสิ่งแวดล้อม : แรงผลักดันจากปฏิบัติการของชนพื้นเมืองในประเทศไทย” โครงการวิจัยแบบมีส่วนร่วมที่ภาคสังคมศาสตร์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำระหว่างปี 2567-2569 เพื่อชวนชุมชนตีความคุณค่าองค์ความรู้ของตนที่ผูกพันกับธรรมชาติ

มรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน
อ.ไอซ์ – ดร.นวพร สุนันท์ลิกานนท์ ตัวแทนโครงการวิจัยเล่าว่า โครงการเริ่มต้นด้วยนำแนวคิดทางสังคมศาสตร์เรื่อง ‘มรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน’ (Everyday Environmental Heritage: EEH) ไปชวนชุมชนคุยเพื่อทำความเข้าใจและหาความหมายที่คนในชุมชนกับคนภายนอกมีร่วมกัน
แนวคิดนี้หมายถึง องค์ความรู้ ทักษะหรือวัฒนธรรมที่คนในพื้นที่ยังคงปฏิบัติอยู่เป็นชีวิตประจำวัน ขณะที่เป็นมรดกอันมีคุณค่าในการดูแลระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อสังคมวงกว้าง โดยส่งต่อระหว่างรุ่นสู่รุ่น
ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองต่างมีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณในธรรมชาติ ทั้งผีน้ำและอาณาเขตป่าศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ใช้ชีวิตอย่างเคารพและคงสมดุลกับธรรมชาติ แต่วิถีเหล่านี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อคนรุ่นใหม่ไปเรียนหรือทำงานในเมือง
“คำว่า ‘มรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน’ มันหานิยามที่นิ่งไม่ได้ แต่มันอยู่ในลักษณะความรู้ความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของตัวเอง ไม่ได้แช่แข็งและเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อให้ยังดำรงอยู่เหมาะกับสภาพสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน” อ.ไอซ์เล่า
เมื่อทีมวิจัยกับชุมชนค้นพบ ‘ของดี’ ในพื้นที่เข้าข่ายแนวคิดนี้แล้ว ชุมชนจึงเลือกว่า หากมีงบประมาณสนับสนุน อยากทำอะไร
พวกเขาตกลงกันว่าจะแบ่งงานออกเป็นสามส่วน ส่วน 1) ส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ส่วน 2) ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามประเพณีของชุมชน และส่วน 3) เปิดกว้างให้แต่ละชุมชนออกแบบเอง ซึ่งออกมาเป็นการผลิตสื่อออนไลน์โดยคนรุ่นใหม่และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
โจทย์วิจัยคุณค่าทางเศรษฐกิจ พวกเขาได้จัดทำฉลากสินค้าเล่าเรื่องของดีในชุมชน ชื่อหมู่บ้าน ‘แม่ยาง’ เป็นคำเรียกผู้หญิงปกาเกอะญอสมัยก่อน แบรนด์เลยออกมาเป็นแม่ยาง 5 คนถือตะกร้าสตอเบอรี่และกาแฟ
“มันมาอย่างธรรมชาติมากเลย ค่อยๆ ถามว่าใครสนใจไหม แล้วเรามีงบส่วนหนึ่ง เรามีผู้ช่วยนักวิจัยหนึ่งคน ซึ่งเป็นคนในชุมชน และมีนักวิจัยภาคสนามจากมหาวิทยาลัยเข้าประกบเป็นคนอำนวยการเรียนรู้ การใช้งบแต่ละครั้งต้องผ่านการตกลงร่วมกันจากคณะกรรมการหรือพ่อหลวง”

