โลกสองใบของเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง: — บ้านในป่ากับโรงเรียนในเมือง

“เป็นความกดดัน ที่ต้องทั้งอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่า และปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่”

“ผู้ใหญ่ควรปล่อยวางอดีตที่เคยเป็นมา โลกเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่วัยของเราเจอกับสิ่งที่ผู้ใหญ่เคยเจอ สถานการณ์มันคนละอย่างกัน”

“รู้สึกติดอยู่ตรงกลางระหว่างบ้านกับเมือง อยู่ในเมืองมีแต่เรื่องเครียดไม่มีความสุข แต่พอกลับบ้านก็ไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น”

“ผมกับพ่อไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน เรารู้ว่าเขาต้องไปทำงานเพื่อต่อสู้เพื่อพี่น้องชาติพันธุ์”

เสียงเหล่านี้คือตัวแทนเสียงความกดดันที่กลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ต้องเผชิญ เมื่อชีวิตเกิดมาในชุมชนที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ตนเอง แต่ต้องเติบโตขึ้นมาและใช้ชีวิตวัยเรียนในเมือง ที่บอกพวกเขาต้องปรับตัวให้สอดรับกับค่านิยมของโลกสมัยใหม่

โลกสองใบของเยาวชนชาติพันธุ์จึงเกิดขึ้น ร่วมหาความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ และทำความเข้าใจเรื่องราวชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ Gen Z  ถึงสิ่งที่พวกเขาต้องแบกรับทั้งการเป็นตัวแทนคนรุ่นต่อไปในการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง และการปรับตัวสร้างชีวิตบนโลกสมัยใหม่

‘หนูรักในความเป็นชนเผ่า แต่ความคาดหวังทำให้หนูกดดัน’

ฟ้า พรเจริญ เสริมมติวงศ์ ชาติพันธุ์ม้ง จากหมู่บ้านกองซาง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ แบ่งปันเรื่องราวของเธอให้ IMN ฟังว่า สมัยวัยรุ่นชีวิตในชุมชนของเธอนั้นแสนเรียบง่าย ตื่นเช้าเข้าสวนไปทำงานกับแม่ เสร็จงานก็กลับมาวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ในชุมชน ได้เป็นตัวของตัวเอง ได้ใช้ภาษาแม่ เป็นชีวิตที่เรียบง่ายและอบอุ่น

จนกระทั่งฟ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย ปัจจุบันเธอเรียนคณะพัฒนาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กำลังขึ้นชั้นปีสุดท้าย ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง ฟ้าอธิบายชีวิตในเมืองของเธอให้ IMN ฟังว่า

“ชีวิตในเมืองต้องปรับตัวตลอดเวลา ต้องเข้าสังคม ต้องแข่งขัน ต้องตามให้ทันว่าแต่ละวันมีอะไรใหม่ๆ คอยคุยกับเพื่อนให้รู้เรื่อง”

ฟ้า พรเจริญ เสริมมติวงศ์ เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

ฟ้าบอกว่าเธอชอบชีวิตทั้งสองสถานที่ แต่เป็นความชื่นชอบคนละแบบ อยู่ที่บ้านเธอสบายใจที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องคอยสร้างตัวตนใหม่ให้ใครมายอมรับ ในขณะที่ชีวิตในเมืองก็ชอบไปอีกแบบ เพราะได้ลองทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

“หนูได้แต่งตัว ได้เข้าสังคมเจอเพื่อนใหม่ ที่ได้เรียนรู้ว่ามีคนอีกมากมายที่เติบโตมาต่างจากเรา”

