
“ตอนยังไม่มีสัญชาติ ผมถูกเลือกปฏิบัติจากพยาบาล เขาใส่ชื่อผมว่า นายพม่าไม่ทราบนามสกุล”
แม้ว่ากาย สมพร อาจารย์ ชาวดาราอางวัย 29 ปี จะเกิด เติบโต เรียนหนังสือ มีชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในประเทศไทย แต่การไร้สัญชาติไทย ทำให้กายถูกเลือกปฏิบัติ และถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหน้าที่รัฐมาตลอดทั้งชีวิต
เรื่องราวของกาย เริ่มต้นจากการที่เขาเกิดมาในชุมชนโดยคนทำคลอดท้องถิ่น ทำให้กายไม่ได้รับเอกสารรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล และไม่ได้รับสูติบัตรตามลำดับ แม่ของกายเสียชีวิตต่อมาในเวลาไม่นาน ทำให้กายถูกรับเลี้ยงมาโดยพี่สาวของพ่อ การสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน ทำให้ใบรับรองการเกิดในภายหลังที่กายได้รับ ใส่ชื่อของพ่อแม่บุญธรรม เป็นคนให้กำเนิด
การไม่ได้รับการแจ้งเกิดอย่างถูกต้อง ถือเป็นหนึ่งในต้นตอปัญหาทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคนไร้สัญชาติมากที่สุดในโลก กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล ยังคงประสบปัญหาไม่สามารถรับรองการเกิดที่โรงพยาบาลและที่ว่าการอำเภอได้
“พ่อแม่ของผมเคยยื่นขอมีหนังสือรับรองการเกิดให้” กายเล่าถึงปัญหาและอุปสรรคที่เขาและครอบครัวเคยเผชิญ “ต้องไป 7-8 ครั้งกว่าจะได้ ไปแต่ละทีต้องใช้เงิน รวมถึงกระบวนการคอร์รัปชัน มีการเรียกเก็บเงิน ท้ายที่สุดแม่บอกว่าต้องเสียเงินไปเยอะมาก”

เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องราวส่วนตัวที่กายประสบอยู่เพียงคนเดียว แต่เป็นปัญหาร่วมของพี่น้องชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ ที่ยังเข้าไม่ถึงการมีสถานะบุคคลและสัญชาติไทย IMN Live Special EP.#29 ในหัวข้อ: “ไม่มีบัตร = ไม่มีสิทธิ? ผ่าทางตันปัญหาสถานะบุคคลชนเผ่าพื้นเมือง ชวนไปหาคำตอบสำหรับเรื่องนี้
สถานะบุคคลวนอยู่ในอ่าง เพราะการทุจริตและความไม่เข้าใจของสังคม
“เมื่อการเข้าถึงสถานะบุคคลกลายเป็นเรื่องเงิน พอเราเป็นคนยากจนไม่ได้มีรายได้เพียงพอ จึงกลายเป็นคนตกหล่นมาทั้งชีวิต”
กายใช้เรื่องราวชีวิตของเขามาเป็นกรณีศึกษา โดยเล่าว่า เขาเพิ่งได้รับสัญชาติไทยเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นกายอยู่ในสถานะ “กลุ่มบัตร 089” คือเด็กหรือเยาวชนที่เกิดในประเทศไทย แต่ไม่ได้รับสัญชาติไทยเนื่องจากเงื่อนไขทางกฎหมาย (เช่น พ่อแม่เป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองไม่ถูกกฎหมาย หรือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังตกหล่นจากการสำรวจ)
กายใช้เวลาทั้งชีวิตของเขาเพื่อต่อสู้เรื่องสถานะและสัญชาติให้กับตนเอง เพราะยิ่งเติบโตขึ้น กายเห็นว่าการมีบัตรประจำตัวประชาชนคนไทยนั้น มีความสำคัญกับตัวเขามาก ทั้งข้อจำกัดการเดินทาง และโอกาสทางการศึกษาที่กายถูกตัดสิทธิ์เพราะไม่มีสัญชาติไทย
“อยากขอทุนเรียนต่อ ก็จำเป็นต้องมีสัญชาติไทย รวมทั้งเรื่องของการรักษาพยาบาล ครั้งหนึ่งผมเคยประสบอุบัติเหตุ ต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด เพราะไม่มีสิทธิรักษาพยาบาล”
หลังจากสูญเสียโอกาสหลายอย่างในชีวิต กายลุกขึ้นมาเดินเรื่องขอสัญชาติของตนเองอย่างจริงจัง กายเล่าว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือเรื่องของข้อมูลเอกสารการพิสูจน์การเกิด
เมื่อหลักฐานทางเอกสารไม่สามารถระบุข้อมูลที่ตรงกับข้อเท็จจริงการเกิดของกายได้ จึงจำเป็นต้องใช้การตรวจ DNA เพื่อที่จะพิสูจน์สารพันธุกรรมของกายกับพ่อ
สุมิตร วอพะพอ ชาวปกาเกอะญอผู้เชี่ยวชาญด้านสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นคนพากายไปตรวจ DNA หลังจากนั้นจึงใช้ผลการตรวจเพื่อแก้ไขข้อมูลบิดา มารดา และดำเนินเรื่องขอสัญชาติไทยให้กับกายจนสำเร็จ