เปิดให้ชุมชนร่วมจัดการทรัพยากร
ในงานส่วน “การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามประเพณี” ชุมชนทั้งสี่ต่างนึกถึงกิจกรรมที่ชุมชนทำกันสม่ำเสมอ นั่นคือระดมคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทำแนวกันไฟ แม้ภาครัฐจะสนับสนุน แต่งบประมาณยังมาถึงน้อย ชุมชนจึงเสนอไอเดียสานต่อตรงนี้
ถึงแม้ชนเผ่าพื้นเมืองจะเป็นคนด่านหน้าช่วยรักษาป่าไม้ แต่กฎหมายอนุรักษ์มักจะบีบวิถีชีวิตพวกเขาให้หายใจไม่ออก ระหว่างทางทำโครงการวิจัย ก็มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยบังเอิญ เมื่อไทยเตรียมประกาศใช้ ‘พ.ร.ฎ.ป่าอนุรักษ์’ กฎหมายลูกของพ.ร.บ.อุทยานและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยจะอนุญาตให้ประชาชนที่ร่วมโครงการสามารถทำกินในพื้นที่อุทยานชั่วคราวไม่เกิน 20 ปี และกำหนดไว้ที่ 20 ไร่/ครอบครัว ก่อนโยกย้ายถิ่นฐานออก
กฎหมายฟังดูเหมือนจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งป่าทับคนที่มีมานาน แต่แท้จริงแล้ว อาจทำให้ชุมชนมากมายต้องโยกย้ายออกจากที่ดินบรรพบุรุษ คนในชุมชนม้งในโครงการวิจัยบางคนยังออกมาชุมนุมคัดค้านกฎหมายที่ศาลาการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับชนเผ่าพื้นเมืองกว่าหมื่นคน
แรงขับเคลื่อนของชุมชนนี้แสดงให้เห็นรากของปัญหานโยบายอนุรักษ์ในไทยที่มีลักษณะ ‘บนลงล่าง’ ทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองไม่มั่นคงในที่ดินและบั่นทอนการร่วมอนุรักษ์ทรัพยากร เมื่อ 14 มกราคม 2569 โครงการวิจัยจึงได้จัดงานเสวนาประมวลข้อเสนอสู่ภาคนโยบาย ณ สวนอัญญา จ.เชียงใหม่
“ชุมชนมีมรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันที่พร้อมช่วยรัฐไทยดูแลสิ่งแวดล้อม ในระดับปฏิบัติการ หน่วยงานป่าไม้และสำนักงานป้องกัน-ควบคุมไฟป่าในพื้นที่สามารถเร่งสอบทานที่ดินรายแปลงกับชุมชน เพื่อเปลี่ยนสถานะชุมชนจาก ‘ผู้บุกรุกป่า’ เป็น ‘ผู้ร่วมจัดการ’ งานวิจัยสรุป
“ด้านหน่วยงานปกครองท้องถิ่นยังสามารถส่งเสริมการพัฒนาฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนและท่องเที่ยวเชิงนิเวศ”
ในด้านกฎหมายนั้น แนวคิดมรดกสิ่งแวดล้อมยังสามารถช่วยเติมเต็มกฎหมายในไทย โดยสามารถบูรณาการแนวคิดนี้เป็นเครื่องมือจัดการทรัพยากร อย่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ ซึ่งประกาศใช้แล้ว และร่างกฎหมายใหม่ ที่ได้รับการผลักดันในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ พ.ร.บ. โลกร้อน กับ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด
กฎหมายอากาศสะอาดที่ใกล้ผ่านในสภา ทำให้หลายคนกังวลว่าจะยิ่งผลักให้ชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีวัฒนธรรมเผาไร่หมุนเวียนเป็นแพะรับบาปการก่อมลพิษ ทว่าหนึ่งในทีมออกแบบกฎหมายอย่างดร.อชิชญา อ๊อตวง ยืนยันว่า ทีมงานได้คำนึงถึงเรื่องนี้ โดยนำความรู้ชนเผ่าพื้นเมืองไปเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบกฎหมาย
“การพิจารณากติกาห้ามเผาต้องผ่านระดับจังหวัด โดยต้องคำนึงถึงเงื่อนไขทางวัฒนธรรมในพื้นที่ กฎหมายยังส่งเสริมมาตรการให้ผู้บริโภคช่วยแบกรับต้นทุนของสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการเผา ไม่ใช่ผลักให้เกษตรกรต้องแบกฝ่ายเดียว”

ความรู้จากล่างสู่โลก
นอกจากระดับประเทศแล้ว ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมืองยังเข้าไปช่วยทำงานในนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับสากลได้
‘พี่เจียม’ กิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ชนเผ่าอิ้วเมี่ยน หนึ่งในที่ปรึกษางานวิจัยมรดกสิ่งแวดล้อม ยังเป็นตัวแทนนำประสบการณ์ไปแลกเปลี่ยนในกลไก ‘LCIPP’ (อ่านว่าแอลซิบ) ซึ่งเป็นกลไกทางการของชนเผ่าพื้นเมืองในการผนวกความรู้ชนเผ่าสู่กรอบการทำงานโลกร้อนของยูเอ็น อันประกอบด้วยรัฐภาคีกว่า 190 ประเทศ (UNFCCC)
แอลซิบประกอบด้วยคณะกรรมการทำงานจำนวน 14 คน โดยมีสัดส่วนระหว่างผู้แทนรัฐบาลและชนเผ่าพื้นเมืองในจำนวนที่เท่ากัน มีวาระดำรงตำแหน่งสองปี พี่เจียม ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการเล่าว่า ชนเผ่าพื้นเมืองได้สู้ผลักดันให้เกิดพื้นที่นี้มานาน
แอลซิบทำงานต่อเนื่องตลอดปีและจัดกิจกรรมในช่วงการประชุมโลกร้อนระหว่างประเทศ ซึ่งประชุม COP30 ปลายปี 2568 เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของชนเผ่าพื้นเมืองที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโลกร้อน ยิ่งการประชุมจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล ที่ตั้งของผืนป่าอะเมซอน ผืนป่าเขตร้อนผืนใหญ่สุดท้ายในโลกและบ้านของชนเผ่าพื้นเมืองหลายร้อยชาติพันธุ์
“การมีส่วนร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองที่บราซิลค่อนข้างก้าวหน้า เพราะได้รับการรับรองที่ดินจากทางรัฐ (demarcation) แต่ก็ยังไม่ได้ดีที่สุด เห็นได้จากกรณีรัฐบาลบราซิลตั้งกระทรวงว่าด้วยชนเผ่าพื้นเมือง แต่กระทรวงนี้กลับไม่ฟังเสียงเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองเก่าที่ทำงานมากว่า 10–20 ปี จึงเกิดความตึงเครียดว่ารัฐพยายามสร้าง ‘ตัวแทน’ ของชนเผ่าขึ้นมาเอง โดยไม่เคารพกลไกที่มีอยู่เดิม” พี่เจียมเล่า
เขาย้ำว่าปัญหาที่ชนเผ่าพื้นเมืองในไทยก็เป็นผลพวงจากนโยบายอนุรักษ์สากล ดังนั้นการเปิดพื้นที่นโยบายให้ความรู้ชนพื้นเมือง ทั้งในระดับประเทศและโลกจึงสำคัญมาก