นั่นทำให้ฟ้าวางแผนว่าเมื่อเรียนจบเธออยากทำงานอยู่ในเมือง เพราะยังคงรู้สึกตื่นเต้น และอยากหาประสบการณ์ใหม่ในโลกภายนอก  แต่การเข้ามาอยู่ในเมืองก็ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับที่บ้านเปลี่ยนไป ฟ้าเล่าว่ามันกลายเป็นความรู้สึกห่างเหิน จากวิถีชีวิตแบบเดิม หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับครอบครัวที่ไม่ได้สนิทกันเหมือนเก่า ฟ้ากล่าวมาคำหนึ่งว่า เธอได้กลายเป็น ‘แขกผู้มาเยือนที่กลับบ้านไปทุกครั้ง’

“เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยเล่าให้ที่บ้านฟังเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้เล่า ไม่ค่อยสนิทเท่าเดิม แต่ยังโทรคุยกันบ้าง”

นอกจากนี้ฟ้ายังคงต้องเผชิญกับแรงกดดัน ที่เธอยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วเธอชอบหรืออยากทำอะไร ซ้ำยังต้องมาแบกรับความคาดหวังของสังคมชาติพันธุ์ ที่อยากให้คนรุ่นเธอเป็นผู้สานต่อวัฒนธรรม ไม่ให้อัตลักษณ์ของชนเผ่าหายไป 

“ความคาดหวังหลายด้านมาตีกัน ทำให้สับสนว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร” ฟ้ากล่าว “ สังคมมักจะคอยถามว่าเรียนจบแล้วจะทำอะไร ส่วนงานเยาวชนชาติพันธุ์ ก็คาดหวังให้เราเป็นผู้นำทางวัฒนธรรม”

ฟ้ากล่าวทิ้งท้ายว่า เธอไม่เคยคิดที่จะปิดบังหรือรังเกียจอัตลักษณ์ความเป็นชนเผ่าของเธอ แต่พอมีคนมาคาดหวังให้ทำตามที่พวกเขาต้องการ แม้จะเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจอยากทำอยู่แล้ว แต่ความกดดันที่เข้ามา ทำให้เธออดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เธออยากทำสิ่งนั้นจริงหรือไม่

“หนูภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนม้ง มันคือความภูมิใจและอยากนำเสนอให้คนอื่นได้เห็น การมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุนในการขับเคลื่อนเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเขาคาดหวังตัวเรามากเกินไป มันทำให้เราสูญเสียกำลังใจ”

สิ่งที่บ้านมีแต่ในเมืองมีให้เธอไม่ได้

โอ กาญารัตน์ รักจงเจริญ ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จากชุมชนบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกคนที่ต้องเข้ามาเรียนในเมือง ปัจจุบันโอศึกษาอยู่วิทยาลัยพยาบาล ในตัวเมืองเพชรบุรี โอเล่าให้ IMN ฟังว่าที่เธอเลือกเรียนพยาบาล เพราะชุมชนบางกลอยเป็นพื้นที่ห่างไกล ใช้เวลาเดินทางเข้าเมือง 2-3 ชั่วโมง ทำให้ชาวบ้านเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล ดังนั้นโอจึงอยากเป็นพยาบาลเพื่อกลับไปดูแลคนในชุมชน

ไม่แตกต่างจากฟ้า โอเล่าว่า ตอนอยู่ในชุมชนเธอได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ เพราะสามารถใช้ภาษาแม่ในการสื่อสาร ในขณะที่ชีวิตในเมืองบังคับให้เธอต้องพูดภาษาไทย ทั้งยังมีเรื่องของค่าครองชีพ ที่ทุกอย่างต้องใช้เงินแลกมา 

“ความรู้สึกที่ต้องจากบ้านวันแรกไปอยู่ในเมือง” โอเล่าความรู้สึกถึงวันที่เธอต้องย้ายเข้าไปอยู่อาศัยในหอพักวิทยาลัย “หอพักที่เราไปอยู่หน้าตาเป็นแบบไหน จะมีเพื่อนไหม มีหลายอย่างที่เราต้องกังวล”

