นโยบายป่าไม้–ที่ดิน ในศึกเลือกตั้ง 2569 เมื่อพรรคการเมือง-ติดกับดักนโยบายจัดการพื้นที่-โดยใช้รัฐเป็นศูนย์กลาง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ได้ชวนนักวิชาการ และแกนนำชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมวิพากษ์นโยบายพรรคการเมืองกับการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินของชนเผ่าพื้นเมือง ภายใต้หัวข้อ IMN Live Spacial EP.#22  “เกาถูกที่คันไหม? นโยบายป่าไม้ที่ดิน ในศึกเลือกตั้ง 2569”

IMN Live Spacial EP.#22 หัวข้อ: “เกาถูกที่คันไหม? นโยบายป่าไม้–ที่ดิน ในศึกเลือกตั้ง 2569”

บทสนทนาเริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน เพราะปัญหาป่าไม้และที่ดินของไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ และแก่นของปัญหาแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

เมื่อกฎหมายไม่รับรองการมีอยู่ของชุมชน ความไม่มั่นคงจึงดำรงอยู่

จันทนี พิเชฐกุลสัมพันธ์ หัวหน้าฝ่ายงานสิ่งแวดล้อม สมาคม IMPECT บอกว่า ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวันที่ทำงานภาคสนามอย่างจริงจัง เธอแทบไม่เห็นพัฒนาการเชิงโครงสร้างของการแก้ปัญหาป่าไม้และที่ดินของรัฐไทย

อย่างเช่นช่วงหลังปี 2540 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่นโยบายด้านป่าไม้ถูกขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะแนวคิดที่ผลักคนออกจากพื้นที่ป่า แต่คำถามพื้นฐานที่สุดกลับไม่เคยมีคำตอบชัดเจน — เมื่อให้ออกจากป่าแล้ว คนเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน

“ในพื้นที่จึงเกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านในชุมชน”

จันทนี พิเชฐกุลสัมพันธ์ หัวหน้าฝ่ายงานสิ่งแวดล้อม สมาคม IMPECT ภาพจากรายการ: IMN Live Spacial EP.#22 หัวข้อ: “เกาถูกที่คันไหม? นโยบายป่าไม้–ที่ดิน ในศึกเลือกตั้ง 2569”

จันทนีมองว่า ทั้งที่ชุมชนจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่มาก่อนการประกาศใช้กฎหมายป่าไม้ แต่กลับไม่ถูกยอมรับให้มีสิทธิอยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผลของการไม่รับรองสิทธิ ทำให้ผู้คนจำนวนมากตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวและไม่มั่นคงต่ออนาคตของตนเอง แม้จะอยู่มาก่อนกฎหมาย แต่ก็ยังเผชิญกับการถูกรื้อถอนที่ดินและที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในช่วงยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาตรการด้านป่าไม้ถูกบังคับใช้อย่างเข้มข้น

“บางคนข้าวพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไปตัดข้าวทิ้ง ซึ่งข้าวคือหัวใจของคนชนเผ่า”

นี่คือสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเจอในยุคที่บ้านเมืองไม่มีประชาธิปไตย ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

อย่างไรก็ดีจันทนีกล่าวว่า แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ก็ใช่ว่ารัฐบาลพลเรือนเหล่านั้นจะเข้าใจปัญหาเรื่องที่ดินที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน

ยกตัวอย่างในปี 2548 มีความพยายามสร้างทางออกผ่านกระบวนการจัดการอย่างมีส่วนร่วม หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือโครงการที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายนำปัญหาที่ดินมาพูดคุยร่วมกัน โดยลดบทบาทของกฎหมายลงชั่วคราว และให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

“แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด ทุกอย่างก็หยุดลง ไม่มีการต่อยอดหรือขยายผล”

ตัวอย่างดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การจัดการป่าอย่างยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากรัฐยังยึดหลักว่าตนเองต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการอยู่ตลอดเวลา ตัวเลขพื้นที่ป่าที่ลดลงสะท้อนชัดว่า รูปแบบการรวมศูนย์อำนาจไม่ประสบความสำเร็จ

“ป่าจะอยู่ได้ ต้องให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมและเป็นผู้จัดการร่วม”

ข้อเสนอหนึ่งที่จันทนีกล่าวในรายการคือ “โฉนดชุมชน” เพื่อแก้ปัญหาการสูญเสียที่ดินจากระบบโฉนดส่วนบุคคล ที่ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเสียที่ดินให้กับธนาคารและนายทุน แต่ในทางปฏิบัติ ช่องทางที่ชุมชนในเขตป่าจะมีสิทธิในที่ดินอย่างแท้จริงยังแทบไม่ปรากฏ เนื่องจากกฎหมายหลายฉบับยังซ้อนทับกัน โดยเฉพาะกฎหมายป่าไม้

ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการพยายามออกแบบกลไกแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ เช่น การประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หรือนโยบาย คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) เป็นต้น ก็ยังไม่สามารถทำให้กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง สามารถดำรงชีวิตของตนเองได้อย่างปกติสุข เพราะข้อบังคับในกฎหมายป่าไม้ที่เคร่งครัด และไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขายังคงค้ำคออยู่

ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ทำได้คือการสร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชน ทำให้การจัดการทรัพยากรของชุมชนเป็นรูปธรรมมากที่สุด แม้จะยังไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน แต่เป็นการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าที่ชุมชนกำลังเผชิญอยู่

“การเลือกตั้งครั้งนี้ มองจากนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่เห็นช่องทางใดที่จะสามารถแก้ไขปัญหาชุมชนในเขตป่าได้”

เสียงจากจันทนีสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาป่าไม้–ที่ดิน ไม่ใช่เพียงเรื่องเส้นเขตหรือเอกสารสิทธิ แต่คือการที่รัฐยังไม่ยอมรับการมีอยู่ และศักยภาพในการจัดการของชุมชน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่พรรคการเมืองในศึกเลือกตั้ง 2569 ยังมองไม่เห็นและยังไปไม่ถึง เมื่อพรรคการเมืองยังติดกับดักอยู่กับการจัดการพื้นที่ ซึ่งให้รัฐเป็นคนกำหนดรูปแบบ มิใช่ชุมชนผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ร่วม

เมื่อ “ป่าปลอดคน” ยังเป็นแกนคิดของรัฐ สิทธิชุมชนจึงยังไม่เกิดจริง

จากเสียงภาคสนามข้างต้น ดร.สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านวนศาสตร์ชุมชน อดีตอาจารย์ประจำคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ขยายความปัญหาการจัดการป่าไม้และที่ดินของไทย ว่าไม่ได้อยู่ที่การขาดนโยบายหรือกลไกจัดการปัญหา แต่คือชุดความรู้ที่รัฐใช้กำหนดกฎหมายและนโยบาย ซึ่งไม่เคยมองชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของป่า

แม้ในหลายพื้นที่จะมีความพยายามสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม แต่กลับไม่ต่อเนื่อง เพราะถูกครอบด้วย “ชุดความรู้” ที่รัฐใช้ในการออกแบบกฎหมายป่าไม้มาอย่างยาวนาน ชุดความรู้นี้มองว่า ป่าที่ดีและสมบูรณ์ต้องเป็นป่าที่ไม่มีคน

“ความรู้การจัดการป่าของเมืองไทย ยังมองว่าป่าที่สมบูรณ์ต้องไม่มีคน”

ดร.สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านวนศาสตร์ชุมชน อดีตอาจารย์ประจำคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาพจากรายการ: IMN Live Spacial EP.#22 หัวข้อ: “เกาถูกที่คันไหม? นโยบายป่าไม้–ที่ดิน ในศึกเลือกตั้ง 2569”

โดยแนวคิดดังกล่าวเป็นความรู้ที่รัฐไทยรับมาจากตะวันตก และใช้เป็นฐานในการควบคุมทรัพยากร โดยเฉพาะโมเดลการจัดการป่าอนุรักษ์ที่แยกคนออกจากระบบนิเวศ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ที่มีชุมชนอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่ามาก่อนการก่อตั้งรัฐสมัยใหม่

ตั้งแต่ปี 2439 ที่มีการตั้งกรมป่าไม้ ชุดความรู้นี้ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่อง และถูกผลิตซ้ำผ่านระบบการศึกษาและหลักสูตรวนศาสตร์ โดยมองคนในท้องถิ่นเป็นภัยต่อป่า มากกว่าผู้ดูแลทรัพยากร

อีกชุดความรู้ที่สำคัญคือ การมองว่าป่าเป็นของรัฐ และรัฐมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการจัดการ สิทธิของชุมชนจึงไม่ถูกบรรจุอยู่ในการออกแบบกฎหมาย แม้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 จะเริ่มรับรองสิทธิชุมชน

“มันไม่สามารถนำสองสิทธิ (สิทธิในกฎหมายป่าไม้และสิทธิชุมชน) มาอยู่ในระนาบเดียวกันได้ เพราะในภาคของป่าไม้ ยังไม่ได้ยอมรับสิทธิร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง”