“คนสถานะใกล้เคียงกับกาย ยังมีอยู่อีกกว่าสองแสนคนในประเทศไทย และถ้ามองกันจริงๆ มันมีกฎหมาย นโยบาย พยายามการแก้ไขปัญหาให้คนกลุ่มนี้มาตลอด”
สุมิตร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสถานะบุคคลกล่าวว่า ข้อมูลจากกรมการปกครองพบว่า ในประเทศไทยมีคนไร้สัญชาติอาศัยอยู่ประมาณ 900,000 กว่าราย โดยในจำนวนนี้เป็นกลุ่ม
ชนเผ่าพื้นเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่มานาน 30-40 ปี อยู่ประมาณ 500,000 คน
ข้อดีของระบบทะเบียนราษฎรไทยคือ คนเหล่านี้จำนวน 500,000 คน ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติในระบบทะเบียนราษฎร ในสถานะใดสถานะหนึ่งที่รอคอยการพัฒนา ซึ่งสถานะที่แตกต่างกันไปนี้ ส่งผลต่อสวัสดิการขั้นพื้นฐานของชีวิต ที่รัฐบาลสามารถจัดสรรให้
“เมื่อกฎหมายได้รองรับสถานะของพวกเขาแล้ว มันเป็นความมั่นใจนำไปสู่เรื่องของการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐ”

เรื่องของการมีสถานะบุคคลนั้น เป็นคนละเรื่องกับการมีสัญชาติไทย สุมิตรระบุว่า ความจำเป็นของการที่คนคนหนึ่งต้องมีสถานะ หรือเลขสิบสามหลัก เพื่อให้กฎหมายสามารถรับรอง และบริหารจัดการกับคนกลุ่มนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ถ้าไม่มีสถานะทางกฎหมาย มันเหมือนการมีชีวิตแบบไร้วิญญาณ”
สุมิตรกล่าวต่อว่านโยบายการสำรวจประชากรของประเทศไทย เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงปี พ.ศ.2500 ภาครัฐเล็งเห็นว่ายังมีคนจำนวนมากตกสำรวจประชากร โดยเฉพาะกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลในประเทศไทย จึงเกิดเป็นนโยบายการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 จนมาถึงการสำรวจครั้งล่าสุดระหว่างปี พ.ศ.2548 – 2554
โดยในขั้นตอนการสำรวจนั้น สุมิตรกล่าวว่า หากจัดอยู่ใน 19 กลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะบุคคลที่ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติไว้ คนเหล่านี้จะได้บัตรประจำตัว ที่มีเลขขึ้นต้นด้วยเลข 6 โดยในขั้นตอนต่อไปคือการพัฒนาสถานะคนกลุ่มเหล่านี้ หากเป็นคนที่เกิดในประเทศไทย และเข้าตามเงื่อนไขของพรบ.สัญชาติ ก็จะได้รับการรับรองการมีสัญชาติไทย ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทย หากเข้าเงื่อนไขหลักเกณฑ์การให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมือง โดยมิชอบด้วยกฎหมาย คนกลุ่มนี้จะได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย
“เราต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า มีทั้งกลุ่มที่อยู่ดั้งเดิม และอีกกลุ่มที่อพยพเข้ามา”
สุมิตรกล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า วันนี้สังคมไทยยังเข้าใจผิด นำเอานโยบายการพัฒนาสถานะบุคคลและการให้สัญชาติแก่กลุ่มชาติพันธุ์ ไปผูกโยงกับนโยบายการจัดการคนต่างชาติกลุ่มอื่นๆ เช่น แรงงานข้ามชาติ หรือ คนต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย
สุมิตรเน้นย้ำว่า มติคณะรัฐมนตรีต่างๆ โดยเฉพาะล่าสุดอย่างมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่องการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล เป็นไปเพื่อพัฒนาสถานะบุคคล ที่ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติมานานแล้ว ไม่ใช่การให้สถานะหรือสัญชาติแก่คนต่างชาติกลุ่มใหม่ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่อย่างใด
ทลายอคติการให้สัญชาติ ผ่านมติคณะรัฐมนตรี 29 ตุลาคม 2567
กระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตามมาด้วยการปลุกปั่นที่อ้างว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่องการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลฯ เป็นการเปิดโอกาสให้คนต่างชาติได้รับสัญชาติไทยนั้น สุมิตรอธิบายว่าเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะคนที่จะผ่านเงื่อนไขการพัฒนาสถานะได้นั้น จำเป็นต้องประกอบไปด้วยเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้