โอ กาญารัตน์ รักจงเจริญ เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

เวลาผ่านไป 1 เดือนเมื่อโอต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากการเรียน การปรับตัวใช้ชีวิต เธอเล่าให้ฟังว่าตอนนั้น สิ่งเดียวที่เธอคิดถึงคือการกลับบ้าน โอไม่รอช้าตัดสินใจนั่งรถไฟกลับบ้าน แม้จะมีเวลาอยู่แค่วันเดียว แต่มันคุ้มค่าที่เธอได้กลับมาเติมพลังใจให้กับตัวเอง

“ขอแค่ได้กลับบ้าน ได้เจอหน้าแม่ ยายและทุกคนในบ้าน คนเหล่านี้คือกำลังใจในการใช้ชีวิต”

สมัยเด็กโอเคยคิดว่า การได้ออกจากบ้านคืออิสระ เพราะการอยู่บ้านคือความน่าเบื่อ แต่เมื่อเธอได้ออกไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอกกลับพบว่า มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด โอจำเป็นต้องสร้างตัวตนใหม่ตามบรรทัดฐานของสังคมขึ้นมา

“เราต้องใช้พลังงานไปกับการพยายามเรียนรู้ทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าสิ่งนั้นเราจะชอบหรือไม่ชอบ”   

สำหรับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อครอบครัวเมื่อออกมาเรียนในเมือง โอพบว่า จากแต่ก่อนที่เธออยู่กับครอบครัวทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องแสดงความรู้สึกหรือความรักให้กันอยู่ตลอด  แต่พอออกมาอยู่ข้างนอก โอคิดถึงความอบอุ่นที่เธอเคยได้รับจากครอบครัว และรู้ว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรักษา

“ถ้าไม่มีครอบครัว เราอยู่ไม่ได้จริงๆ” โอกล่าว

โดยในตอนท้ายเมื่อ IMN ถามโอว่าหากมีอะไรที่สถานศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลง เพื่อโอบรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ได้มากขึ้น โอกล่าวว่านี้ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มีการกีดกัน ไม่ยอมรับในความเป็นชาติพันธุ์ เธอต้องการให้สถานศึกษากลายเป็นพื้นที่ที่มีการสอนให้นักเรียนเข้าใจ ในบริบทความแตกต่างทางชาติพันธุ์มากกว่านี้ 

ความคาดหวังที่คนรุ่นใหม่เผชิญร่วมกัน

“ช่วงวัยรุ่นเราอายในการแสดงออกความเป็นชาติพันธุ์อ่าข่า ตั้งคำถามกับตนเองว่าทำไมต้องใช้ภาษาอาข่า ทั้งๆ ที่เรามีภาษาไทย”

ตุ้ย ธีรภัทร พิทักษ์ไพรศรี ชาติพันธุ์อ่าข่าวัย 24 ปีจากบ้านแสนสุข จังหวัดเชียงราย เขาแตกต่างจากคนอื่นในบทความชิ้นนี้ ตรงที่เขาเรียนจบแล้ว และกลับมาสานต่องานของครอบครัว พ่อของเขาทำงานพัฒนาชุมชน ให้การช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา งานดังกล่าวได้กลายมาเป็นชีวิตของตุ้ยในปัจจุบัน ท่ามกลางจุดมุ่งหมายของเขา ที่อยากเป็นคนเชื่อมต่อระหว่างเด็กรุ่นใหม่กับผู้ใหญ่ในชุมชน

“แต่ก่อนผมไม่มีเพื่อนเลย” ตุ้ยย้อนถึงวัยเด็กของเขา “เติบโตมาคนเดียวในโรงเรียน โดนบูลลี่ว่าเป็นอีก้อ เนื่องจากตอนนั้นเราพูดภาษาไทยไม่ได้ นี่คือความทรงจำที่ผมมีกับเมือง”

อีก้อเป็นชื่อเรียกที่ลดทอนความเป็นชนเผ่าของคนอ่าข่า  ประสบการณ์ที่ตุ้ยเผชิญ ทำให้เขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในเมือง เริ่มต้นจากการต้องพูดภาษาไทยให้ชัด ในช่วงประถมตุ้ยเล่าว่าเขาแทบจะลืมภาษาอ่าข่า เพราะครูไม่อนุญาตให้สื่อสารภาษาแม่ในโรงเรียน

ตุ้ย ธีรภัทร พิทักษ์ไพรศรี เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

“การใช้ภาษาแม่ไม่ควรถูกตั้งคำถาม หรือมองว่าเป็นเรื่องผิดแปลก ในเรื่องความหลากหลายทางภาษาในโรงเรียน”

สำหรับตุ้ย ชุมชนและครอบครัวคือพื้นที่ปลอดภัย ทำให้เขารู้สึกถึงคำว่าบ้านเสมอ อย่างไรก็ดีปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสะดวกสบายระหว่างในชุมชนกับในเมืองนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในวันที่ตุ้ยพูดคุยกับ IMN ชุมชนของเขาไฟดับ 4 ชม. ทำให้ตุ้ยต้องขี่มอเตอร์ไซต์หลายสิบกิโลเมตร เพื่อที่เขาจะสามารถทำงานและติดต่อกับโลกภายนอกได้

“ช่วงมัธยมปลายทำให้ความสัมพันธ์ของผมกับชุมชนเปลี่ยนไป ผมแทบไม่อยากกลับบ้าน เพราะชินกับความสะดวกสบายในเมือง กลับไปก็ไม่ค่อยรู้จักใคร”

จนกระทั่งวันหนึ่ง ครูสอนกีฬาเข้ามาถามเขาว่า คำว่า ‘อ่าข่า’ หมายความว่าอย่างไร และตุ้ยไม่สามารถตอบได้ จากจุดนั้นทำให้เขาเริ่มตระหนักถึงความหมายของการเป็นคนอาข่า และย้อนกลับมาเรียนรู้อัตลักษณ์ความเป็นชนเผ่าของตนเอง

ตุ้ยกล่าวในตอนท้าย ถึงความรู้สึกร่วมที่คนชาติพันธุ์รุ่นใหม่ต้องเผชิญร่วมกัน มันคือความรู้สึกแบกรับ ที่พวกเขาต้องพูดภาษาแม่ให้ได้ ต้องมีงานที่มั่นคง ต้องกลับมาพัฒนาชุมชน สิ่งเหล่านี้สร้างความกดดัน รวมทั้งทิ้งคำถามไว้ให้กับตุ้ยว่า การพัฒนานั้นจะสามารถประสานยุคเก่ากับยุคสมัยใหม่ เข้ามาไว้ด้วยกันได้อย่างไร

“ผู้ใหญ่ควรปล่อยวางในสิ่งจากยุคก่อน เข้าใจในตัวเด็กว่ามีศักยภาพอะไร อย่าไปยึดติดว่าเด็กต้องทำอะไรอย่างไร แต่ให้มั่นใจว่าเด็กมีศักยภาพ ปล่อยให้เขาลงมือทำในแบบของเขาเอง” ตุ้ยหวังว่าเสียงของเขาจะส่งไปถึงผู้อาวุโสกลุ่มชาติพันธุ์

เจนเนอเรชั่นระหว่างกลาง

“ในขณะที่คนรุ่นใหม่เผชิญกับความกดดันทั้งจากภายในและภายนอก สิ่งที่ผู้ใหญ่สามารถทำให้กับพวกเขาได้คือการเป็นบ้านที่ปลอดภัย ให้กับชาติพันธุ์ที่วันนี้เติบโตขึ้นมาบนโลกสองใบ”

กล้าพันธุ์ดี ชีช่วง ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จากจังหวัดราชบุรี กล้ามีความสามารถหลายอย่างทั้งการเคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียน, เป็นนักร้องอาชีพ และปัจจุบันเขากำลังเป็นนักศึกษาคณะสหเวชศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กล้าออกเดินทางจากบ้าน เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประจำตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เขาแปรเปลี่ยนความเหงาเป็นกิจกรรมทั้งการเรียน การซ้อมกีฬาและการร้องเพลง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความรับผิดชอบที่ทำให้กล้าไม่ค่อยได้กลับบ้านบ่อยนัก 