อคติของรัฐที่มีต่อชุมชนบนพื้นที่สูง ถูกผลิตซ้ำผ่านวาทกรรมด้านความมั่นคง เช่น การกล่าวหาว่าชาวเขาทำลายป่า ส่งผลให้รัฐจัดสรรทรัพยากรให้เอกชนมากกว่าชุมชนตลอดกว่าร้อยปีที่ผ่านมา    

ในเชิงนโยบาย ดร.สุรินทร์เห็นว่า กลไกอย่างโฉนดชุมชนจะไม่สามารถทำงานได้ หากสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญยังไม่ถูกทำให้เป็นจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ที่กฎหมายเปิดช่องให้รัฐไม่ต้องเคารพสิทธิชุมชน โดยอ้างเหตุด้านความมั่นคง

ข้อมูลจาก Land Watch Thai ที่ ดร.สุรินทร์นำมาแสดงชี้ให้เห็นว่า ที่ดินที่เป็นป่าไม้ มีอยู่ประมาณ 137 ล้านไร่ โดยพื้นที่ที่มักมีชุมชนอาศัยอยู่ร่วมกันคือที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 60 ล้านไร่, และที่ดินป่าอนุรักษ์ (เขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพรรณสัตว์ป่า) 68 ล้านไร่  สองพื้นที่ตรงนี้รัฐบาลพยายามทำนโยบาย One Map ปรับพื้นที่ของการเหลื่อมซ้อนกันระหว่างพื้นที่ของรัฐ ให้ใช้เส้นแบ่งเดียวกัน แต่แนวทางอย่างนโยบาย One Map กลับเป็นการจัดการกันเองของหน่วยงานรัฐ โดยแทบไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ดร.สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านวนศาสตร์ชุมชน อดีตอาจารย์ประจำคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาพจากรายการ: IMN Live Spacial EP.#22 หัวข้อ: “เกาถูกที่คันไหม? นโยบายป่าไม้–ที่ดิน ในศึกเลือกตั้ง 2569”

อีกหนึ่งนโยบายที่ถูกนำมาใช้ในการจัดการปัญหาที่ดินคือ นโยบาย คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) เป็นแนวทางการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบ “แปลงรวม” โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์แต่ให้สิทธิทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แม้ทุกพรรคการเมืองจะพยายามใช้คทช. เป็นแม่บทในการแก้ไขปัญหา แต่ดร.สุรินทร์ มองว่ายังเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

“มันยังเกลาไม่ถูกที่คัน แก้ไขปัญหายังไม่ถูกจุด”

เพราะกลไกใน คทช. เป็นเพียงการ “อนุญาตให้อยู่” ภายใต้เงื่อนไขของรัฐ ไม่ใช่การรับรองสิทธิชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งย้อนกลับไปถึงรากเหง้าของปัญหา คือรัฐยังไม่ยอมรับสิทธิของชุมชนในการอยู่ในพื้นที่ป่า

ดร.สุรินทร์ชี้ว่า หากรัฐยังไม่เพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนของชุมชนออกจากพื้นที่ป่า สิทธิชุมชนก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ต่อให้มี พ.ร.บ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หรือแผนแม่บทต่างๆ สิทธิเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

“ต้องเพิกถอนที่ดินทับซ้อนของชุมชนออกไปจากพื้นที่ป่า ไม่งั้นแล้วชุมชนก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมการกำกับของกฎหมายป่าอนุรักษ์ต่อไป”

ดร.สุรินทร์ชี้ว่าในระยะยาว การสถาปนาสิทธิในที่ดินชุมชนให้เท่าเทียมกับสิทธิของรัฐและเอกชน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 จะช่วยให้เกิดความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา

“8 กุมภานี้ต้องไปลงชื่อร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่” ดร.สุรินทร์กล่าวสรุป “เพื่อที่จะทำให้สิทธิชุมชน ถูกสถาปนาขึ้นจริงๆ”

IMN Live Spacial EP.#22 หัวข้อ: “เกาถูกที่คันไหม? นโยบายป่าไม้–ที่ดิน ในศึกเลือกตั้ง 2569” วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 19.00 – 20.00 น.

เพราะท้ายที่สุดแล้ว พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ อาจเป็นหมุดหมายสำคัญในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอดีตอาจารย์วนศาสตร์ อย่างดร.สุรินทร์มองว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการปฏิรูปกฎหมายป่าไม้ทั้งระบบ ผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ

          ซึ่งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทยครั้งที่ 28 แล้ว ยังเป็นวันเดียวกันกับการออกเสียงลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย สามารถอ่านบทความ 8 กุมภา ทำไมการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