- ต้องเป็นคนที่ถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นหลักแหล่ง
- ต้องเข้ามาในประเทศไทยก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2542 หรือตามเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรีนั้นๆ
- ต้องมีพยานพยานรับรอง เช่น ผู้นำในพื้นที่อย่างน้อย 1-2 คน
ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เงื่อนไขข้างต้นนี้ก็เปิดช่องว่างให้เกิดการทุจริต โดยเฉพาะเรื่องของพยานรับรองที่ส่วนใหญ่มักเป็นผู้นำในท้องถิ่น เรียกเก็บเงินใต้โต๊ะแลกกับการเซ็นรับรอง เป็นเนื้อร้ายที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาคนตกหล่นการสำรวจสถานะได้อย่างสมบูรณ์ มาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี
ดังนั้นเมื่อมีช่องว่างในการพิสูจน์สถานะและการให้สัญชาติ จึงทำให้ที่ผ่านมา สุมิตรระบุว่า สถิติแต่ละปีของกรมการปกครองที่ผ่านมา สามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงประมาณ 10,000 คนต่อปี จากจำนวนผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียนและสัญชาติกว่าหลายแสนคน จึงเป็นที่มาของ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่องการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลฯ
“ถ้าไม่มีมติ ครม. นี้ มหาดไทยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 11 ปี ในการอนุมัติสถานะคนเหล่านี้”
สุมิตรมองว่า มติครม. 29 ตุลาคม 2567 ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่กรมการปกครอง และสภาความมั่นคงแห่งชาติ มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่มที่ได้รับการสำรวจไว้แล้ว วัตถุประสงค์ของมติ ครม.นี้คือ การเร่งรัดกระบวนการให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองถูกต้องตามกฎหมายแก่คนที่ไม่ได้เกิดในไทย และให้การรับรองสัญชาติไทยแก่คนที่ผ่านการพิสูจน์ว่าเกิดในไทย
สุมิตรอธิบายต่อว่า ตัวเลขจำนวนคนที่อยู่ภายใต้ มติครม. 29 ตุลาคม 2567 มีอยู่ 483,626 คน ในจำนวนนี้ 340,000 คน เป็นกลุ่มที่จะได้รับสถานะต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และมี 140,000 กว่าคนที่เป็นบุตรที่เกิดในประเทศไทย ที่จะมีการรับรองการมีสัญชาติไทย
ภายใต้มติครม.ดังกล่าว ได้เร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น โดยให้อำนาจการอนุมัติอยู่ที่นายอำเภอ โดยเริ่มมีการรับคำร้องตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2568 เป็นต้นมา จากวันนั้นมาถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เป็นเวลา 342 วัน มีการรับคำร้องไปทั้งหมด 140,000 กว่าราย และมีการอนุมัติคำร้อง 118,000 กว่าราย แยกเป็นการให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายประมาณ 100,000 ราย และการให้สัญชาติแก่คนที่เกิดในไทย 18,000 คน
“สุดท้ายรัฐต้องพิสูจน์สถานะ และออกเลขสิบสามหลักให้คนทุกคนบนแผ่นดิน”

คำกล่าวข้างต้นของสุมิตร ไม่ใช่การผลักภาระไปให้แก่ภาครัฐ แต่คือหน้าที่และผลประโยชน์ที่ถูกฝ่ายจะได้รับร่วมกัน หากคนทุกคนมีสถานะบุคคล จะเป็นการป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ผิดกฎหมาย และทำให้ภาครัฐรู้ว่า มีใครอยู่อาศัยบ้างบนแผ่นดินไทย