“คิดถึงบ้านอยู่เสมอ ถ้าให้เลือกก็อยากอยู่บ้าน”

แม้จะปรับตัวเข้ากับโลกภายนอกดีเพียงไร แต่กล้าบอกกับ IMN ว่าสิ่งที่บ้านมีแต่ในเมืองไม่มี คือวิถีชีวิตความเป็นชาติพันธุ์  ทั้งเรื่องวัฒนธรรมและการได้ใช้ภาษาแม่

“คนรุ่นพ่อแม่มีส่วนอย่างมาก ทำให้คนรุ่นผมภูมิใจในความเป็นชาติพันธุ์ ผมโตมากับพ่อที่ทำให้ผมได้ซึมซับว่า การเป็นชาติพันธุ์น่าภูมิใจอย่างไร”

สิ่งที่กล้าได้เรียนรู้จากพ่อของเขาคือ การเป็นตัวของตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด อีกทั้งยังมีความสำคัญที่คนเราต้องยืนยันตัวตน โดยไม่ปรับเปลี่ยนตนไปตามกระแสนิยมทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้กล้าและคนรุ่นใหม่ชาติพันธุ์ กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองกันมากขึ้น

กล้าพันธุ์ดี ชีช่วง เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

“สิ่งที่คนรุ่นก่อนฝากไว้เป็นสิ่งจำเป็น เพราะถ้าคนรุ่นเราไม่ทำแล้วใครจะมาสานต่อ อัตลักษณ์ต่างๆ คงสูญหายไป”

อย่างไรก็ดีความท้าทายในวันนี้ คือการที่คนรุ่นกล้าต้องอยู่ตรงกลาง ท่ามกลางความรู้สึกสับสนกับตัวเองว่า ชีวิตในเมืองเปิดโอกาสให้เขาได้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพที่หลากหลาย แต่ในอีกมุมหนึ่งกล้าก็คิดถึงบ้าน เขาคิดถึงความอบอุ่นจากที่บ้าน จากพี่น้อง และชาวบ้านที่เขาผูกพันมาตั้งแต่เด็ก แต่การกลับบ้านวันนี้ ก็ไม่มีอะไรมากพอให้คนรุ่นใหม่ได้ทำ ความคิดถึงนานวันเข้ากลายเป็นความน่าเบื่อที่ร่มรื่น

“บ้านมันดีสำหรับวัยที่ต้องการพักผ่อน แต่ไม่ใช่ในวันที่เราต้องการพิสูจน์ตนเอง” กล้ากล่าวทิ้งท้าย

ท้ายที่สุดแล้วในโลกที่คนรุ่นใหม่ชาติพันธุ์กำลังปรับตัวเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดคงหนีพ้นการมีพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้กลับบ้านไปพักผ่อน แม้จะเป็นช่วงเวลาชั่วคราว แต่การมีบ้านให้กลับก็ยังดีกว่าการไม่มีสถานที่แห่งนั้นให้กลับไป

“บ้านคือที่ที่ไม่ต้องซ่อนว่าเราเป็นใคร ไม่ต้องปกปิดตัวตน จะรู้สึกอย่างไรก็ได้” ฟ้า พรเจริญ เสริมมติวงศ์

“บ้านของหนูคือบ้านที่มีครอบครัว มีคนที่หนูรักทุกคนอยู่ในนั้น” โอ กาญารัตน์ รักจงเจริญ

“บ้านคือความรัก ความสุข ความทุกข์ บ้านคือสิ่งที่กลับไปแล้วมีรอยยิ้ม” ตุ้ย  ธีรภัทร พิทักษ์ไพรศรี

“บ้านคือพื้นที่ที่ผมรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ ได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องพยายามเป็นใครอีกคนหนึ่ง”  กล้าพันธุ์ดี ชีช่วง

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