โจทย์สำคัญวันนี้สุมิตรกล่าวว่า ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อีกกว่า 340,000 คน ที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาสถานะบุคคล จึงจำเป็นต้องมีการขยายมติครม. 29 ตุลาคม 2567 ภายใต้ข้อจำกัดเช่น ในหลายพื้นที่มีประชากรกลุ่มเป้าหมายเยอะ แต่จำนวนบุคลากรที่รับคำร้องมีไม่เพียงพอ รวมทั้งเรื่องของอุปกรณ์ถ่ายบัตรที่มีไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการทำงานร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคม ลงไปช่วยงานในพื้นที่ ซึ่งเป็นงานที่กายทำอยู่ ในฐานะผู้อำนวยการโครงการพัฒนาสถานะบุคคล
จากผู้รับความช่วยเหลือ สู่คนส่งต่อสถานะบุคคลและสัญชาติให้กลุ่มชาติพันธุ์
“ผมเคยใช้ชีวิตอยู่กับความกังวลตลอดว่า ‘ตำรวจจะจับไหม’ คำถามเดียวที่เรากลัวคือ ‘ขอดูบัตรหน่อย’ เราเคยมีความกังวลมาก เวลาจะออกนอกพื้นที่เพื่อเดินทาง”
กายเข้าใจความรู้สึกในฐานะคนที่เคยไม่มีสัญชาติไทย เขาเล่าว่านับตั้งแต่วินาทีที่ได้รับสัญชาติไทย ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงอิสรภาพในการใช้ชีวิต ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีใครมาขอดูบัตร หรือพยายามเรียกรับผลประโยชน์จากสถานะบุคคลของเขา
“เหมือนยกภูเขาออกจากอก” กายกล่าว “อยากเดินทางไปไหน ผมไปได้ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว วันนี้ผมไม่ต้องกลัวตำรวจต่อไปแล้ว”
กายเข้าใจดีว่ากระบวนการเข้าถึงสถานะบุคคลและสัญชาตินั้น มีค่าใช้จ่ายและขั้นตอนเยอะเพียงใด เขาเป็นคนหนึ่งที่เริ่มจากความไม่รู้ ผ่านการลองผิดลองถูก และความช่วยเหลือจากองค์กรภาคประชาสังคม
“ด้วยภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ หลายครั้งสื่อสารกันไม่เข้าใจ หลายคนพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ รวมถึงขาดความเข้าใจในการเรียบเรียงเอกสาร ทำให้เกิดความกลัวที่จะไปติดต่อหน่วยงานราชการ”
ครั้งหนึ่งกายเล่าว่า เคยเจอเคสหนึ่งมานั่งรออยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ เพียงแค่ต้องการที่จะคัดสำเนาเอกสาร ทร.38 (ทะเบียนประวัติสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) แต่ไม่รู้ว่าต้องไปติดต่อใคร เขานั่งอยู่ตรงนั้นกว่าครึ่งวัน จนกายต้องเดินเข้าไปสอบถามว่ามาทำอะไร และพาไปคัดสำเนาเอกสารที่ใช้เวลาไม่ถึงสามนาที
“ผมขอเป็นสะพานมาเชื่อมระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับพี่น้องชาติพันธุ์ ให้สามารถเข้าถึงกันและกันได้ง่ายขึ้น”
ปัจจุบันกายได้รวบรวมเยาวชนชาติพันธุ์ต่างๆ กว่าสิบคน จัดทำโครงการพัฒนาสถานะบุคคลให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยทีมงานของกายจะคอยประจำอยู่ที่ว่าการอำเภอต่างๆ เพื่อคอยอำนวยความสะดวกในเรื่องการสื่อสาร และการจัดเรียงเอกสารให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้คนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือนั้นมั่นใจได้ว่า พวกเขาจะไม่ถูกการเลือกปฏิบัติ หรือแสวงหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้
“ผมอยากอยู่ตรงนั้นเพื่อที่จะช่วย พี่น้องชาติพันธุ์ที่โดนเอารัดเอาเปรียบ” กายกล่าวสรุป “ให้คนชาติพันธุ์ที่ต้องการเข้าถึงสถานะบุคคลหรือสัญชาติ ได้รู้ว่าเขาต้องทำอย่างไร”
จากวงเสวนา IMN Live Special EP.#29 ในหัวข้อ: “ไม่มีบัตร = ไม่มีสิทธิ? ผ่าทางตันปัญหาสถานะบุคคลชนเผ่าพื้นเมือง กล่าวได้ว่า วันนี้ประเทศไทยมีนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้าไม่ถึงสถานะบุคคลหรือสัญชาติ ที่ชัดเจนและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่อุปสรรคสำคัญคือการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีตัวกลางอย่างภาคประชาสังคม เข้ามาอำนวยความสะดวก ให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์สามารถเข้าถึงบริการจากหน่วยงานรัฐได้โดยตรง โดยปราศจากตัวกลางอื่นที่พยายามเรียกหาผลประโยชน์นอกกฎหมาย
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